เยี่ยเฟิงอยู่ดินแดนหยวนเทียนมาสิบวันเต็ม เมื่อนึกได้ว่าอีกไม่ถึงสองเดือนเขาต้องอภิเษกสมรสกับองค์หญิง ทำให้เขาได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่นอยู่ในใจ แม้จะรู้ว่าองค์หญิงเป็สตรีผู้เลอโฉม ทว่าเขากลับไม่มีความคาดหวังแม้แต่น้อย
ผู้คนไม่ได้คาดหวังการแต่งงานนี้ั้แ่แรก สำหรับบุญที่หล่นลงมาจากฟากฟ้าอย่างแปลกประหลาด เยี่ยเฟิงไม่อยากได้สักนิด แต่เขาเป็ไพร่ฟ้า ราชโองการดั่ง์ เขาจะทำอย่างไรได้อีก
เขาี้เีคิดให้มากความ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการฝึกฝนเพื่อให้พลังก้าวหน้า ในชาติก่อนเขาเกือบจะกลายเป็ผู้แข็งแกร่งในหนทางแห่งการปรุงโอสถ ยิ่งในชาตินี้มีพลังสืบทอดแห่งจักรพรรดิ เขายิ่งต้องกลายเป็ผู้แข็งแกร่งให้ได้ในเร็ววัน มีเพียงแข็งแกร่งให้มากพอ จึงจะกำหนดโชคชะตาของตัวเองได้
“ข้าฝึกฝนจนถึงภพรวมลมปราณขั้นสามแล้ว อีกเพียงก้าวเดียวก็ถึงภพเปิดตันเถียน แต่การเปิดตันเถียนให้ได้โดยเร็วเป็เื่ยาก”
เยี่ยเฟิงพึมพำเสียงเบา เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด ตัวเขาเป็อัจฉริยะด้านการปรุงโอสถ เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือโอสถ
“หากมีโอสถรวมลมปราณคอยช่วย ต้องสามารถทะลวงพลังสำเร็จแน่!”
โอสถรวมลมปราณมักใช้กับผู้ฝึกยุทธ์ เพื่อรับรองว่าพลังจะสามารถทะลวงไปได้อย่างราบรื่น ดินแดนอวิ๋นซวีเมื่อชาติก่อนจึงมักนิยมกินโอสถรวมลมปราณขณะทะลวงพลัง
ทว่าโอสถชนิดนี้กลับปรุงได้ยากยิ่ง ต่างกับโอสถไขกระดูกที่สามารถปรุงได้ทีละห้าเม็ด การปรุงโอสถรวมลมปราณในแต่ละครั้งสามารถทำได้เพียงครั้งเดียว อีกอย่างการปรุงโอสถรวมลมปราณยัง้าสมุนไพรที่เป็ตัวแปรสำคัญ ซึ่งมีชื่อว่าหญ้าหนวดั สมุนไพรชนิดนี้พบได้ไม่บ่อยนัก
ก่อนหน้านี้เยี่ยเฟิงให้ชุนฮวากับชิวเยว่ไปกวาดซื้อสมุนไพรในเมืองอวิ๋นอู่มาสิบกว่าชนิด สมุนไพรชนิดอื่นยังสามารถหาซื้อได้แม้จะน้อยบ้างมากบ้าง มีเพียงหญ้าหนวดัเท่านั้นที่หาซื้อไม่ได้
“ดูท่าข้าคงต้องไปดูด้วยตัวเองแล้ว ในเมื่อร้านยาภายในเมืองอวิ๋นอู่ไม่มี เช่นนั้นในโรงประมูลจะมีหรือไม่นะ?”
เช้าวันรุ่งขึ้น
เยี่ยเฟิงยังไม่ตื่นนอน พลันได้ยินเสียงเคาะประตูที่รีบร้อนดังขึ้นเป็ระยะ
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว ผู้มาเยือนเอาแต่เคาะประตู แต่ไม่พูดสิ่งใดสักคำ ดูเหมือนจะไม่ใช่ชุนฮวากับชิวเยว่ และไม่ใช่พ่อบ้านโจวหรือเยี่ยอู๋เซิงเป็แน่
เขาลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง ยังไม่ทันได้ดูให้ชัดเจน ผู้มาเยือนคนนั้นกลับแทรกตัวเข้ามาในห้องราวกับโจรเสียก่อน ต่อมาผู้มาเยือนยังลงกลอนประตูจากด้านในอย่างคล่องแคล่ว
เยี่ยเฟิงชะงักไปครู่
ให้ตายสิ นี่มันเื่อะไรกัน
“คุณชายเยี่ย ข้าเอง ก่อนหน้านี้ท่านให้ข้าคอยสังเกตหนังสือปลุกอารมณ์ไม่ใช่หรือ เมื่อวานข้าได้ยินมาว่าโรงประมูลใต้หล้าจะเปิดประมูลเล่มหนึ่ง ได้ยินมาว่าเป็ของเด็ดของดีเลยนะ พวกเรารีบล่วงหน้าไปก่อนเถอะ หากไปสายคงถูกหวังป้ากับซือถูคงแย่งเอาได้!” ผู้มาเยือนเข้ามาถึงก็รีบบอกเจตนาอย่างรวดเร็ว ทำท่าเหมือนหากไปสายละก็ ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย
เยี่ยเฟิงเพิ่งจะได้เห็นบุคคลตรงหน้าอย่างชัดเจน คนผู้นี้รูปร่างเตี้ยแคระ ความสูงไม่ถึงหัวไหล่เขาด้วยซ้ำ ดูไปดูมากลับเหมือนลูกข่าง
“ให้ตายสิ... นี่...” เยี่ยเฟิงมึนงงไปชั่วขณะ หลังจากผ่านไปสักครู่จึงนึกขึ้นได้ว่าคนผู้นี้คือหลี่เสี้ยวคุณชายตระกูลหลี่ เขาเคยเป็เพื่อนซี้ของเยี่ยเฟิง ทั้งสองคนชอบกินดื่มเล่นพนันเหมือนกัน
อีกอย่างเมื่อนึกย้อนกลับไป สิ่งที่หลี่เสี้ยวบอกคือสิ่งที่เยี่ยเฟิงเคยไหว้วานเขาเอาไว้ก่อนหน้านี้ เยี่ยเฟิงมึนงง ให้ตายสิ นี่มันความชอบแบบไหนกัน
“คุณชายเยี่ย ท่านต้องไปให้ได้นะ ครั้งก่อนท่านเสียเงินไปหนึ่งแสนตำลึงเพื่อแย่งเล่มที่อยู่ในมือหวังป้ามา ครั้งนี้ท่านอย่าหาว่าข้าแล้งน้ำใจเลยนะ เงินทองของข้าถูกท่านพ่อยึดไปจนหมดแล้ว เื่เงินท่านต้องหาวิธีเอาเอง!”
เยี่ยเฟิงหมดคำพูด หนังสือปลุกอารมณ์สามารถเข้าไปในโรงประมูลของเมืองอวิ๋นอู่ได้ เพราะเป็ที่้าของลูกหลานคนรวยพวกนี้ หนำซ้ำทุกครั้งจะถูกประมูลไปในราคาที่สูงลิบ
หลี่เสี้ยวเหมือนฉุกคิดบางอย่างได้ จึงรีบเอ่ยปากบอก
“คุณชายเยี่ย ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองอวิ๋นอู่กำลังพูดถึงเื่ที่ท่านจะประลองกับหวังเซียวและซือถูอวี่บนเวทีประลองเป็ตาย ท่านกำลังรนหาที่ตายอยู่นะ อีกเพียงก้าวเดียวหวังเซียวก็จะกลายเป็ยอดฝีมือในภพเปิดตันเถียนแล้ว ส่วนซือถูอวี่ พลังอยู่ในภพรวมลมปราณขั้นสาม ท่านเหมือนพี่ชายของข้า แม้ท่านจะไม่พอใจตระกูลหวังกับตระกูลซือถูขนาดไหน ก็ไม่ควรเอาชีวิตตัวเองมาล้อเล่นนะ” หลี่เสี้ยวร้อนใจ
“ก่อนหน้านี้ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูแอบเล่นงานท่าน หากครั้งนี้ท่านแพ้ จะต้องตายอย่างแน่นอน แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไรดี...”
เยี่ยเฟิงโบกมือรีบห้ามเขาไว้ทันที
“ชีวิตของข้ามีค่ามากกว่าชีวิตของพวกเขา พวกเขาอยากกำจัดข้าอย่างลับๆ ไม่ใช่หรือ เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสนี้กับพวกเขา”
หลี่เสี้ยวถอนหายใจ “คุณชายเยี่ย พวกเราสองคนคงเป็ได้แค่นี้ เกิดมาไม่มีพร์ แล้วเหตุใดท่านต้องดึงดันด้วย เฮ้อ…”
เขาไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเยี่ยเฟิง เขารู้ดีว่าพร์ของเยี่ยเฟิงยังสู้เขาไม่ได้ เพราะอย่างน้อยเขาก็อยู่ในภพรวมลมปราณขั้นหนึ่งแล้ว แต่เยี่ยเฟิงดูเหมือนยังอยู่ที่ภพเปิดชีพจรขั้นสามเท่านั้น
เยี่ยเฟิงไม่ได้พูดสิ่งใด กลับมองลูกข่างตรงหน้าแล้วขมวดคิ้ว เขาอยากพูดบางอย่างแต่ก็ไม่พูด ก่อนเอ่ยปากถามว่า
“เ้ามีธุระใดว่ามาเถอะ!”
“ข้าไม่มีธุระอื่นใด มีก็แต่เื่นั้นแหละ ข้าเห็นว่าในรายการประมูลมีหญ้าหยางชุน เกรงว่าท่านคงต้องเตรียมเงินไปมากหน่อย แล้วช่วยข้าประมูล คุณชายเยี่ย ท่านเองก็รู้ ข้าต้องรอมานานกว่าครึ่งปีกว่าจะเจอโอกาสนี้ ท่านต้องช่วยข้านะ” หลี่เสี้ยวยิ้มอย่างเขินอาย ทว่าสีหน้าของเขากลับหื่นกาม ต่อมาก็ทำท่าจะคุกเข่าขอร้องเยี่ยเฟิง
เยี่ยเฟิงหมดคำพูดอยู่หลายครั้ง หมอนี่เหมือนกำลังแกล้งเขาอยู่ ห่วงใยเขาพร้อมอยากได้ประโยชน์จากเขา
หญ้าหยางชุนคือสมุนไพรที่บำรุงเื่เพศ เขาจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ท่านจะเอาหญ้าหยางชุนไปทำอะไร?”
“พี่ชายของข้า ท่านอย่าถามอีกเลย ก็เพราะเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อนที่หอจุ้ยฮวาครั้งนั้น ท่านรู้แล้วยังถามอีก หากท่านไม่ช่วยข้า ต่อไปหากข้าไปที่หอวั่งชุนอีกคงได้แต่มองอย่างเดียว คุณชายเยี่ย ท่านก็รู้ว่าตระกูลหลี่มีข้าเป็ลูกโทนคนเดียว เมื่อพูดถึงเื่นี้ข้าอยากเอาหัวโขกกำแพงเสียจริง!” สีหน้าของหลี่เสี้ยวเปลี่ยนเป็ทุกข์ใจทันที ทำท่าทางเหมือนเสียใจ
ในหัวของเยี่ยเฟิงครุ่นคิดอยู่สักครู่ จากนั้นก็ทำหน้าไม่ถูก ครั้งนั้นเ้าหมอนี่เหมือนจะใช้พลังเกินตัว ทำให้าเ็ไปถึงเ้านั่น เขาไม่กล้าบอกบิดา เพราะกลัวจะถูกใช้กฎประจำตระกูลลงโทษ จึงได้ยืดเยื้อมาถึงตอนนี้
เยี่ยเฟิงหัวเราะพลางเอ่ย
“บิดาของท่านมีภรรยาหลายคนไม่ใช่หรือ ให้เขามีลูกอีกคนก็สิ้นเื่ ท่านจะกังวลทำไม ตระกูลหลี่ของพวกท่านไม่สิ้นลูกหลานหรอก ไม่แน่อาจจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ”
“คุณชายเยี่ย ท่านอย่าล้อเล่นเช่นนี้อีก หากทำได้จริง ทำไมหลายปีมานี้ถึงมีข้าเป็ลูกโทนคนเดียวเล่า แม้ภรรยาของท่านพ่อจะมีมาก ทว่ากลับไม่มีลูกแม้แต่คนเดียว” เมื่อหลี่เสี้ยวเอ่ยปาก ยิ่งทำให้เยี่ยเฟิงงุนงงขึ้นอีก บิดาของเขามีปัญหาเดียวกันหรือ มีพ่อเช่นไรก็มีลูกเช่นนั้นสินะ
“การประมูลครั้งนี้มีสิ่งของใดบ้าง?” เยี่ยเฟิงถาม
หลี่เสี้ยวหัวเราะร่าจากนั้นบอกว่า “ได้ยินมาว่าพวกเขาได้รับสมุนไพรมาบางส่วน ข้ารู้เพียงในนั้นมีหญ้าหยางชุน แต่อย่างอื่นยังไม่ได้ดูละเอียด นอกนั้นก็น่าจะเป็หนังสือปลุกอารมณ์เล่มนั้น”
“ให้ข้าดูรายการประมูลสิ”
“เอ่อ... คือ ข้าใช้เป็กระดาษชำระไปแล้ว” หลี่เสี้ยวเกาหัวพร้อมเอ่ยปากอย่างอึดอัด
เยี่ยเฟิงกุมขมับ ให้ตายสิ ทำไมข้าต้องมาเจอคนประหลาดเช่นนี้ด้วย เขาโกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไรแล้ว
“ไปเถอะ ไปดูกันก่อน ประมูลหนังสือนั่นได้แล้วค่อยว่ากัน” เยี่ยเฟิงกล่าวหลังจากคิดอยู่สักครู่ ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
เยี่ยเฟิงทำเช่นนี้เพื่อทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ โดยเฉพาะตระกูลซือถูกับตระกูลหวัง ก่อนจะขึ้นเวทีประลองเป็ตาย ต้องให้พวกเขาชะล่าใจเสียก่อน
“คุณชายเยี่ย ตั๋วเงินของท่านเพียงพอหรือไม่ ท่านอย่าลืมเื่ที่ข้าขอร้องนะ ครั้งนี้ทุกอย่างของข้าขึ้นอยู่กับท่าน” หลี่เสี้ยวรีบเดินตามเยี่ยเฟิง เอ่ยปากถามไม่หยุด
“ไม่เป็ไร ลองไปดูก่อน ให้พวกเขาเขียนสัญญากู้ยืมก็ได้ จากนั้นค่อยไปเอาเงินที่จวน” เยี่ยเฟิงอยากไปดูว่ามีหญ้าหนวดัหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุด
“คุณชายเยี่ย หยุดก่อน พวกเราเอาไปเองดีกว่า หากท่านปู่ของท่านรู้ว่าท่านไปประมูลหนังสือปลุกอารมณ์ คงต้องตีจนท่านเนื้อแตกแน่” หลี่เสี้ยวกระวนกระวายเมื่อได้ยิน เขารู้จักนิสัยของเยี่ยอู๋เซิงดี หากเยี่ยเฟิงกล้าทำเช่นนั้น คาดว่าหลังจากกลับมา เยี่ยเฟิงคงต้องนอนอยู่บนเตียงอีกหลายเดือน
“ข้าเองก็ไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น หากเ้ายังชักช้า เดี๋ยวหญ้าหยางชุนก็ถูกประมูลไปเสียก่อนหรอก” เยี่ยเฟิงยังคงไม่หยุดเดิน เขาเดินตรงออกจากตระกูลเยี่ย
หลี่เสี้ยวได้ยินเยี่ยเฟิงพูดเช่นนั้น จึงรีบเดินตามไปด้วย