ตอนที่ 24ผีหรือเทพ?
ดวงตาของชายหนุ่มลุกวาว“เื่มันเป็อย่างไรหรือจ๊ะพี่?” พอได้ฟังจากปากคนที่น่าเชื่อถือมันย่อมแตกต่างกันเขาทำตัวเสมือนเด็กนักเรียนนั่งฟังอาจารย์สอนหนังสือ
“คือแบบนี้เอ็งต้องคิดไว้เสมอว่า‘เมื่อมีแสงย่อมมีความมืด’ เป็มนุษย์ก็ย่อมมีคนดีและคนชั่วส่วนพวกผีเองก็เป็เช่นกัน” ชายหนุ่มเริ่มบรรยายให้เ้าบุญกองฟัง
“ผีในส่วนที่เอ็งคิดและจินตนาการน่ะส่วนใหญ่จะเป็ผีร้ายที่เที่ยวออกมาหลอกหลอนใช่มั้ย?”
บุญกองพยักหน้ารับ
“แต่พวกผีบรรพชนและผีบรรพบุรุษ ถือว่าเป็ผีที่ดี ‘ผีให้คุณ’ เพราะคอยปกป้องดูแลลูกหลานในหมู่บ้านในเผ่าของตน…” เขาเว้นวรรคไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้เ้าหมอนี่ค่อย ๆ ย่อยข้อมูล
“ผีและเทพเอ็งสามารถนิยามหรือบัญญัติได้เลยว่ามันคือสิ่งเดียวกัน หากแต่ต่างที่คำเรียกก็เท่านั้นเพราะว่าในสมัยก่อนคนไทยก็นับถือผีกันทั้งนั้นจนภายหลังความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพุทธก็ได้แผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาคเราจึงเริ่มมีการแบ่งผีแบ่งเทพกันใหม่…”
“ผีคือเทพ?” บุญกองขมวดคิ้ว
“ทำดีก็เรียกเทพ ส่วนทำชั่วก็เรียกผีแต่ที่มันลึกซึ้งไปกว่านั้นนั่นก็คือศาสนาผีและการบูชาผีในความหมายของคนที่นี่…ผีที่ว่าก็คือเทพเอ็งสามารถเข้าใจได้แบบนี้ ความจริงเอ็งอาจมองดูแล้วแปลกประหลาด หากแต่ว่าแท้ที่จริงตัวเอ็งเองก็ไหว้ผีอยู่บ่อยๆ”
“อย่างไรหรือพี่…”
“การไหว้ศาลพระภูมิเ้าที่ในบ้านหรือศาลตายาย ศาลหลักเมือง พระสยามเทวาธิราชก็คือผีทั้งหมดนั่นแหละแต่เอ็งลองไล่ลำดับดูใหม่อีกครั้งในความเข้าใจของตัวเองพระสยามเทวาธิราชในความคิดของเอ็งก่อนหน้านี้คืออะไร…ผีหรือเทพ?”
“ก็ต้องเป็เทพสิจ๊ะพี่!”
“อ่าวงั้นแล้วศาลหลักเมืองล่ะ?”
“อันนี้ดูก้ำกึ่ง…แต่ฉันเห็นคนไปไหว้เพื่อขอพรให้ปกป้องคุ้มครองก็น่าจะเป็เทพ…” บุญกองตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก
“งั้นเ้าที่เ้าทางเ้าป่าเ้าเขาล่ะ?” เพียรถามต่อคล้ายกำลังตรวจข้อสอบนักเรียน
“เอ่อ…น่าจะเป็ผีจ้ะพี่”
เพียรคลี่ยิ้ม“ความจริงแล้วจะผีหรือเทพนั้นอยู่ที่ใครมองและอยู่ที่หน้าที่รับผิดชอบเป็ตัวกำหนดคำเรียกในปัจจุบัน เช่น เ้าป่าเ้าเขาเ้าที่เ้าทาง ศาลหลักเมือง มีหน้าที่ปกครองโลกหลังความตายในพื้นที่ตนไม่ให้มันเข้ามายุ่งกับโลกของคนเป็ ซึ่งนั่นถือเป็หน้าที่หลัก!”
“อ่าวแล้วทำไมถึงมีเื่เล่าเช่นพวกภูตผีเยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะฉันฟังทีไรก็เห็นไปหลอกคนโน้นทีคนนี้ที” บุญกองถามอย่างสงสัย
“ตำแหน่งของพวกเ้าป่าเ้าเขาถูกแต่งตั้งขึ้นโดยกระทรวงพวกเขาก็เหมือนข้าราชการประจำท้องถิ่นนั่นแหละเอ็งเคยเห็นพวกข้าราชการที่ทำงานเช้าชามเ็ามไหม…ก็มีให้เห็นบ่อยไปนับประสาอะไรกับ‘ิญญาเหล่านี้’ จะเกียจคร้าน และละเลยหน้าที่บ้างไม่ได้รึ?”
เพียรพยายามดึงเื่ผีบรรพบุรุษออกเพราะมันมีความซับซ้อนสูงมากๆเขาจึงเน้นไปที่เื่ของเ้าป่าเ้าเขาซึ่งอธิบายให้เ้าคนที่มีจินตนาการบรรเจิดนี่ฟัง เพราะมันคงจะเห็นภาพได้มากกว่าและก็คลายใจลงได้บ้างไม่เช่นนั้นมันคงหมกมุ่นอยู่ทั้งวัน
ทองทับหลุดหัวเราะพรืดเขาเข้าใจเจตนาของไอ้เด็กสารเลวนี่ทันที
“ส่วนไอ้พวกที่เกียจคร้านมีหน้าที่แต่กลับไม่ทำ มันถึงได้มีคนอย่างพวกข้าอย่างไงล่ะ!”ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ท่าทางดูดีมีมาดและพึ่งพาได้
นั่นจึงทำเอาบุญกองที่สมองกำลังประมวลผลเร็วจี๋อยู่พลันหยุดคิดและมองไปที่ลูกพี่ตนอย่างเคารพยกย่อง
เสียงด้านข้างดังขึ้นขัดจังหวะ“แต่อย่างที่ไอ้เพียรมันบอก คนมีดีมีชั่ว…คำถามคือคนชั่วสามารถจะทำดีได้หรือเปล่าและถ้าเกิด ‘ผีดี’ มันคิดจะทำชั่วขึ้นมาจะเป็ยังไง?”
เพียรตบหน้าผากตัวเองอย่างหน่ายใจทุกอย่างกำลังจะเป็ไปได้ดีอยู่แล้วแท้ ๆ แต่ว่าผีเฒ่านี่เรียกได้ว่าช่างเป็มารผจญเสียจริงเขามองไปที่บุญกองซึ่งตอนนี้ สมองของเ้าตัวเหลวกลายเป็แป้งเปียกไปแล้ว
ตกคืนนั้นเองบุญกองก็นอนอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองคนชายหนุ่มแย่งผ้าห่มไปคลุมโปงอยู่คนเดียว นอนกอดซ้ายทีขวาที
ทำเอาคนปลุกปั่นอย่างทองทับทนไม่ไหวจึงลุกขึ้นมาใช้ฝ่ามือตบเข้าไปที่หน้าผากอีกฝ่าย โดยใช้วิชาทำให้ชายหนุ่มสลบเหมือดลงไป
ส่วนเพียรเองก็หัวเราะอย่างชอบใจเมื่อเห็นการกระทำนั่น เขาเอ่ยปากพูดขึ้นว่า “ทุกขะโต ทุกขะฐานัง ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว!” แน่นอนว่าเขาหมายถึงตาเฒ่านี่ คนหนึ่งก็ขี้กลัวอีกคนก็ขี้แกล้ง…
……
เช้าวันรุ่งขึ้นพอทำกิจวัตรประจำตัวเสร็จสิ้นเพียรก็พาคนทั้งสามได้แก่ บุญกอง ทองทับ และเ้าโกโก้เดินไปยังบริเวณลานจอดรถหมู่บ้าน เพื่อไปตรวจเช็กความเรียบร้อยของรถ
ส่วนบุญกองนั้นอาการเขาก็กลับมาเป็ปกติดูคล้ายจะได้ ‘กินยาสงบใจ’ ไปก็ไม่ปาน
โดยทองทับบอกกับอีกฝ่ายไปว่า“กลางวันผีที่ไหนมันจะออกมาหลอกว่ะ ผีมันกลัวพระอาทิตย์!”
ซึ่งนั่นก็ตรงกับเื่เล่าที่ตนเองเคยได้ยินมาั้แ่ยังเด็ก จึงทำให้รู้สึกสบายใจเลยเริ่มเดินอย่างผึ่งผายท่ามกลางแสงตะวัน
หางคิ้วของเพียรก็กระตุกถี่ยิบตอนอยู่ในห้องพักเขาก็ถามอีกฝ่ายไปแล้วว่า “เอ็งจะกลับบ้านไหมเดี๋ยวให้คนไปส่ง?”
อีกฝ่ายก็ส่ายหัวและบอกว่า“ฉันจะไปกลัวทำไม ในเมื่อมีพี่กับลุงทองทับอยู่ทั้งคน” เมื่อคืนเขานอนหลับเต็มอิ่มอีกทั้งพอได้ยาสงบใจมาเม็ดหนึ่งจากลุงทองทับ จึงทำให้มีกำลังวังชามากเป็พิเศษ
และพอมาคิดดูดี ๆแล้วผีมันต้องกลัวพี่เพียรต่างหาก!
พอมาถึงรถบ้านเพียรก็หางคิ้วกระตุกอีกคราเมื่อได้มองเห็นร่องรอยที่ล้อซึ่งผ่านการลุยอย่างสมบุกสมบันมาโดยทองทับเขาก็เหลือบตาไปมองอีกฝ่าย จากนั้นก็ได้ถอนหายใจออกมาและเริ่มรู้สึกปวดหัวกับผีเฒ่านี่ไม่ใช่น้อย
“ไอ้บุญเอ็งไปดูรถให้ลูกพี่เอ็งหน่อยสิ”เพียรเอ่ยปากสั่งขึ้น เพราะเขาต้องตรวจเช็กความพร้อม ตอนนำมาใช้งานมันจะได้ไม่เกิดเื่ติดขัดอะไร
ซึ่งอย่างแรกที่หมดก็คือน้ำมันสำรองกับเครื่องปั่นไฟที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ
“พวกถังชักโครกนี่มันเล็กไปหน่อยหรือเปล่า?”เพียรเอ่ยปากถามบุญกอง
“มันสามารถต่อออกมาได้จ้ะพี่…”จากนั้นเขาก็ไปหิ้วชักโครกแบบต่อแยกที่ไหลลงถังได้เลยมาให้เพียรดูหลังจากนั้นทุกคนก็ขึ้นไปนั่งเล่นบนรถ ทดสอบการใช้งานอื่น ๆ อยู่เป็ชั่วโมง ๆ ถึงได้ไปเปิดร้านต่อ
ส่วนของที่ขาดเขาก็บอกให้ผีเฒ่าขับรถไปในตัวเมืองเพื่อตามหาสิ่งของที่ขาดมา เพราะถึงอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็อยู่ว่าง ๆและนี่ก็เป็การหางานให้เ้าตัวทำ ไม่อย่างนั้นพออยู่ว่าง ๆ ก็ไปนั่งปั่นประสานไอ้บุญกองมันอีก
ตกบ่ายคาราวาน‘โครงการแพทย์เคลื่อนที่’ ก็มาถึงซึ่งผู้ใหญ่กับคนในหมู่บ้านก็ออกไปให้การต้อนรับอย่างดิบดี