เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 8 : ลุงใหญ่ ลุงรอง และลูก ๆ
เย็นวันอาทิตย์ตามธรรมเนียมของบ้านหลินทุกครอบครัวในเรือนสี่ประสานหลังใหญ่ต่างทยอยเดินออกจากปีกอาคารของตัวเองมารวมตัวกันที่ลานกลางเสียงพูดคุยและหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนคนที่มากขึ้น
หลินเจี้ยนกั๋วผู้เป็ลุงใหญ่เดินนำหน้าครอบครัวของตัวเองเข้ามาก่อน ตามด้วยจ้าวซูเฟินภรรยาและลูกชายอีกสองคนที่ยังอาศัยอยู่บ้านจื้อเฉียงวัยสิบห้าปีเดินถือหนังสือมาด้วยอย่างตั้งใจจะอ่านต่อหลังมื้อเย็นส่วนจื้อเผิงวัยสิบสองปีวิ่งนำหน้าพี่ชายมาก่อนด้วยความคึกคัก
"มาถึงแล้วหรือลุงใหญ่"หวังซูเจินทักทายพลางอุ้มซินเยว่เดินออกมาต้อนรับ
หลินเจี้ยนกั๋วทำงานเป็เ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินในกระทรวงเป็พี่ชายคนโตที่พูดจาสุขุมรอบคอบสมกับตำแหน่งหน้าที่แต่ทันทีที่เห็นหลานสาวตัวน้อยในอ้อมแขนของน้องสะใภ้สีหน้าเคร่งขรึมของเขาก็อ่อนลงทันที
"ให้ลุงอุ้มหน่อยได้ไหม"เขาขอพลางยื่นมือออกมา หวังซูเจินยิ้มก่อนส่งลูกสาวให้ทันที
ไม่นานหลังจากนั้นหลินเจี้ยนหัวผู้เป็ลุงรองก็เดินตามมาพร้อมภรรยาซุนกุ้ยหลาน และลูกชายจื้อจวินวัยสิบเอ็ดปีส่วนจื้อกังลูกชายคนโตวัยสิบสี่ปียังคงง่วนอยู่กับการซ่อมจักรยานคันเก่าอยู่ที่ลานอีกฟากหนึ่งกว่าจะยอมเดินมาสมทบก็ล่าช้าไปพักใหญ่
หลินเจี้ยนหัวเป็แพทย์แผนจีนที่เดิมทำงานอยู่ที่ร้านยาของอาจารย์แต่หลังจากร้านถูกรวมเข้ากับคลินิกส่วนรวมของย่านตามนโยบายใหม่เขาก็ยังคงทำงานที่คลินิกนั้นต่อไปในฐานะแพทย์ประจำไม่ต่างจากพี่ชายที่ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเช่นกัน
"เป็ยังไงบ้างหลานสาวคนนี้แข็งแรงดีไหม" ลุงรองถามพลางเข้ามาคลำชีพจรที่ข้อมือเล็ก ๆ ของซินเยว่อย่างคุ้นเคยเป็นิสัยที่ติดตัวมาจากอาชีพแพทย์
"แข็งแรงดีค่ะกินเก่ง นอนเก่ง" หวังซูเจินตอบด้วยความภูมิใจ
ลูกพี่ลูกน้องทั้งห้าคนที่ยังอยู่ในวัยเรียนต่างทยอยเข้ามาดูน้องสาวคนใหม่ของบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็นจื้อเฉียงยืนมองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความเกรงใจส่วนจื้อเผิงกับจื้อจวินเบียดกันเข้ามาใกล้จนแม่ต้องคอยเตือนไม่ให้ชนกัน
"มือเล็กจังเลย"จื้อเผิงพูดพลางยื่นนิ้วไปแตะเบา ๆ
"อย่าไปแหย่แรงนะ"จื้อกังที่เพิ่งเดินตามมาสมทบดุน้องชายเสียงห้วนทั้งที่ตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะยืนมองน้องสาวคนใหม่อยู่ไม่ห่าง
ในบรรดาหลานทั้งเจ็ดคนของตระกูลหลินมีจื้อหย่วนลูกชายคนโตของลุงใหญ่เพียงคนเดียวที่ไม่ได้มาร่วมมื้อค่ำวันนี้เพราะเพิ่งเข้าประจำการที่ค่ายทหารตามหน้าที่ปู่เคยเล่าให้ฟังว่าหลานคนโตคนนี้โตเร็วกว่าใคร อยากรับใช้ชาติั้แ่อายุยังน้อย
เมื่อรวมทุกคนเข้าด้วยกันหลานชายของตระกูลหลินรุ่นนี้มีอยู่เจ็ดคนพอดี จื้อหย่วน จื้อเฉียง จื้อเผิงจื้อกัง จื้อจวิน จื้อิ และจื้อเฉิง ทุกคนใช้ชื่อรุ่นเดียวกันคือ"จื้อ" ที่แปลว่าความมุ่งมั่นตั้งใจตามธรรมเนียมการตั้งชื่อของตระกูลที่สืบทอดกันมา
มีเพียงซินเยว่คนเดียวเท่านั้นที่เป็ผู้หญิงและได้ชื่อว่า "ซิน" ที่แปลว่าหัวใจแตกต่างจากพี่ชายทั้งเจ็ดคนโดยสิ้นเชิง
ในมื้อค่ำวันนั้นเมื่อทุกคนนั่งล้อมโต๊ะกลมตัวใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตากันหลินเต๋อชางยกแก้วน้ำชาขึ้นพลางพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"ตระกูลเรามีหลานชายตั้งเจ็ดคนแต่มีหลานสาวแค่คนเดียว จะไม่ให้รักมากเป็พิเศษได้ยังไง"
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะจื้อเฉียงที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ พยักหน้าเห็นด้วย "จริงด้วยครับพวกผมเจ็ดคนตั้งชื่อเหมือนกันหมด มีน้องซินเยว่คนเดียวที่ชื่อไม่ซ้ำใครเลย"
"เพราะน้องพิเศษไงครับ"จื้อกังเสริมทั้งที่ปกติไม่ค่อยพูดมาก
ซินเยว่นั่งอยู่บนตักแม่มองดูใบหน้าพี่ ๆ และลุงป้าที่ล้อมรอบโต๊ะทีละคนความคิดของผู้ใหญ่ในหัวเริ่มปะติดปะต่อภาพรวมของครอบครัวใหญ่นี้ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
*ฉันเป็หัวใจดวงเดียวท่ามกลางความมุ่งมั่นทั้งเจ็ดดวงสินะ*
ความคิดนั้นทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาดการเป็คนพิเศษไม่ใช่เพราะทำอะไรโดดเด่นแต่เพียงเพราะเกิดมาเป็หัวใจดวงเดียวของตระกูลที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับความรักจากทุกคนอย่างล้นเหลือ
หลังมื้อค่ำขณะที่ผู้ใหญ่นั่งจิบชาคุยกันต่อ เด็กๆในวัยเรียนก็เริ่มแยกย้ายไปทำการบ้านของตัวเองมีเพียงจื้อเผิงที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ไม่ห่างจากน้องสาวคนใหม่ คอยเล่นจ๊ะเอ๋กับเธอเบาๆ จนกว่าแม่จะเรียกกลับไปอ่านหนังสือ
เฉินซิ่วหลานมองภาพหลาน ๆทุกคนรวมตัวกันด้วยความสุขใจ หันไปพูดกับสามีเบา ๆ "ครอบครัวเราโชคดีจริง ๆที่ได้อยู่ด้วยกันครบพร้อมหน้าแบบนี้"
หลินเต๋อชางพยักหน้าเห็นด้วยสายตามองไปที่หลานสาวตัวน้อยที่กำลังหัวเราะเสียงใสให้กับหลานชายที่กำลังเล่นจ๊ะเอ๋อยู่ตรงหน้าไม่มีใครในตอนนั้นคาดคิดเลยว่าความอบอุ่นแบบนี้จะมีความหมายมากเพียงใดเมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ก่อนแยกย้ายกลับปีกอาคารของตัวเองหลินเจี้ยนกั๋วหันมาแซวน้องชายคนเล็กเบา ๆ "เจี้ยนหมินโชคดีนะได้ลูกสาวคนแรกของตระกูลไปครอง พวกเราสองคนได้แต่ลูกชายกันหมด"
"ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฟ้าถึงเลือกให้บ้านผมได้ลูกสาว"หลินเจี้ยนหมินตอบพลางหัวเราะ อุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนอย่างภาคภูมิใจ
หลินเจี้ยนหัวยิ้มเห็นด้วย"ไม่ว่าจะบ้านไหนได้ลูกสาว ก็เป็ลูกสาวของตระกูลหลินเหมือนกันทั้งนั้นแหละพวกเราทุกคนก็รักเธอไม่ต่างกัน"
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในวงยิ้มเห็นพ้องต้องกันก่อนที่แต่ละครอบครัวจะทยอยเดินกลับไปพักผ่อนที่ปีกอาคารของตัวเองทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นที่ยังคงลอยอยู่ในอากาศของลานกลางบ้านสี่ประสานหลังใหญ่พร้อมสำหรับการรวมตัวกันอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป