บทที่ 22: เดซี่...หัวหน้าแผนกเกษตรกรรม

รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนป่าต้องห้ามชั้นนอกพร้อมกับม่านหมอกสีขาวบางๆที่ลอยเรี่ยอยู่เหนือยอดหญ้า กลิ่นหอมจางๆ จากต้นบลิสโอ๊คที่ลอยมากับสายลมยามเช้าอากาศยเย็นสบายและสดชื่นทว่าบรรยากาศบริเวณจุดซุ่มโป่งใกล้กับโซนเกษตรกรรมทิศใต้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดระดับสูงสุด
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนถือท่อนไม้โอ๊กเหล็กขนาดย่อมไว้ในมือแน่น สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยัง ‘กับดักกล่องไม้แบบดรอปดาวน์ ’ที่ตกลงมาครอบทับบางสิ่งบางอย่างไว้ั้แ่เมื่อ่หัวค่ำของเมื่อวาน
หลังจากที่กลไกสลักเลขสี่ทำงานและกล่องหล่นลงมาอีไลอัสตัดสินใจที่จะไม่เปิดมันในทันที เพราะความมืดคือศัตรูของการมองเห็น หากสัตว์ที่อยู่ข้างในเป็สัตว์มีพิษหรือมีความดุร้ายการเปิดกล่องในเวลากลางคืนอาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตเขาจึงเลือกที่จะรอให้ถึงเช้าเพื่อให้แสงอาทิตย์ช่วยเผยโฉมหน้าของเชลยศึกได้อย่างชัดเจน
“เอาล่ะทีมงานเฮเซลบรุค เตรียมพร้อมรบ” อีไลอัสกระซิบสั่งการ
บาร์นีย์หมีั์อสูรระดับ A ก้าวออกมายืนจังก้าอยู่ด้านหลังเ้านายมันแยกเขี้ยวขาววับ เตรียมพร้อมที่จะตะปบทุกสิ่งที่พุ่งออกมาจากกล่องให้แบนติดดินส่วนฟินน์ ลูกจิ้งจอกอสูรก็ยืนย่อตัวต่ำ ขนสีส้มแดงพองฟูปากของมันมีประกายไฟสีแดงระยิบระยับเตรียมพร้อมพ่นลูกไฟเวทมนตร์โจมตีได้ทุกวินาที
“จำกฎความปลอดภัยไว้” อีไลอัสอธิบาย “เวลาเปิดกับดักจับเป็ ห้ามเอาหน้าไปจ่อใกล้ๆ ปากกล่องเด็ดขาดสัตว์ป่าที่ถูกขังมาทั้งคืนจะอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกขีดสุด เมื่อเห็นแสงสว่างมันจะพุ่งทะยานออกมาทางช่องเปิดทันที ฉันจะใช้ไม้นี้งัดขอบกล่องขึ้นช้าๆ...บาร์นีย์ แกคอยบล็อกทางหนี ฟินน์ แกคอยคุ้มกันฉัน... 3... 2... 1... เปิด!”
อีไลอัสสอดปลายท่อนไม้เข้าไปใต้ขอบกล่องกระดานโอ๊กเหล็กแล้วออกแรงงัดให้มันแง้มเปิดขึ้นมาประมาณหนึ่งคืบแสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้าไปภายในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นั้น
สถาปนิกและเหล่าลูกบ้านต่างกลั้นหายใจเตรียมรับมือกับอสูรร้ายที่กำลังจะพุ่งกระโจนออกมา...
ทว่า...สิ่งที่ตอบรับกลับมาจากการเปิดกล่อง กลับไม่ใช่เสียงขู่คำรามไม่ใช่การพุ่งโจมตีอย่างบ้าคลั่ง และไม่ใช่การกระโจนหนีตาย
สิ่งที่ดังลอดออกมาจากใต้กล่องไม้โอ๊กเหล็กคือเสียง...
กร้วม... งั่มๆ... กร้วม... แจ๊บๆ...
มันเป็เสียงเคี้ยวอาหารที่ดังสม่ำเสมอ และดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจอย่างหาที่สุดไม่ได้!
อีไลอัสขมวดคิ้วเข้าหากันความงุนงงเข้าแทนที่ความหวาดระแวงเขาตัดสินใจออกแรงงัดเปิดกล่องไม้ให้หงายผึ่งออกไปด้านหลัง เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างเต็มตา
ณ จุดศูนย์กลางของกับดัก... ร่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่สัตว์ป่าสี่ขาแต่เป็สัตว์อสูรกึ่งมนุษย์กึ่งกระต่าย ขนาดตัวกะทัดรัดเธอยืนสองขาได้อย่างมั่นคงและสง่างามขนทั่วทั้งร่างเป็สีขาวสะอาดตาปุกปุยราวกับปุยฝ้าย โดยมีแต้มขนสีน้ำตาลอ่อนแซมอยู่ประปรายบริเวณหน้าผากและปลายหู"
ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูประดับด้วยดวงตากลมโตสีอำพันที่ส่องประกายความฉลาดแสนซนแก้มยุ้ยๆ ของเธอมีสีชมพูระเรื่อแต้มอยู่ เข้ากับจมูกสีชมพูเล็กๆ และรอยยิ้มบางๆที่ดูเป็มิตรและพร้อมจะแจกความสดใสให้ทุกคน
สิ่งที่ยืนยันว่าเธอคือสัตว์อสูรสายพฤกษาอย่างแท้จริงคือบริเวณโคนใบหูยาวที่ตั้งชันทั้งสองข้างมีกิ่งก้านและใบไม้สีเขียวสดชื่นงอกเงยและแตกสาขาออกมาแผ่ขยายประดับอยู่ด้านหลังศีรษะราวกับมงกุฎที่ธรรมชาติรังสรรค์ให้ใบไม้เ่าั้ดูมีชีวิตชีวาและขยับไหวไปตามการเคลื่อนไหวของเธอ
เธอไม่ได้เปลือยเปล่าเหมือนสัตว์ป่าทั่วไปแต่สวมใส่เสื้อผ้าอย่างประณีต เดซี่สวมชุดเดรสยาวสีเขียวเข้มสไตล์ชนบท ที่มีลวดลายดอกไม้และใบไม้สีทองพิมพ์ประดับอยู่ทั่วชุดแขนเสื้อเป็ทรงตุ๊กตาสีขาวพองฟูดูน่ารัก สวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีขาวสะอาดตาที่ตกแต่งขอบด้วยลูกไม้ระบายเป็ชั้นๆที่ข้างเอวของเธอมีกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบเล็กคาดไว้ดูคล้ายกับกระเป๋าใส่เมล็ดพันธุ์หรือเครื่องมือสำหรับนักพฤกษศาสตร์ สองมือเล็กๆที่ปกคลุมด้วยขนสีขาวอุ้มตะกร้าไม้สานใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยพืชผักและผลผลิตทางการเกษตรสดใหม่หลากสีสันรูปลักษณ์ทั้งหมดของเธอะโคำว่า 'ผู้เพาะปลูกแห่งพงไพร' ออกมาอย่างชัดเจน"
เ้ากระต่ายน้อยอสูรตัวนี้มันกำลังใช้มือสองข้างแทะ‘มันเทศป่า’หัวโตที่เป็เหยื่อล่อเอาไว้แน่น ปากเล็กๆของมันขยับยุกยิกด้วยความเร็วสูง กัดแทะเนื้อมันเทศสีเหลืองทองตุ้ยๆ อย่างเอาเป็เอาตายมันไม่ได้สนใจแสงสว่างที่สาดส่องลงมา ไม่ได้สนใจเด็กมนุษย์ ไม่สนใจจิ้งจอกพ่นไฟและที่สำคัญ... มันไม่ได้สะทกสะท้านต่อรังสีอำมหิตของหมีั์ระดับ A ที่ยืนค้ำหัวมันอยู่เลยแม้แต่น้อย!
มันเหลือบตามองพวกอีไลอัสแวบหนึ่งจมูกสีชมพูขยับฟุดฟิด ก่อนจะหันกลับไปแทะมันเทศต่อ กร้วมๆๆๆ ราวกับจะบอกว่า‘รอเดี๋ยวนะขอกินให้เสร็จก่อน’
“เอ่อ...เ้านาย...” ฟินน์กะพริบตาปริบๆประกายไฟในปากมอดดับลงไปอย่างเสียไม่ได้ “ไอ้ก้อนขนปุกปุยนั่นน่ะเหรอหัวขโมยที่บุกบ้านเรา? ทำไมมันดู... ไม่มีความสลดเอาซะเลยล่ะ?”
บาร์นีย์ก้มหน้าลงไปดมๆเ้ากระต่าย “ฟุดฟิด...กลิ่น... เหมือนผัก... กินได้ไหม... เ้านาย...?” “อย่าเพิ่งกินมันนะบาร์นีย์!”อีไลอัสรีบห้าม เขาลดท่อนไม้ในมือลง มองดูเชลยศึกด้วยความทึ่ง “สัตว์อสูรที่ไม่มีความหวาดกลัวต่อผู้ล่าที่ตัวใหญ่กว่ามักจะมีอยู่สองประเภท คือหนึ่ง... โง่เขลาจนไม่รู้จักความตาย กับสอง...มีทักษะเวทมนตร์สายสนับสนุน ที่ทำให้มันมั่นใจในการเอาชีวิตรอด...และดูจากใบไม้ที่หูของมันแล้ว นี่คือมอนสเตอร์สายพฤกษา อย่างแน่นอน”
อีไลอัสย่อตัวลงนั่งยองๆตรงหน้ากระต่ายอสูร เขาไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่เขากำลังใช้หลักจิตวิทยาในการสังเกต
“เ้าอยู่ในกล่องแคบๆนี่มาทั้งคืน ไม่พยายามขุดดินหนี ไม่พยายามแทะไม้เพื่อพังกล่องแถมยังกินเหยื่อล่อจนพุงกาง...เ้าเป็หัวขโมยที่ชิลที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยนะ”
กระต่ายอสูรกลืนมันเทศคำสุดท้ายลงคอมันเลียอุ้งเท้าหน้าทำความสะอาดตัวเองอย่างใจเย็นก่อนจะช้อนตากลมโตสีดำขลับขึ้นมามองอีไลอัส
“งั่ม... งั่มงั่ม งั่ม งั่ม...” เสียงเล็กๆ ใสๆ คล้ายเด็กผู้หญิง พลางมองขึ้นเหมือนจะพูดว่า “ข้างในนี้ก็อุ่นดีด้วย ลมไม่พัด มีของกินฟรีทำไมฉันต้องพยายามหนีให้เหนื่อยด้วยล่ะ? ว่าแต่... หมดแล้วอะมีอีกไหม?”
อีไลอัสถึงกับหลุดหัวเราะพรืดออกมาเพราะเสียงงั่ม เล็กๆนั่น ความตึงเครียดที่เตรียมพร้อมรบเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น"ให้ตายสิ นี่ฉันจับหัวขโมย หรือจับปลิงมาดูดเสบียงเพิ่มอีกล่ะเนี่ย"
แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส...สมองของสถาปนิกและนักผังเมืองเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็วปัญหาใหญ่ที่สุดของรัฐอิสระเฮเซลบรุคในตอนนี้คือ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ เขา้าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ทันก่อนฤดูหนาวจะมาเยือนและมอนสเตอร์สายพฤกษาที่อยู่ตรงหน้านี้ อาจจะเป็กุญแจสำคัญที่ไขปริศนานั้นได้!
“นี่เ้ากระต่ายน้อย...”อีไลอัสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็โหมดนักเจรจาธุรกิจ “เ้าชอบกินมันเทศป่าใช่ไหม? ถ้าเ้ายอมทำสัญญากับฉันยอมมาเป็ประชากรของรัฐอิสระเฮเซลบรุค ฉันรับรองเลยว่าเ้าจะมีมันเทศและผักสดๆกินจนพุงกางทุกวัน โดยไม่ต้องไปเสี่ยงโดนหมาป่าคาบไปกินในป่า... สนใจรับข้อเสนอ ไหม?”
กระต่ายอสูรหูตั้งใบไม้บนหูของมันส่ายดุ๊กดิ๊ก เหมือนอยากจะพูดว่า “กินฟรีทุกวันเลยเหรอ? ไม่หลอกนะ? ถ้ามีของอร่อยให้กินทุกวันฉันก็ยอมทั้งนั้นแหละ!”
ทันทีที่เป้าหมายแสดงความยินยอมหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีทองของระบบก็เด้งพรวดขึ้นมาเบื้องหน้าอีไลอัส
[ เงื่อนไขบรรลุผล:เป้าหมายยอมรับข้อเสนอการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสันติ ]
[ ระบบขอเสนอการเปิดใช้สกิล:พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย ]
อีไลอัสไม่ลังเลเลยที่จะกด[ ยืนยัน ]
[ กรุณาตั้งชื่อให้แก่ลูกบ้านของท่านเพื่อใช้เป็กุญแจในการประทับตรา ]
เด็กชายมองดูใบไม้สีเขียวที่งอกอยู่บนหูของมันผสมผสานกับขนสีขาวบริสุทธิ์ “รูปลักษณ์ของแกดูน่ารัก บริสุทธิ์และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ... ชื่อที่เหมาะกับแกที่สุดก็คือ...”
เขาฉีกยิ้มกว้าง “เดซี่ ดอกไม้ป่าที่เบ่งบานทนทานต่อทุกสภาพอากาศยินดีต้อนรับสู่ทีมงานเฮเซลบรุคนะ เดซี่!”
[ ยืนยันนามแห่งพันธสัญญา:เดซี่ ]
[ กระบวนการประทับตราเสร็จสมบูรณ์]
แสงสีทองวาบออกจากฝ่ามือของอีไลอัสพุ่งเข้าปกคลุมร่างอ้วนกลมของกระต่ายอสูรสัญลักษณ์รูปลูกมาตรวัดสถาปนิกเรืองแสงขึ้นที่กลางหน้าผากของมันเพียงชั่วครู่ก่อนจะซึมหายไป สวัสดิการบัฟฟื้นฟูของหมู่บ้านทำให้เส้นขนของเดซี่ยิ่งดูเงางามและฟูฟ่องขึ้นกว่าเดิมใบไม้บนหูของมันก็ดูมีสีเขียวสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ห๊ะ! หยุดเลยนะเ้านาย! ทำไมไปรับหัวขโมยเข้าบ้านง่ายๆ แบบนี้ล่ะ!” ฟินน์ประท้วงมันเดินเข้าไปขู่ฟ่อใส่สมาชิกใหม่ “ฟังนะยัยก้อนขน! ฉันคือรุ่นพี่ฟินน์ลูกบ้านหมายเลขหนึ่ง! ส่วนหมีอ้วนนั่นคือหมายเลขสอง! เธอเป็เบอร์สามเธอต้องเคารพฉัน เข้าใจไหม!”
เดซี่หันไปมองฟินน์ด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะะโเหยงๆ เข้าไปซุกอยู่ข้างๆ เท้าของบาร์นีย์แทน “หมีตัวนี้อุ่นจัง...ขอพิงหน่อยนะ...”
“โฮก... นุ่มๆ...บาร์นีย์... ชอบ...” หมีั์เอาอุ้งเท้าใหญ่ๆ ลูบหัวกระต่ายเบาๆราวกับได้ตุ๊กตาตัวใหม่
“นี่เมินฉันงั้นเรอะ!!” ฟินน์ร้องลั่นด้วยความขัดใจ
“เอาล่ะๆพอได้แล้ว เลิกทะเลาะกัน” อีไลอัสตบมือเรียกความสนใจ “เดซี่... ในฐานะที่เ้าเป็มอนสเตอร์สายพฤกษา ฉันอยากรู้ว่าแกมีความสามารถอะไรบ้าง?แกทำอะไรกับพืชได้บ้าง?”
เดซี่ที่กำลังซุกตัวกับบาร์นีย์เงยหน้าขึ้นมองเ้านาย “ฉันเหรอ? ฉันก็แค่ทำให้ของกินมันโตเร็วขึ้นน่ะสิ จะได้มีกินเยอะๆเ้านายอยากดูไหมล่ะ?”
“แน่นอน!ตามฉันมาทางนี้เลย!”
อีไลอัสเดินนำทีมงานข้ามสายพันธุ์ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยัง ‘โซนเกษตรกรรม ’ ทางทิศใต้ของน้ำตกม่านไพลินซึ่งอยู่เยื้องกับบ้านหินไปประมาณ 50 เมตร ที่ซึ่งเมื่อวานเขาและบาร์นีย์ได้ช่วยกันพลิกหน้าดินร่วนซุยและล้อมรั้วตาข่ายไม้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในแปลงดินนั้น อีไลอัสได้ทดลองฝัง ‘หัวมันเทศป่า ’ ลงไปในดินสองสามจุดเพื่อรอดูการเติบโตตามธรรมชาติ
“เอาล่ะเดซี่แสดงปาฏิหาริย์ให้ฉันดูหน่อย” อีไลอัสผายมือไปยังแปลงดิน
เดซี่ะโดึ๋งๆเข้าไปในแปลงเกษตร มันไม่ได้ร่ายเวทมนตร์อลังการไม่ได้มีวงแหวนเวทมนตร์ส่องแสงวูบวาบ มันเพียงแค่ะโไปมาตามร่องดินร่วนซุยทว่า... ทุกครั้งที่อุ้งเท้าหลังอันทรงพลังของมันกระทบลงบนผืนดิน คลื่นพลังงานมานาสีเขียวมรกต ก็จะแผ่กระจายออกมารอบๆ ตัวมันเป็วงคลื่นน้ำ!
มันเป็ปฏิกิริยาเวทมนตร์ที่ผสานกับธรรมชาติอย่างแเีที่สุด
ตึก... ตึก... ตึก...
ทุกครั้งที่เดซี่กระทืบเท้ามานาสีเขียวจะแทรกซึมลงสู่ชั้นผิวดิน และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ทำเอาสถาปนิกในร่างเด็กชายถึงกับอ้าปากค้าง!
บริเวณที่ฝังหัวมันเทศป่าไว้ดินร่วนซุยเริ่มปริแตกออกยอดอ่อนสีเขียวสดแทงทะลุหน้าดินขึ้นมาสู่แสงแดดอย่างรวดเร็ว! มันไม่ได้ค่อยๆโตแบบวันละมิลลิเมตร แต่มันเติบโตด้วยความเร็วที่ตาสามารถมองเห็นได้ ! เถาของมันเลื้อยทอดยาวแผ่ขยายปกคลุมผืนดินใบรูปหัวใจแตกกิ่งก้านสาขาออกมานับไม่ถ้วน และที่สำคัญที่สุด...บริเวณโคนต้นที่อยู่ใต้ดิน ผิวดินปูดนูนขึ้นมา บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของ ‘หัวมันเทศ’ ที่กำลังขยายขนาดอย่างบ้าคลั่ง!
ไม่ใช่แค่มันเทศเท่านั้นแต่เมล็ดพันธุ์สมุนไพรป่าบางชนิดที่ปะปนอยู่ในดินก็งอกเงยและเบ่งบานชูช่อดอกสีสวยงามขึ้นมาพร้อมกัน
“พระเ้าช่วย...”อีไลอัสทรุดตัวลงคุกเข่าเอามือลูบคลำใบมันเทศที่โตเต็มวัยภายในเวลาไม่ถึงสามนาที!สมองนักวิทยาศาสตร์ของเขาพยายามหาคำตอบให้กับปรากฏการณ์ตรงหน้า
“นี่มันไม่ใช่การเสกพืชขึ้นมาจากความว่างเปล่า...แต่มันคือการ ‘เร่งกระบวนการทางชีววิทยา ’!มานาสายพฤกษาของเดซี่ ทำหน้าที่เป็ตัวเร่งปฏิกิริยา เข้าไปกระตุ้นการแบ่งเซลล์ และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสังเคราะห์แสง ของพืชแบบทวีคูณ!”
อีไลอัสคำนวณอัตราการเจริญเติบโตในหัว“จากวัฏจักรปกติที่ต้องใช้เวลาสามถึงสี่เดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้...พอโดนบัฟเวทมนตร์ของเดซี่เข้าไป ผักและสมุนไพรพวกนี้เติบโตเร็วกว่าปกติถึง สามเท่า (3x Growth Rate) หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ!หมายความว่าเราสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์!”
เดซี่ะโกลับมายืนตรงหน้าอีไลอัสใบหูที่มีใบไม้ของมันสั่นระริกด้วยความภูมิใจ “เห็นไหมล่ะเ้านาย! ฉันเก่งใช่ไหม!ทีนี้ก็มีของกินเยอะแยะแล้ว เรามากินกันเถอะ!”
อีไลอัสไม่พูดเปล่าเขาลงมือขุดโคนต้นมันเทศที่เดซี่เพิ่งกระตุ้นการเติบโตขึ้นมา สิ่งที่เขาพบคือหัวมันเทศสีแดงอมม่วงขนาดใหญ่เบ้อเริ่มจำนวนห้าถึงหกหัวอัดแน่นอยู่ใต้ดิน! หัวของมันสมบูรณ์แบบ ไร้รอยแมลงเจาะและอุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาล
“โอ้โห...ผลผลิตระดับเกรดพรีเมียม ชัดๆ...”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองลูกบ้านทั้งสามของเขาบาร์นีย์ที่กำลังน้ำลายสอ ฟินน์ที่ทำหน้าทึ่งจนหุบปากไม่ลง และเดซี่กระต่ายอสูรผู้กุมกุญแจสำคัญแห่งอธิปไตยทางอาหาร
อีไลอัสลุกขึ้นยืนชูหัวมันเทศั์ขึ้นเหนือหัว รอยยิ้มแห่งชัยชนะแผ่กว้างบนใบหน้า
“ขอประกาศอย่างเป็ทางการ!วิกฤตความมั่นคงทางอาหารของรัฐอิสระเฮเซลบรุค... ถ้าควบคุมได้… นี่คือคำตอบของทั้งเมือง
เขาหันไปค้อมศีรษะให้กระต่ายอสูรตัวอ้วนกลมอย่างให้เกียรติ“เดซี่...ั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป ฉันขอแต่งตั้งให้เ้าดำรงตำแหน่ง ‘หัวหน้าแผนกเกษตรกรรม ’ ประจำรัฐอิสระของเรา หน้าที่ของนายคือการดูแลแปลงผัก กระตุ้นการเติบโตและแน่นอน... นายจะได้รับส่วนแบ่งมันเทศป่าและผักสดอร่อยๆ กินจนกว่าจะพอใจทุกวัน!”
“เย้!!เ้านายใจดีที่สุดเลย!” เดซี่ะโดึ๋งๆ ด้วยความดีใจ
ภาพการฉลองความสำเร็จในลานดินหน้าโซนเกษตรกรรมกลายเป็ภาพที่อบอุ่นและแปลกประหลาดที่สุดในป่าต้องห้าม
สถาปนิกน้อยผู้เป็มันสมองของหมู่บ้าน
ฟินน์จิ้งจอกจมูกเรดาร์และหน่วยคุ้มกัน
บาร์นีย์หมีั์รถเครนชีวภาพ
และบัดนี้... เดซี่กระต่ายเกษตรกรผู้เร่งการเติบโต
โครงสร้างบุคลากรพื้นฐานของ‘เมือง’ได้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างครบถ้วนและทรงประสิทธิภาพ ด้วยผลผลิตที่เติบโตไวขึ้นถึงสามเท่าพวกเขาจะมีเสบียงเพียงพอที่จะสะสมไว้รับมือกับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงและอาจจะมากพอที่จะใช้เป็ ‘สินค้าส่งออก ’ ชิ้นแรก หากในอนาคตมีการเปิดการค้าขายกับโลกภายนอก
รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคไม่ได้มีแค่บ้านหินที่มั่นคงอีกต่อไป แต่วันนี้... พวกเขาได้หยั่งรากลึกแห่งชีวิตลงสู่ผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริงแล้ว!