ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่133 อยากได้อยากเอาทั้งสอง

    สไปรและวุ้นเส้นขึ้นรถ BMW X5 พาชายหนุ่มเจ้าของถุงมือดำไปดูที่ทางสำหรับสร้างเป็นคลีนิก

    รถในเมืองกรุงฯ ยังหนาแน่นเช่นเคย แต่เพราะทอยมีทักษะการขับขี่ดีเยี่ยม ถึงแม้จะถูกปาดหน้าบ้างเป็นบางครั้งก็ไม่ได้โกรธหรือขับจี้ แทบจะขับชนอีกฝ่ายให้ยับเยินมากกว่า

    โชคดีที่วันนี้มีคนอื่นนั่งมาด้วย ไม่งั้นคงต้องปวดหัวเพราะเรื่องการขับขี่ที่ค่อนข้างหัวร้อน

    ห้างสรรพสินค้าที่แรกคือแมงโก้

    ฟังว่าเป็นห้างเปิดใหม่ของชาวต่างชาติ ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร โรงภาพยนตร์ โซนอาหารอร่อยราคาย่อมเยาว์ แฟชั่น เทคโนโลยี หรือโซนของเล่นสำหรับพาลูกๆหลานๆ มาเที่ยวก็ยังมี

    เนื่องจากห้างยังใหม่ทุกอย่างจึงดูดีไปหมด

    แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องยากในการหาที่ว่างสำหรับสร้างเป็นคลินิก

    ในขณะที่กำลังก่อสร้างห้าง จำเป็นต้องมาติดต่อภายใน เพื่อหาพื้นที่สำหรับเปิดร้านค้า ดูราคาที่น่าพอใจแล้วเช่าซื้อ ดังนั้นเวลานี้ถึงจะถูกอกถูกใจห้างใหม่ ก็เป็นไปได้ยากที่จะหาพื้นที่ขนาดใหญ่นำมาทำเป็นคลินิก

    “ไม่มีที่ว่างเลยนี่นา แบบนี้ก็เท่ากับว่ามาเสียเที่ยวน่ะสิ” เจมส์กล่าวหลังจากเดินกับสองสาวและหนึ่งชายหัวโล้นทั่วชั้นบนห้างแมงโก้

    “ไม่มี แต่ใช่ว่าจะเอามาไม่ได้” วุ้นเส้นพูดจาคลุมเครือ ไม่ปล่อยให้เขาสงสัยนาน หล่อนชี้ไปยังร้านอีกฝั่ง

    “นั่นเป็นร้านส้มตำเก้าล้าน เห็นว่าขายไม่ค่อยดี เงินไม่มีพอค่าเช่า น่าจะย้ายออกเร็วๆ นี้ ถ้าหากคุณเจมส์ต้องการที่ตรงนั้นล่ะก็ ฉันสามารถดิลกับคนข้างในได้นะคะ”

    “ความหมายของคุณคือ รู้จักกับคนข้างในห้างแมงโก้เหรอครับ” เจมส์เดาได้ไม่ยาก

    “ใช่ค่ะ ฉันรู้จักกับรองผู้จัดการ เห็นว่าคุณเจมส์อยากเปิดคลินิกในห้างก็เลยถามๆ ไว้”

    เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เขาเสริมด้วยรอยยิ้ม

    “ขอบคุณครับ จากที่ผมดูส้มตำเก้าล้านมีพื้นที่ขนาดใหญ่ เหมาะจะนำมาปรับปรุง เปิดเป็นคลินิกเสริมความงาม ถ้าราคาต่อเดือนไม่แพงมากน่ะนะ”

    “ไม่แพงหรอกค่ะ แต่ถึงแม้ราคาจะสูงไปบ้าง หากเราคำนึงด้านประชาสัมพันธ์จากในห้าง เป็นการโฆษณา ก็ไม่ถือว่าแพงเลยนะคะ ออกจะถูกไปด้วยซ้ำ”

    นั่นสินะ ก็จริงอย่างที่วุ้นเส้นกล่าว

    ไม่ว่าใครก็ตามต่างมักจะมาเที่ยวห้างสรรพสินค้า ผ่อนคลายในวันหยุด หรือไม่ก็หลังเลิกเรียน เดินซื้อของกินของใช้ หากเทียบกับเปิดคลินิกข้างนอกซึ่งมีราคาค่าเช่าที่ถูกกว่า ก็คงเป็นเรื่องยากที่คนจะเดินผ่านไปผ่านมา ผิดกับในห้าง

    เสร็จจากที่นี่พวกเขาย้ายไปอีกห้างหนึ่ง นั่นคือห้างเซ็นตร้า

    หากเทียบกับน้องใหม่อย่างแมงโก้ห้างนี้ดูจะเก่าแก่ไปเลย

    ไม่ใช่ว่าสภาพภายนอกทรุดโทรม หากเป็นห้างเก่าซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาช้านานต่างหาก ฟังว่าเจ้าของเป็นคนไทย ก่อตั้งเมื่อสิบปีที่แล้ว

    ห้างเซ็นตร้าดังมาก ดารานักร้องมักจะมาร้องรำทำเพลงกันที่ฮอลล์ด้านในศูนย์จัดแสดง นอกจากนั้นพื้นที่ใช้สอยยังค่อนข้างกว้างขวาง แถมยังดูเหมือนมีบางส่วนที่กำลังขยายออกไป

    สไปร์พาเจมส์เดินมาถึงชั้นสอง หล่อนชี้ให้ดูคลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีคนเข้าใช้บริการ

    “ที่นี่แหละคะ อย่างยายวุ้นเส้น ฉันรู้มาจากคนภายในว่าคลินิกทันตกรรมหมอจุนกำลังจะปิดตัวลงในเร็ววัน ส่วนหนึ่งเพราะราคาแพงไม่สมกับการบริการ อีกส่วนคือหมอมีฝีมือค่อนข้างแย่ ภายหลังจึงไม่มีลูกค้าเข้า ดังนั้นคลินิกจึงอยู่ไม่ได้ต้องปิดตัวลงอย่างที่เห็น” สไปร์ได้ทีเอาใหญ่ พูดยาวเป็นหางว่าว

    เจมส์พยักหน้าเงียบ กวาดสายตามองคลินิกทันตกรรมที่ไร้ผู้คน สลับกับมองผู้ใช้บริการในห้างดัง

    “คุณเจมส์ตัดสินใจได้หรือยังคะ ว่าจะเปิดที่ห้างไหนดี” วุ้นเส้นถาม พลางมองศัตรูคู่อาฆาตปานกินเลือดกินเนื้อ

    “นั่นสิคะ แต่ถ้าหากให้ฉันแนะนำ เราควรจะอาศัยชื่อเสียงของห้างเก่าแก่อย่างเซ็นตร้าที่ใครหลายคนต่างพูดถึง ดีกว่าห้างใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีคนเข้าใช้บริการ” สไปร์ไม่ยอมแพ้ อาศัยจุดแข็งของที่นี่เข้าเล่นงาน

    “ทำไมถึงต้องเลือกด้วยล่ะครับ”

    “เอ๋...คุณเจมส์หมายความว่ายังไงคะ”

    ท่ามกลางวงหน้าสงสัยสองสาว ชายหนุ่มเปรยยิ้มหน่อยนึง

    “ก็แค่เอามันทั้งสองที่ แค่นั้นก็ไม่มีปัญหาแล้วนี่นา ใช่ไหมครับ”

    ไม่ใช่ว่าเขากลัวพวกเธอทะเลาะกัน หากเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เมื่อมองถึงระยะเวลาที่ไปพนันกับออมสิน เขาควรจะรีบทำการตลาด ไม่ใช่มัวอ้อยอิ่ง

    อีกอย่างคือ ตอนนี้เงินสำหรับเขาไม่ใช่ปัญหา

    ได้ยินแบบนั้น แม้ใจไม่อยากจะยอมรับก็ต้องยอมรับ

    วุ้นเส้นและสไปร์เชือดเฉือนด้วยสายตา แค่มองตาก็รู้ใจ

    ประมาณว่าเธอคอยดูแลคลินิกที่ห้างเซ็นตร้าส่วนฉันห้างแมงโก้

    ที่ไหนยอดเข้าใช้บริการน้อยก็ควรยอมแพ้ ออกไปจากชีวิตคุณเจมส์ซะ

    ใช่นั่นคือสิ่งที่สองสาวกำลังคิด

    สำหรับเจมส์น่ะเหรอ เมื่อแยกกับพวกเธอก็ตรงดิ่งไปที่คอนโดของปิ่น ดาราสาวหน้าใหม่ซึ่งไร้ผลงานในขณะนี้

    เนื่องจากเธอยังโนเนม ด้านชื่อเสียงไม่สามารถเทียบเคียงได้กับดาราดัง ดังนั้นเจมส์จึงเดินเข้าไปในคอนโดได้โดยไม่ต้องกลัวมีปาปารัสซี่แอบ คอยถ่ายรูปทำข่าว

    เมื่อเห็นหน้าชายคนรัก หญิงสาวชาวไร่ที่ผันตัวมาเป็นดาราโผลเข้าซบอกแนบแน่น

    ได้รับรู้ถึงหน้าอกฟูฟ่องแนบแน่นแผงอกกว้าง วงหน้าสวยพริ้งและกลิ่นหอมจากร่างกายที่เพิ่งอาบน้ำมาหมาดๆ เจมส์ไม่สามารถอดทนได้ ไซ้ซอกคอ ดูดดื่มจนเป็นสีแดงร่า

    ก่อนหน้านี้ถูกยั่วยุโดยสองสาว ไหนจะเดินห้างก็ยังเข้ามาควงแขนซ้ายขวา หน้าอกเบียดเสียดแขนจนช่วงล่างเดินลำบาก เวลานี้เมื่ออยู่กับแฟนสาวจึงปลดปล่อยความบ้าคลั่ง ซึ่งเก็บงำมาตลอดทั้งวัน

    .....

    ปิ่นหอบหายใจเหนื่อยอ่อน ไร้สิ้นเรี่ยวแรง ทำได้เพียงหายใจล้า

    มือกอดก่ายแผงอกกว้างของชายคนรัก วงหน้าขาวเล็กแนบชิดแขนล่ำ ปากที่เผยอขึ้นดูเซ็กซี่เร้าอารมณ์

    “ไม่เจอกันแค่แปบเดียว ดูเหมือนว่าคุณจะ...เก็บกดมากนะคะเนี่ย” กล่าวพลางเหลือบมองกระดาษทิชชูที่ถูกทิ้งไว้ปลายเตียง

    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเช็ดอะไร เพราะบางชิ้นยังเปรอะน้ำสีขาวข้น ชวนหวาดเสียวและน่าลิ้มลอง

    “ทำไงได้ ช่วงนี้เรียน ทำงาน แทบไม่มีเวลาว่าง กว่าเราจะได้เจอกันอีก ก็ต้องจัดหนักเป็นธรรมดาสิจริงไหมครับ”

    “ฉันดีใจนะคะที่คุณไม่ลืมฉัน”

    “ผมจะลืมได้ยังไงล่ะ” เขาเชยคางเธอขึ้นมา ตามด้วยจุมพิตวาบหวาม ถอนปากออกมา ในชนิดที่อีกฝ่ายจ้องตาไม่กระพริบ “หิวหรือยัง”

    “หิวสิคะ ใช้พลังไปตั้งเยอะแยะ ถ้าไม่หิวก็คงแปลก”

    “งั้นไปหาอะไรกินกัน คุณเลือกร้านมาได้เลย”

    “คุณจะเลี้ยงเหรอคะ?”

    “ใช่ มื้อนี้ผมเลี้ยง”

    “คิคิ งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะ”

    ..............

    ร้านที่ดาราสาวเลือกเป็นร้านอาหารสไตล์บ้านๆ เน้นความเผ็ดแซ่บ ต่างจากมื้อกลางวันที่ทานกับสองสาวนั่นลิบลับเลย

    ระหว่างนั้นปิ่นพูดถึงเรื่องโฆษณาเกี่ยวกับแซลมอนดองซอสเกาหลี

    เจมส์นำติดตัวมาด้วย

    นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งวางจำหน่าย อาศัยเส้นสายของก้องภพบุกตลาดเช่นเดียวกับลูกชิ้นปลาก่อนหน้า

    ปิ่นเห็นแล้วก็อยากทานขึ้นมาจึงขอจานเปล่าที่ร้านอาหาร

    ตามปกติเขาจะไม่ให้นำอาหารจากข้างนอกมาทาน แต่คุณป้าเจ้าของร้านค่อนข้างใจดี ฟังจากคำพูดสนิทสนม ปิ่นคงเป็นลูกค้าประจำ

    “อร่อยจัง ไม่ต้องจิ้มวาซาบิ หรือซีฟู้ดก็อร่อย” หญิงสาวกล่าวพลางใช้ตะเกียบคีบแซลมอนที่ถูกหั่นพอดีคำเข้าปากเล็กๆ

    “แหงสิ แซลมอนดองซอสเกาหลีของผม ไม่ต้องกินกับอะไรก็อร่อย”

    “แล้วถ้ากินฉันละคะ กินกับอะไรถึงจะอร่อย...” ปิ่นถามเสียงแผ่ว ลิ้นชวนสยิวเย้าหยอกแซลมอนดองวนในปาก ทำเอาชายหนุ่มที่นั่งอยู่อยากจะเข้าไปเชือดนิ่มๆ จนร้องครวญครางให้ขาดใจ

    คืนนั้นปิ่นแน่นอนว่าไม่รอด

    เธอยั่วยวนมาขนาดนั้นเขาจะไม่จัดให้ก็คงแปลก บวกกับไม่มีงานละคร จึงไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะฟกช้ำจนดูไม่ได้

    ........

    ปิ่นตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงวัน

    แทนที่จะรู้สึกหิวข้าวหล่อนกลับเจ็บท้องน้อย แสบทรวงถึงข้างในและแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ได้

    สภาพของเธอทำให้เจมส์ขบขัน ซึ่งทำให้เธอแง่งอนด้วยการเบือนหน้าไปทางอื่น แต่เพราะกลิ่นหอมจากในครัว ปิ่นจึงอดถามไม่ได้ว่า

    “หอมจัง คุณทำอะไรเหรอคะ”

    “อ้อ อาหารทะเลที่ผมนำมาจากพัทยาน่ะ คิดว่าคุณตื่นขึ้นมาน่าจะหิวเลยทำข้าวต้มทะเลให้ทาน”

    “ทำอาหารเป็นด้วย เก่งนะเนี่ย”

    “ฮ่าฮ่า นิดหน่อยน่ะ” ชายหนุ่มลูบศีรษะเธอ “รออยู่นี่นะ เดี๋ยวผมจะไปตักมาให้ทาน”

    “ค่ะ” ปิ่นยิ้มตอบ ซุกหน้าเข้าไปในผ้าห่มด้วยความเขินอาย

    สำหรับเธอนี่คือครั้งแรกที่เขาปฏิบัติอย่างอ่อนโยน เฉกเช่นพ่อบ้านคนหนึ่ง ผิดกับช่วงเวลาเมื่อคืนลิบลับ อย่างกับว่าเขาเป็นคนละคนกับหมาป่าดิบเถื่อนตัวนั้น

    ข้าวต้มร้อนๆ กับเนื้อปู กุ้ง หมึกสดใหม่ทำให้ปิ่นกลับมามีแรง

    แน่นอนว่าเธอสามารถขย่มหนักๆ ได้อีกหนึ่งคืน แต่อย่างใดก็ดีความหวังนั้นต้องสลาย เพราะเขาต้องกลับไปพัทยา

    “พรุ่งนี้ผมมีเรียนเช้า ต้องรีบกลับไปคืนนี้” เจมส์มองนาฬิกาหรูบนข้อมือ ให้คำตอบที่ต้องรีบไป

    “เข้าใจแล้วค่ะ ถ้างั้นไว้เจอกันตอนถ่ายทำโฆษณาที่นั่นนะคะ แล้วอีกอย่าง...พาฉันขึ้นเรือด้วยสิคะ”

    ขึ้นเรือ...คำพูดของแฟนสาวทำให้เขาพานนึกถึงสองสาวที่อยู่บนเรือ

    ไม่รู้ว่าหากพวกเธอพบหน้ากันจะมีลักษณะเป็นอย่างไร

    คงไม่ตบตีแบบละครหลังข่าวเพื่อแย่งผัวหรอกใช่ไหม

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน