โอลิเวอร์ : “เจสัน เราควรเอาไงต่อดีลองคุยกับเขาดูหน่อยไหม”
นกพิราบเจสัน : “ดูท่าทางเขาคงหิวหน่ะข้าว่าการคุยกับคนหิวเนี่ยเป็เื่ที่ซับซ้อนนะ ข้าว่าเราควร ถ..ถอย กันดีกว่า”
โอลิเวอร์ ไม่ต้องรอสัญญาณนกหวีดจากเจสันเลยเขาวิ่งใส่เกียร์หมาพันธ์อิตาเลียน เกรย์ฮาว วิ่งแบบไม่คิดชีวิตจนลืมภาพนักบวชถือหนังสือเดินไปสวัสดีที่โบสถ์วันอาทิตย์ได้เลยแต่เขาว่าสุนัขพันธ์นี้คงจะเร็วไม่พอ
*หมาพันธ์อิตาเลียน เกรย์ฮาว = หมาพันธ์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก
โฮ๊กก!!! บั๊ฟ!! บั๊ฟ!!! บั๊ฟ!!!!
เพราะเสียงคำรามและฝีเท้าที่ดังสนั่นพื้นไปทั่วใกล้เข้ามาทุกที หัวใจของโอลิ้เวอร์เต้นรัวแบบเหมือนมันจะหลุดออกมานอกร่าง
โอลิเวอร์ : “ทำไมแกไมไปตามนกพิรามมั่งละโว๊ย!!! ไอ้อสูรรวมมิตรสัตว์”
โอลิเวอร์วิ่งไปบ่นไปพร้อมกับวิ่งสุดแรงเกิดแต่อยู่ๆเขาก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ (อสูรรวมมิตรสัตว์ ใช่แล้วรวมมิตร)เขาคิดในใจพร้อมกับทำหน้าชั่วร้ายเล็กๆอีกครั้ง
โอลิเวอร์ : “วู๊ๆๆๆ วู๊ๆๆๆ ไอ้อสูรรวมมิตรแกมันอ้วนตามฉันไม่ทันหรอก ”
โอลิเวอร์ส่งเสียงร้องยั่วยวน ให้ไปให้อสูรที่กำลังวิ่งมาได้ยิน
โฮ๊กกกก !!!! แกร๊กกกกกกกกกกกกกก!!!!
ได้ผล ปฏิบัติยั่วยวนชวนอสูรเบเฮโมทเชิญชวนมากินอาหารมื้อเย็นเป็อันสำเร็จ มันโกรธคำรามออกมาหนึ่งชุดใหญ่ๆ
โอลิเวอร์เปลี่ยนเส้นทางเข้าไปทางไปทางต้นไม้ใหญ่ และที่น่าแปลกก็คือเขาวิ่งอ้อมต้นไม้ไปมา วิ่งเลี้ยวเป็งูอ้อมต้นไม้ทุกต้นที่เขาวิ่งแต่ที่น่าแปลกก็คือ อสูรร่างั์ วิ่งตามเขาแบบตามทุกฝีก้าววิ่งอ้อมต้นไม้ใหญ่เหมือนเป็เงา ตามตัวโอลิเวอร์สักพักก็เรื่มทิ้งระยะห่างจากโอลิเวอร์ขึ้นเรื่อยๆ
โอลิเวอร์หันหลังกลับไปมองพร้อมกับทำหน้ายิ้งมุมปากเล็กๆเหมือนว่าแผนของบาทหลวงตัวร้ายยังไม่หมดแค่นี้เขาวิ่งวนอ้อมย้อนกลับมายังทางที่เขาเดินมาตอนแรกเขาตรงไปทางดงดอกไม้ เขาเด็ดเกสรทุกดอกที่เขาคว้าทัน เข้าเด็ดให้ได้มากที่สุดเขาวิ่งเข้าดงป่าไม้ต้นใหญ่อีกครั้ง มาหลบหลังยืนหอบแบบไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิตเขาไม่ได้ถูกสร้างเพื่อให้วิ่งแข่งลมกรดเหมือน ยูเซนโบลต์ แบบนี้
*ยูเซน โบลต์ = นักวิ่งแข่งผิวสี ชาวเมกา เ้าของฉายา“เ้าสายฟ้าแลบ”
บั๊ฟ !! บั๊ฟ !! บั๊ฟ !! โฮ๊กกกกกกกก !!!
ยืนหอบไม่ถึงสามนาที เสียงเ้ากรรมนายเวรฉบับของอสูรร้ายก็ตามมาจนถึงต้นไม้ที่เขาแอบอยู่มันไม่ลดละ มันสูดจมูกที่รูบานใหญ่โต
ฟุ๊ดฟิ๊ต!! ฟุ๊ตฟิ๊ต!! ฟื๊ดดดดด!!
เสียงลมหายใจที่ดัง อยู่ห่างจากเขาเพียงไม่เกินห้าฟุตใจของโอลิเวอร์กลับมาสั่น แรงอีกครั้งอีกครั้ง
“ตึ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
โอลิเวอร์ยกแขนขึ้นมาแล้วกัดแขนตัวเอง เพื่อสร้างความเ็ประงับความตื่นเต้นให้ได้มากที่สุด เขาย่อตัวเล็กน้อยเก็บผมดินมาใส่กำมือเอาดอกไม้กับเกสรขยี้ให้ได้มาที่สุดเขารู้ดีว่าโอกาสมีแค่ครั้งเดียวถ้าพลาดเขาคงต้องเป็อาหารเย็นของเ้าอสูรไบเบิ้ลตัวนี้แน่ถ้าสำเร็จเขาอาจจะรอด อาจจะ..รอด
เขารอให้อสูรเดินดมกลิ่นมาให้ใกล้ที่สุด เขารอจนมันหายใจออกให้ได้มากที่สุด(ไม่ตอนนี้แล้วจะตอนไหน)โอลิเวอร์คิดในใจ
เขากระโจนตัวเอาผงดิน ผสมเกสรดอกไม้ปาใส่จมูกของอสูรั์เต็มๆเมือมันสูดหายใจฟื๊ดใหญ่ เข้าไป มันทำหน้าเหยเก หายใจติดขัดสะบัดหัวฟาดต้นไม้ไปมาแล้วคำรามแสดงท่าทีมีปัญหาทางโพรงจมูกอย่างมาก
มันวิ่งชนทุกอย่าง ต้นไม้ ก้อนหิน และที่สำคัญมันวิ่งชนและที่สำคัญมันวิ่งชนโอลิเวอร์ด้วย เขากระเด็นไปไกลชนต้นไม้ดัง
“อั๊กก!!!”
โอลิเวอร์ : “ความสำเร็จมันจุกแบบนี้นี่เอง”
เขาทำสำเร็จแต่เขาไม่เหลือแรงจะลุกวิ่งหนีมันได้อีกแล้ว เขาพยายามกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนซึ่งมันจุกไปหมดร่างกายบอบบางของบาทหลวงแค่ยืนขึ้นไหวก็แทบแย่แล้ว
เบเฮโมท สะบัดจมูกไปมาเพราะยังแสบจมูกไม่หายแต่ตายังจ้องเขม็งมาที่โอลิเวอร์มันเตรียมจะะโขย้ำให้หายแค้นโอลิเวอร์เริ่มเดาชะตากรรมต่อไปได้แล้วว่าเขาของจบไม่สวยเหมือนสะเต๊กเนื้อคงเล๊ะเหมือนเนื้อสับแบบชุ่ยๆมากกว่า
“ข้ามาช่วยแล้ว”
เสียงน่ารำคาญหูที่คุ้นเคย ได้ยินเสียงแล้วชื้นใจแบบไม่เคยเป็มาก่อน
นกพิราบเจสัน :“ฉันมาช่วยนายแล้วเพื่อน”
พร้อมกับบินไปจะจิกที่ตาของอสูรั์ อสูรั์พยายามจะปัดป้องแต่ไอ้อาการแสบจมูกจากที่โอลิเวอร์ทำไว้ก็ยังไม่หายมันทำท่ารำคาญและโมโหอย่างมาก
ยังไม่ทันที่โอลิเวอร์จะซาบซึ้งน้ำใจ ตัวของเขาถูกแขนๆหนี่งเกี่ยวจากบนฟ้าให้ให้ลอยตามแขนปริศนาไป พร้อมกับเสียง
“โวววววววๆ วู๊โว๊ววววววว วู๊วโว๊ววววววว วู้โว้ววววววววว”
โอลิเวอร์ : “วู๊ววววววว!! โว๊วววววววอะไรกันอีกละป่านี้เนี่ย”
“ฉันเป็มิตรของเธอ”
เสียงของเ้าของแขนพูด โอลิเวอร์เงยหน้า ขึ้นไปมองเขาเห็นใบหน้าของผู้ชายรูปงาม ผิวขาวเกลี้ยงเกลา ตาสีฟ้า ผมสีทองกำลังยิ้มให้เป็ยิ้มที่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก และที่สำคัญเขาไม่ใส่เสื้อผ้าเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
หลังจากลอยอึ้งกลางอากาศในอ้อมแขนของหนุ่มผมทองคนนั้นมาได้ชั่วขณะหนึ่งหนุ่มผมทองยังคนโหนเถาวัลย์เหมือนกับตัวเองเป็ทาซานเวอร์ชั่น เปลือยรับลม
เมื่อโหนเถาวัลย์ออกมาได้ไกลจากจุดที่เ้าอสูรั์อยู่ระยะพอสมควรแล้วเขาก็พอโอลิเวอร์ลงมานั่งบนพื้น พร้อมกับมีนกขี้คุยอย่าง เจสันบินตามมา
โอลิเวอร์ : “ขอบคุณมากๆไม่ได้พวกท่านทั้งสองคนเราคงได้กลายเป็ปุ๋ยดินบำรุงสวนนี้แน่ๆ”
เขาพูดพร้อมกับหอบ หมดเรี่ยวหมดแรงไปด้วย
นกพิราบเจสัน : “ข้านึกว่าเ้าจะไม่รอดเอาซะแล้วพวกสัตว์ที่เดินเท้าทุกตัวที่เจอ เบเฮโมท แทบไม่มีตัวไหนที่เอาชีวิตรอดซักตัวแล้วเ้ารอดมาได้ยังไง แถมทำมันท่าทางมึน แล้วก็หัวร้อนแบบสุดๆอีก”
โอลิเวอร์ : “อ่อ! ข้าโชคดีเดาถูกหน่ะเคยอ่านในคัมภีร์ตอนอยู่ที่โบสถ์ ว่าเ้า เบเฮโมท มันเป็สัตว์ประหลาดที่เหมือนช้าง สิงโต หมาล่าเนื้อ หมู สารพัดสัตว์ผสมกัน ข้าก็เลยคิดว่ามันต้องมีลักษณะนิสัยเฉพาะของสัตว์แต่ละอย่างออกมาแน่ๆ”
เขาหยุดพักพูดซักแปบเพราะยังจุกนิดๆไม่หายจากการโดนชนมา
โอลิเวอร์ : “ข้าก็เลยวิ่งหนีแบบอ้อมต้นไม้เอาเพราะคิดว่ามันน่าจะมีลักษณะของพวกช้างพวกสัตว์ใหญ่ๆที่จะวิ่งไล่ตามเราแบบที่เราหนี มันตัวใหญ่ถ้ามันวิ่งอ้อมต้นไม้แบบนั้นมันจะวิ่งลำบากแน่แล้วก็สังเกตที่จมูกของมันมีรูที่ใหญ่ เห็นมันดมรับกลิ่น ตามกลิ่นได้ดีข้าเลยเอาเกสรดอกไม้ที่มีกลิ่นฉุนแรงๆ ผสมกับดินผงดินโยนใส่รูจมูกมันสัตว์บางชนิดแพ้ละอองพืชอย่างมาก โดนไปคงแสบตามใครไม่ได้อีกนาน ”
นกพิราบเจสัน : “เ้านี่หัวดีไม่เบาเลยนะข้าหน่ะแยกไปตามเพื่อนของข้ามาช่วยเ้า”
เจสันพูดพร้อมกันหันไปทางหนุ่มหล่อหัวทองที่ยืนเปลือยข้างหลังโอลิเวอร์โอลิเวอร์ยืนตะลึงไปขณะนึงเพราะชายคนนี้มีออร่าสีขาวออกมามากมายเหลือเกินเหมือนกับใครคนหนึ่งที่เขาเคยเห็นแต่จำไม่ได้
ชายหนุ่ม : “เพื่อนของเ้าก็เหมือนของข้าแหละเจสันข้าไม่คิดเลยนะว่าพระเ้าจะสร้างมนุษย์อื่นมานอกจากข้า”
จากนั้นก็หันมายิ้มให้โอลิเวอร์ แล้วก็แนะนำตัวอย่างเรียบง่าย
ชายหนุ่ม : “ข้าชื่อ อดัม แล้วเ้าละคือใคร”
โอลิเวอร์ตะลึงเมื่อชายคนนี้แนะนำตัว
โอลิเวอร์ : “บิดาของมวลมนุษย์”
เขาค้างไปอีกพักหนึ่ง นี่เขาต้องเจอเื่อัศจรรย์อีกมากมายแค่ไหนกันเนี่ย เขาหายสงสัยแล้วว่าทำไม เขาถึงมีออร่า แบบนั้นออร่าเหมือนพระเ้า ก็เพราะเขาถูกสร้างมาเลียนแบบจากพระเ้านั่นเอง
อดัม : “เ้าว่าอะไร”
โอลิเวอร์ : “จะบอกว่าผะ..ผมชื่อ โอลิเวอร์หน่ะขอบคุณมากที่มาช่วยผม ผมมาจากที่อื่นที่ไกลมากๆมาทำภารกิจที่พระเ้ามอบหมายให้”
อดัม : “ภาระกิจอะไร”
โอลิเวอร์ : “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันอยู่ในหนังสือหน่ะหนัง.....หนังสือ หนังสือฉั๊น!!!!!!!!!!!!!!”
โอลิเวอร์ะโอย่างสุดเสียง เขาทำหนังสือหาย หนังสือเล่มเดียวที่เหมือนจะเป็ใบอนุญาตเข้าไปอยู่บน์จากที่ไม่รู้อะไรเลยกลายเป็ว่ายิ่งมืดมนเข้าไปอีก
นกพิราบเจสัน : “หนังสือเล่มหนาๆ สีน้ำตาลไหม้ใช่ไหม”
โอลิเวอร์ : “ใช่ๆ”
นกพิราบเจสัน : “ข้าเห็นเหมือนมันตกอยู่แถวๆที่เ้าโดนเ้าอสูรั์นั่นฟัดแหละนะอันที่จริงข้าก็ไม่ได้ตั้งใจมองหรอก แต่ทำยังไงได้นิสัยข้ามันช่างสังเกต ทักษะดีมีวิสัยทัศน์ ข้าหน่ะเป็คนละเอียดรอบคอบ อะไรที่ผ่านตาข้าไปไม่มีลืมข้าหน่ะสุดยอดอยู่แล้วเ้าไม่ต้องชมข้าก็ได้นะข้าชินกับคำชมของสัตว์ทั้งป่านนี้แล้ว”
เจสันได้ส่องแสงทางสว่างมาให้กับโอลิเวอร์อีกครั้งถึงแม้เขาจะขี้คุยไปอยู่บ้างแต่ก็นับได้ว่าเขาสามารถพึ่งพาได้ในยามคับขัน
โอลิเวอร์ : “ผมขอร้องละท่านทั้งสองไปช่วยข้าเอาหนังสือคืนมาหน่อยได้ไหม”
บาทหลวงหนุ่มยกมือประกบออดอ้อนทำตาใสเหมือนเด็กวัย 11 ขวบ
อดัม : “ได้ซิ นานๆจะเห็นมนุษย์เหมือนฉัน ฉันจะช่วยเธอเองโอลิเวอร์”
อดัมยิ้ม เป็รอยยิ้มที่ทั้งจริงใจละรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนพ่อที่บอกจะดูแลลูกของตนโอลิเวอร์ไม่เคยอบอุ่นแบบนี้มาก่อนเลย
โอลิเวอร์ : “ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ แต่เมื่อกี้ท่านบอกว่านานๆจะเห็นมนุษย์แสดงว่าไม่ใช่มีท่านเพียงคนใช่ใหม”
อดัมยิ้ม
อดัม : “มีซิ แต่เห็นฉันเห็นเขาแค่ตอนพระเ้าให้กำเนิดนะ เห็นแค่ครู่เดียวแต่ฉันจำดวงตาที่สวยวันนั้นไม่มีวันลืมเลย”
อดัมพูดยิ้มเหม่อลอยไปไกล จนโอลิเวอร์ต้องพูดตัดบท
โอลิเวอร์ : “ทำไมละ ทำไมถึงได้เจอกันแค่นั้น”
อดัม : “พระเ้าบอกกับฉันว่า พระองค์สร้างสรรพสิ่ง เพียง 7 วันแต่หลังจากนั้น ทุกสรรพสิ่งจะต้องสร้างตัวเอง ”
โอลิเวอร์ยิ้มอีกครั้งเขารู้สึกว่าพระเ้าเป็พระผู้สร้างที่ให้อิสระกับทุกชีวิตเขาไม่ได้เล่นตลกเหมือนอย่างที่มนุษย์โลกบนด่าพระองค์
นกพิราบเจสัน : “ไม่เอาคัมภีร์แล้วหรอ”
ช่างเป็การขัดจังหวะอารมณ์ซาบซึ้งแบบซิทคอมโลกตะวันออกมากแต่มันก็ช่วยทำให้โอลิเวอร์ตื่นตัวอีกครั้งว่าเขายังมีภารกิจที่รออยู่เขาจึงชวนสมัครพรรคพวก ออกเดินทางไปยังจุดที่เขาหนีมา
แต่มันไม่ได้ง่ายเหมือนตอนมา พวกเขาต้องไปให้เงียบที่สุด เบาที่สุดเพราะพวกเขาอาจไม่โชคดีรอดมาจาก เบเฮโมท เป็ครั้งที่ 2ได้อีกถ้าหากเจอมันในรูปแบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นอดัมต้องอุ้มโอลิเวอร์ค่อยๆโหนเถาวัลย์ไปเหมือนว่าเป็ทาซานอุ้มเจนท่องเที่ยวไม่มีผิดเพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ส่งเสียงร้องก้องป่าแค่นั้นเอง
เมื่อไปถึงพวกเขาไม่พบกับ อสูรั์ เบเฮโมท แล้ว แต่ที่น่าเสียใจก็คือพวกเขาก็ไม่ได้พบกับหนังสือคัมภีร์เล่มนั้นด้วยเช่นกัน
นกพิราบเจสัน : “มีมีข้าบินดูจนทั่วแล้วไม่เจอแม้แต่เงาเศษกระดาษของหนังสือเลยข้าใช้สายตาที่ดีกว่าพญาเหยี่ยวจ้องมองแล้วก็ยังไม่เห็นมันเลยซักนิดให้ตายเถอะใครเอาหนังสือไป”
โอลิเวอร์ : “ใครเอาไป ... ใช่ ใคร..เอาไป”
ทุกครั้งเจสันจะพูดมากกว่าคนอื่นเขาพูดไม่หยุดเหมือนสมองที่มีขนาไม่ใหญ่ไปกว่าผลโอ๊คขนาดเล็ก แต่หลายครั้งคำพูดของเขาไปสะกิดต่อมความรู้ของโอลิเวอร์และครั้งนี้ก็เป็อีกครั้ง
โอลิเวอร์ : “ใช่แล้วต้องมีคนเอาไปแน่ๆ ใช่แล้วเจสัน ถ้าผมเดาไม่ผิดคนที่เอาไปต้องเป็อสูรเบเฮโมท แน่ๆ”
อดัม : “ทำไมเ้าถึงคิดว่าเป็เขาละ”
โอลิเวอร์ : “เพราะตามตำนาน เบเฮโมทเป็อสูรที่ถือว่าตนเป็เ้าแห่งปฐี เ้าแห่งผืนดินสมบัติทุกอย่างบนพื้นแผ่นดินต้องเป็ของมันและพวกสัตว์ร้ายถ้ามันได้สมบัติของที่ถูกใจท่านคิดว่าว่ามันจะทำอะไรละ”
อดัม : “เก็บไปที่รัง”
โอลิเวอร์ : “ใช่แล้วอดัม ผมก็ไม่อยากพูดแบบนี้หรอกนะแต่เราต้องไปบุกรัง เบเฮโมท”
อดัม : “ไม่ๆๆๆ ม่ายยย โอ้!โอลิเวอร์การไปบุกหาเบเฮโมสมันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ และที่สำคัญรังของเบเฮโมสก็อยู่ในแหล่งมืดมิด ดินแดนที่พระเ้ายังไม่อยากจะพูดถึงนักเลย”
นกพิราบเจสัน : “ข้าก็อยากช่วยเ้านะโอลิเวอร์เพื่อนยากแต่ข้าต้องดูแลปกครองที่แห่งนี้ สัตว์น้อยใหญ่้าข้าข้าต้องคอยบินสำรวจดูแลทุกชีวิตแถบนี้ ขอโทษทีนะเพื่อน”
โอลิเวอร์ได้ยินแล้วเขาก็นิ่งเงียบแต่เขาไม่มีทางเลือกเขาไม่อยากเป็ิญญาเร่ร่อน ที่ถูกทอดทิ้งจากดินแดนพระเ้า
โอลิเวอร์ : “ไม่เป็ไรขอบคุณทุกคนมากแค่พวกท่านช่วยข้ามาขนาดนี้ก็มากมายแล้ว ถ้ามีโอกาสเราคงได้พบกันอีก ลาก่อน..”
ทันทีที่โอลิเวอร์เอ่ยคำราเขาหันไปเห็นเพื่อนในดินแดนพระเ้าทั้งสองนั่งนิ่ง แล้วมีออร่าสีเทาจากการที่เขาสังเกตคนมามากมายเขาก็พอจะเดาได้ทันทีว่า ออร่าพวกนี้แสดงความหดหู่ ความโดดเดี่ยว ความเหงา(พวกนี้ไม่น่าจะมีคนเพื่อนไม่เช่นนั้นคงไม่แสดงอาการแบบนี้ออกมาไม่อยากจะใช้แผนร้ายแบบนี้กับเ้าหรอกนะแต่มันจำเป็)โอลิเวอร์คิดพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก เขาแสดงสีหน้าของนักบวชที่มีแผนที่ชั่วร้ายออกมาอีกแล้ว
โอลิเวอร์ : “อาจารย์ของผมเคยบอกเอาไว้ว่าทุกคนมีหน้าที่ทุกคนเกิดมาพร้อมหน้าที่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่ที่พิเศษและยากลำบากกว่าคนอื่น อดัมท่านบอกว่าท่านถูกสร้างมาให้มีอิสระ ท่านถูกสร้างมาให้ห้อยโหนต้นไม้กินอาหาร นอนเล่นสบายใจไปวันๆแค่นี้จริงๆนะหรอเจสันท่านเกิดมาเพื่อบินดูแลสวนแห่งนี้ คอยชวนคนที่ผ่านไปผ่านมาคุยแค่นี้จริงๆนะหรอ
ตัวของผมได้รับภารกิจมาจากพระเ้าให้เดินทางด้วยเส้นทางที่ลำบากอาจต้องเผชิญอะไรไม่คาดคิด อะไรที่อัศจรรย์มากมาย ผมจะใช้ชีวิตแบบไม่มีคำว่าเสียดายแล้วพวกท่านละ จะมีชีวิตอยู่กันแค่นี้ หรือจะลองไปผจญภัยหาคำตอบของชีวิตกับผม”
ทุกคนนิ่งเงียบ ไม่มีเสียงตอบรับออกมาบาทหลวงหนุ่มหันหลังและเดินออกมาช้าๆก้าวหนึ่ง
อดัม : “ฉัน....ฉันอยากพจญภัย ขอฉันเดินทางไปด้วยคนนะ ทางที่ยากลำบากนั่นหน่ะ”
นกพิราบเจสัน : “ก็ไม่อยากจะพูดหรอกนะแต่พวกเ้าหน่ะขาดข้าแล้วไม่รอดหรอกข้าจะออกไปสร้าอาณาเขตเพิ่มที่ป่าแถบนู้นด้วยแล้วกัน”
เหมือนคำพูดปลุกใจจากบาทหลวงจะได้ผลขาได้พรรคพวกเริ่มเดินทางครั้งนี้มาแล้ว
บาทหลวงหนุ่มยิ้มที่มุมปาก
โอลิเวอร์ : “บราโว้ สมบูรณ์ที่สุด”