อวี้เทียนเดินกลับเข้ามาในโบสถ์ร้างอย่างเงียบเชียบ ก้าวเดินของเขามั่นคงแต่ไร้สุ้มเสียงจนน่ากลัว สองมือที่เต็มไปด้วยาแฉกรรจ์ปล่อยทิ้งไว้ข้างลำตัว
แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงมาอาบไล้ซากปรักหักพังของวัดสูญกาล อวี้เทียนทรุดตัวลงนั่งตรงธรณีประตูที่หักพัง สายตาที่ว่างเปล่าเหม่อมองขึ้นไปยังดวงจันทร์กลมโตที่ลอยเด่นอยู่กลางนภากาศ
“คืนพระจันทร์เต็มดวง”
เขาพึมพำแ่เบา เพิ่งจะสังเกตเห็นว่ารัศมีของมันในคืนนี้ช่างสว่างจ้าเสียจนน่าบาดตา แต่มันกลับเป็ความสว่างที่เหน็บหนาวที่สุดเท่าที่เขาเคยััมาตลอดชีวิต
“ข้าควรเรียกท่านว่าอย่างไร?”
“ข้ามีนามว่า ‘มู่เหวิน’ ” เขาขยับกายอย่างยากลำบาก
“มู่เหวิน” อวี้เทียนทวนคำนั้นแ่เบา สายตายังคงจับจ้องที่ดวงจันทร์
“ท่านไปรักษาร่างกายของท่านให้หายดีเถอะ แล้วค่อยกลับมา” อวี้เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นับจากนี้ ชีวิตของท่านไม่ใช่ของท่านอีกต่อไป แต่มันคือหนี้เืที่ข้าแบกรับไว้แทน”
เขาค่อย ๆ ละสายตาจากท้องฟ้า ลงมามองมู่เหวิน ดวงตาสีดำลุ่มลึกที่แฝงไปด้วยพลังอนธการ ทำให้มู่เหวินรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุเข้าไปถึงดวงิญญา
“ข้าติดหนี้ชีวิตเ้าและท่านผู้เฒ่า” มู่เหวินตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ขณะที่มู่เหวินกำลังจะพูดก็ถูกอวี้เทียนพูดขัดเสียก่อน
“ไปเสียเถอะ ไปทำในสิ่งที่ท่านต้องทำ อย่าให้การเสียสละของท่านตากลายเป็เื่เปล่าประโยชน์”
“ไม่ทราบว่าคุณชายชื่ออะไร หากคุณ้าสิ่งใด? ไม่ว่าจะเป็ลาภยศ หรืออำนาจในอาณาจักร ข้าจะ..”
มู่เหวินยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกอวี้เทียนพูดตัดบทเสียงเย็น
“ข้าไม่้าสิ่งใด แต่ชีวิตของเ้าเป็ของข้า”
คำพูดนั้นเรียบเฉยแต่กลับทรงพลังดุจประกาศิต มู่เหวินชะงักค้างไปในทันที แววตาที่ว่างเปล่าทว่าลุ่มลึกของอวี้เทียนทำให้ยอดฝีมืออย่างเขารู้สึกเหมือนิญญาถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
พูดจบ อวี้เทียนก็เมินเฉยต่อท่าทางตะลึงงันของมู่เหวิน เขานั่งขัดสมาธิลงกลางธรณีประตูที่เปื้อนเื หลับตาลงช้า ๆ และดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะ "เขตแดนอนัตตาลิขิต" ทันที
มู่เหวินมองภาพเด็กหนุ่มที่เข้าสู่สมาธิ ท่ามกลางซากศพและแสงจันทร์ด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน ก่อนที่เขาจะโค้งคำนับขอบคุณอย่างสุดซึ้งเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะพยุงร่างที่สะบักสะบอมของตนหันหลังเดินจากไปเพื่อทำภารกิจสำคัญต่ออาณาจักรให้ลุล่วง
ในขณะที่ก้าวเดินผ่านประตูวัดสูญกาล มู่เหวินเม้มริมฝีปากแน่นพลางคิดในใจด้วยความมุ่งมั่น
(‘แล้วข้าจะกลับมา.. เมื่อข้าทำหน้าที่เพื่ออาณาจักรเสร็จสิ้น ข้าจะกลับมาติดตามและมอบชีวิตนี้ให้แก่คุณชายตามคำประกาศิตนั้น’)
เงาร่างของมู่เหวินค่อย ๆ เลือนหายไปในม่านหมอก ทิ้งไว้เพียงอวี้เทียนที่นั่งนิ่งดุจรูปปั้นอยู่เหนือธรณีประตู าแที่มือนั้นยังคงมีเืซึมออกมา แต่มันกลับเริ่มสมานตัวด้วยไอเย็นจากพลังอนธการอย่างเงียบเชียบ ภายใต้แสงจันทร์เต็มดวงนี้ กาลเวลาในวัดสูญกาลดูเหมือนจะหยุดนิ่งลง
…
แสงสีทองของรุ่งอรุณอาบไล้ไปทั่วซากปรักหักพังของวัดสูญกาล ควันจางๆ จากน้ำค้างที่ระเหยทำให้บรรยากาศดูราวกับฝันร้ายที่เพิ่งตื่น อวี้เทียนลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาสีดำของเขาในยามนี้ดูสุขุมและลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม าแที่ฝ่ามือสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็จางๆ
อวี้เทียนลุกขึ้นยืน มองดูซากศพของเหล่านักฆ่าที่นอนระเกะระกะ กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แต่ความเ็าในแววตากลับข่มสัญชาตญาณเ่าั้ไว้ อวี้เทียนเดินไปหยิบไต้ไฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในโบสถ์ เขาจุดมันขึ้น ก่อนจะโยนลงไปบนกองเศษไม้และซากศพเ่าั้
เปลวเพลิงที่ค่อยๆ ลุกลามขึ้นไปบนหลังคาโบสถ์อย่างเงียบเชียบ เสียงไม้ลั่นท่ามกลางควันไฟสีดำที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าราวกับจะบอกลาจิติญญาของท่านตาเป็ครั้งสุดท้าย
เขากระชับย่ามใบเล็กของท่านตา ก่อนจะหันหลังให้แก่เปลวเพลิงที่กำลังโหมลุกไหม้ เผาผลาญอดีตของเขาให้มลายสิ้น
อวี้เทียนก้าวเท้าออกจากวัดสูญกาลผ่านเส้นทางด้านหลัง เพียงไม่กี่อึดใจ ขบวนทหารในชุดเกราะแวววาวจะควบม้าฝ่าหมอกรุ่งเช้ามาถึงหน้าประตูวัดที่กำลังมอดไหม้ เสียงะโสั่งการและเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายดังไล่หลังมา อวี้เทียนไม่ได้หันกลับไปมองกลุ่มทหารที่กำลังตกตะลึงกับทะเลเพลิงเบื้องหน้า เขากลายเป็เพียงเงามืดที่จางหายไป
เดินมาได้สักพักก็ถึงร้านขายซาลาเปาของหญิงชรา กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งนึ่งโชยมาแตะจมูก หญิงชราเ้าของร้านยังคงง่วนอยู่กับการจัดเรียงเข่งซาลาเปาเหมือนเช่นทุกวัน นางเงยหน้าขึ้นและเห็นอวี้เทียนที่เดินผ่านมาพอดี แววตาที่ฝ้าฟางของนางฉายแววประหลาดใจเมื่อเห็นสภาพของเด็กหนุ่ม มันดูแปลกอย่างบอกไม่ถูก
“เ้าหนู” หญิงชราทักทายด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“รับนี่ไปลูก..” นางหยิบซาลาเปาอุ่นๆ ห่อแล้วยัดใส่มืออวี้เทียน
“เดินทางไกลต้องอิ่มท้อง อย่าปล่อยให้ตัวเองหิว โลกข้างนอกนั่นมันหนาวเหน็บนัก”
อวี้เทียนไม่ได้ตอบรับนางด้วยคำพูดใด ความเงียบยังคงปกคลุมตัวเขาเหมือนม่านหมอกที่ยอดเขา เขาเพียงรับห่อซาลาเปาที่ยังอุ่นกรุ่นมาไว้ในมือ ััถึงความปรารถนาดีสุดท้ายจากนาง เขาค้อมตัวลงโค้งขอบคุณหญิงชราอย่างสุภาพ ทว่าแววตานั้นนิ่งสงบจนดูห่างเหินเกินกว่าที่เด็กวัยสิบกว่าปีควรจะเป็
ฝีเท้าเล็ก ๆ มุ่งหน้าออกจากเมือง แผ่นหลังของอวี้เทียนเหยียดตรงดูยิ่งใหญ่ท้าทายโชคชะตา ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้าที่ทอดลงมา เงาของเด็กหนุ่มที่สะท้อนบนพื้นดินนั้นยาวเหยียดและน่าเกรงขามอย่างประหลาด ราวกับเป็เงาของจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวที่กำลังจะเริ่มต้นการจาริกแสวงหา เส้นทางแห่งอนธการ อันนิรันดร์