(มีคำผิด พิมพ์ตก หรือมีตรงไหนผิดพลาดต้องขออภัย)
“ตื่น….” เสียงใครบางคนที่เบาบางกำลังปลุกผมอยู่ “ตื่นได้….สักที” คงเป็หมอนั่นสินะ ผมค่อย ๆ ลืมตาและพยายามลืมทุกสิ่งที่ฝันไปเมื่อกี้
“ตื่นสักทีนะ” หนุ่มหูยาว หน้ามน ตาโต ผมหยิก ใบหน้าเกลี้ยงเกลาต่อหน้าผมคือเพื่อนรักเพียงคนเดียวของผมชื่อ คาราส เซ็นต้า เป็เผ่าเอลฟ์
ผมกลอกตาไปรอบ ๆ พยายามรวบรวมความคิด ผมสวมชุดประจำโรงเรียนเสื้อขาวกางเกงขาวกับเนทไทสีดำและนอนใต้ร่มไม้รับสายลมเย็น ๆ อ่อ….ผมจำได้แล้วว่าผมนอนอยู่ที่ใต้ต้นไม้เพื่อโดดคาบก่อนเที่ยงและรอเพื่อนรักผมมาปลุก
“ว่าไงสาวน้อย” ผมหยอกคาราสที่หน้ารักปานหญิงสาว
“ยังละเมอแบบนี้ต้องช่วยหน่อยแล้ว” คาราสเรียกน้ำด้วยเวทมนตร์ น้ำทรงกลมก่อตัวอยู่เหนือหน้าผมไปมิลเดี๋ยวเท่านั้น
ผมเหงื่อตก “เดี๋ยว ๆ ๆ ฉันว่าฉันหายละเมอแล้ว เพราะงันช่วยเอาน้ำออกไปทีสิ” ผมยังไม่อยากโดนน้ำราดหน้าตอนนี้หรอกนะ
คาราสควบคุมน้ำให้เลื่อนออกไปผมดันตัวเองขึ้นมาก่อนจะเอามือชุบน้ำมาล้างหน้าผม และในจังหวะนั้นผมก็สะบัดน้ำไปทางคาราสแรง ๆ ซึ่งเข้าเบ้าหน้าเต็ม ๆ
“โอ้ว โดนจนได้” คาราสเช็ดหน้า
“ความประมาทนำไปสู่ความตายนะ” ผมอวดเบ่ง คาราสสะบัดมือน้ำที่ลอยอยู่ก็เข้าหน้าผมจนบอลน้ำแตกกระเจิงท่วมหน้า
“ความประมาทนำไปสู่ความตาย” คาราสยอกย้อน “เลิกไร้สาระแล้วไปกินข้าวเถอะ”
“ครับ ๆ ” ผมตอบรับพลางดันตัวขึ้นมา
แนะนำตัวอีกครั้งหน่อยละกันผม โนรัม เซเลสเตอร์ อายุ 16 ปีขยะไร้เวทแห่งโรงเรียนรีออมูเร็ต มีผมสีดำจัดทรงได้ง่าย ๆ ตาสีน้ำตาลคล้ายเปลือกไม้ ผิวขาวแบบทั่ว ๆ ไป
ที่ ๆ ผมอยู่คือโรงเรียนออมูเร็ตขอขยายเพิ่มเติมหน่อยว่า โรงเรียนออมูเร็ตนั้นจะมี 2 สาขาคือ สาขามาตรฐานและสาขาเสริม
สาขามาตรฐานคือสาขาที่รับคนที่มีอายุครบ 8 ปีที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้นและเป็การรับคนแบบบังคับใครผ่านเกณฑ์คือต้องไปเท่านั้นเกณฑ์การผ่านก็คือมีพลังเวทระดับหนึ่งกับร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็พอแล้ว พวกเขาจะเรียนจนอายุครบ 15 ปีจากนั้นจะทำอะไรต่อก็เชิญ
สาขาเสริมคือสาขาที่ผมอยู่ ที่นี่ให้คนที่มีอายุ 15-16 ปีเข้าได้ทุกคนตามความสมัครใจ การเข้าเรียนได้โดยไม่เจาะจงว่ามีแค่ขุนนางหรือพวกคนที่จบจากสาขามาตรฐานเท่านั้น คนทั่วไปก็เข้าได้แต่จะได้เป็นักเรียนชั้นสองที่ไม่ได้สิทธิพิเศษอะไรมาก
จุดประสงค์ของสาขานี้มีไว้เพื่อส่งเสริมคนที่จบสาขามาตรฐานแล้วยังอยากศึกษาเพิ่มเติมอีกและสาเหตุที่คนนอกหรือขุนนางเข้าได้ก็เพราะกลัวว่าจะมีคนเข้าน้อยเกินไป
“ฉันทำอาหารมาเผื่อนายด้วยจะกินด้วยไหม” คาราสพูดอย่างมีเลศนัย
“เงื่อนไขคืออะไรละ”
“เป็เื่ง่าย ๆ ที่นายก็ทำได้” คาราสใช้น้ำเสียงแบบตัวร้ายจอมบงการก่อนจะเดินวนรอบตัวผมเพื่อให้ดูร้ายยิ่งขึ้น คาราสลวงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ “นายก็แค่….” ก่อนจะกระชากมืออกจากกระเป๋าอย่างแรงโดยมีไพ่ตลับหนึ่งติดมือมาด้วย
“เล่นอีแก่กินน้ำชนะฉัน”
“อีกแล้วหรอ…ก็ได้” ผมตอบรับ
ผ่านไป 5 นาทีพวกเราเล่นอีแก่กินน้ำในสวนในโรงเรียน สวนในโรงเรียนนี้กว้างไม่แพ้ในเมือง มีต้นไม้ปลูกเป็ย่อม ๆ อาจจะมากกว่าสวนในเมืองด้วยซ้ำ ตามทางเดินก็มีพุ่มไม้ประดับตามทางด้วย
“แงงงง นายโกงอีกแน่ ๆ เลย” คาราสเริ่มงอแงที่ตนแพ้ หมอนี่นะเล่นอีแก่กินน้ำได้ห่วยจนไม่น่าเชื่อ เหตุผลหลักเป็เพราะหมอนี่มักจะเผลอแสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากไปถ้าตื่นเต้นเพราะงั้นแหละเลยเดาทางได้ง่าย
“ไม่ได้โกงสักหน่อย ฉันบอกกี่รอบแล้วว่านายควรควบคุมสีหน้านายหน่อย” ผมสั่งสอน
“ชิ ก็ได้ฉันแพ้เชิญกินเลย” คาราสหยิบข้าวกล่องออกมา
“ขอบคุณนะ ฮ่า ๆ ๆ ” เป็อีกวันที่ผมประหยัดเงินได้
“อร่อย~~ ถ้านายเป็ผู้หญิงก็ดีสินะ จะได้มีแฟนทำอาหารอร่อย ๆ แบบนี้ให้กินประจำ” ผมพูดหยอกแบบนี้เป็ 100 รอบได้แล้ว แต่ลึก ๆ ก็หวังให้เป็จริงอยู่นิด ๆ นะ
“ครับ ๆ ” คาราสตอบเชิงเอียน ๆ “หัดไปโรงอาหารบ้างเถอะ เอาแต่กินหนมปังอย่างเดียวอยู่ได้”
“ไม่โดยเด็ดขาด”ผมตอบอย่างมั่นคง
ในโรงเรียนน้มีโรงผมไม่อยากไปโรงอาหารเพราะข้าวแพงชิพหายเลยคนบ้านนอกอย่างผมไม่ชินกับราคาข้าวที่นี่สักที แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักหรอก
เหตุผลหลัก ๆ เลยคือมีแต่สายตามุ่งร้ายป่นรำคาญทิ่มแทงตลอด ตัวผมในโรงเรียนนี้นะเป็ที่เกียจชั่งมากเพราะผมนะไม่มีพลังเวทสักนิดแต่ก็ยังไม่ถูกไล่ออกสักที
ต้องอธิบายก่อนว่าปกติในโรงเรียนหากพ้นปี 1 แล้วแต่ยังไม่มีพลังเวทอีกจะถูกไล่ออกแต่ผมนะทำคะแนนดีตลอดและมีวิชาดาบที่เหนือกว่าพวกจบจากสาขามาตรฐานหลาย ๆ คน ผมเลยผ่านถึงปี 2 ได้
“จริงสิ ๆ ฉันได้ข้อมูลสำคัญของผู้กล้าคนที่ 5 ด้วยนะ” คาราสพูดขณะเคี้ยวข้าวอย่างตื่นเต้น
“ครับ ๆ ” ผมตอบไปแบบเรียบ ๆ
อย่างที่ทุกคนคงรู้ว่ามีผู้กล้าทั้ง 4 คนที่มีสีเป็ตัวแทนซึ่งแต่ละคนมาจากคนละเผ่าได้แก่ สีแดงแห่งความร้อนเผ่าคนแคระ สีฟ้าแห่งความเย็นมนุษย์สัตว์ สีเขียวแห่งการเยียวยาเผ่าเอลฟ์ สีดำแห่งความมืดมิดเผ่ามนุษย์
แต่มีข่าวลือว่ามีผู้กล้าคนที่ 5 เป็สีทองเป็เผ่ามนุษย์ เขาคนนั้นมีพลังที่ต่างออกไปจากคนอื่น บอกตรง ๆ ว่าผมไม่เชื่อเลยสักนิด
คาราสหน้ามุ่ย “นี่ ฉันได้ยินจากอาจารย์เจสซิก้าเชียวนะ” คาราสไม่พอใจที่ผมตอบไปเรียบ ๆ แบบนั้น
อาจารย์เจสซิก้าหรอ…อาจารย์สอนประวัติศาสตร์สินะ ทั้งสองคนเคมีเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย เพราะทั้งเธอทั้งคาราสก็บ้าประวัติศาสตร์มากพอ ๆ กัน
“คราวนี้อาจารย์พูดว่าอะไรละ” ผมถาม
คาราสดูตื่นเต้น “ฟังนะ อาจารย์บอกว่าหลังจบากับพวกปีศาจ ประวัติศาสตร์่นั้นได้หายไปหรือไม่ก็มีการทำลายหลักฐานโดยคนยุคนั้นเองละ” คาราสเล่าอย่างสนุกสนานพลางทำท่าทางประกอบจนแทบไม่ได้ตักข้าวเข้าปาก
มีเื่ที่พวกบ้าประวัติศาสตร์รู้กันดีว่าหลัง่จบากับปีศาจแล้วประวัติศาสตร์หายไปจนถึง่การแต่งตั้งผู้กล้าทั้ง 4 คนใหม่ ประวัติศาสตร์กลับมาถูกบันทึกแบบปกติ
“ครับ ๆ สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไมใช่ไหมละ”
“มีสันนิษฐานว่าอาจเป็เพราะมีผู้กล้าสีทองยังไงละ เขานั้นแข็งแกร่งที่สุดและได้อาณาเขตทั่วอาณาจักรแต่พวกผู้กล้า 4 สีก็ได้สังหารผู้กล้าสีทองลง” คาราสตาลุกวาว “มันน่าแปลกมากเลยใช่ไหมละ”
อยากพูดคำว่า เพ้อเจ้อเกินไปละ อยู่หรอกแต่เห็นหมอนี่สนุกก็ไม่อยากพูดอะไรนี้สิ
“สันนิษฐานจากอาจารย์หรอ” ผมถาม
“ใช่แล้ว อาจารย์นะเป็ถึงที่ปรึกษาด้านโบราณคดีเชียวนะ”
“ยังไงก็แค่สันนิษฐานนี่ ไม่ต้องเชื่อมากก็ได้”
“นั้นสินะ” คาราสกินข้าวต่อ
เวลาล่วงเลยไปไม่นานพวกเรากินข้าวหมดคาราสเก็บกล่องข้าวก่อนจะลุกขึ้นเเล้วยื่นมือมาหาผมเพื่อช่วยผมลุก ผมตอบรับความช่วยเหลือนั้น
“นายจะโดดภาคบ่ายไหม” คาราสถาม
“ต่อให้ฉันไม่เข้าเรียนฉันก็เก่งอยู่แล้วน่า”
“ฉันก็ไม่ว่าอะไรถ้านายจะโดดแต่คาบบ่ายนี้นายต้องเข้านะ” คาราสดูหนักแน่นผิดปกติ
“มีอะไรงั้นหรอ”
“ครูประจำชั้นอย่างพบนายตอนจบคาบฝึกฟันดาบ” คาราสดูกังวล ผมเข้าใจทุกครั้งที่ครูจะพบผมต้องเป็เื่ที่ผมต้องออกจากโรงเรียนอย่างเดียวเลย คาราสเองก็มีผมเป็เพื่อนคนเดียวด้วยถ้าผมออกไปคงเหงาน่าดู
“ไม่ต้องกังวลน่าเดี๋ยวฉันจะหาทางเอง ฉันไม่ทิ้งนายหรอก” ผมกอดอกยิ้มอย่างมั่นใจ
“ถึงงั้นก็มักโดดเรียนแล้วปล่อยให้ฉันเรียนอยู่คนเดียวเนี่ยนะ” คาราสทำท่าเช็ดคราบน้ำตาทั้ง ๆ ประชด
“ฉันโดดแค่คาบฝึกเวทเท่านั้นเอง”
เสียงระฆังดัง เปร้ง! เปร้ง! บอกว่าได้เวลาเรียนภาคบ่ายแล้ว