ในอดีตมีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และห้อมล้อมด้วยน้ำทะเลอันกว้างใหญ่มีนามว่าแผ่นดิน "หลิง " ซึ่งประกอบห้าสำนักใหญ่ที่คอยค้ำจุนแผ่นดินไว้คือ สำนักัฟ้า สำนักหงส์เพลิง สำนักเต่าทมิฬ สำนักพยัคฆ์เมฆา และสำนักเทพกิเลน ทั้งห้าสำนักเปรียบเสมือนเสาหลักที่คอยค้ำชูแผ่นดินหลิง
แต่เมื่อหลายห้าร้อยปีก่อนได้เกิดการนองเืเมื่อเกิดการปรากฏขึ้นของเผ่ามารซึ่งมาจากพิภพมาร..เผ่ามารได้ออกสร้างความเดือดร้อนและก่อาในแผ่นดินขึ้นโดยเผ่ามารมีผู้นำทัพคือแม่ทัพมารผู้มีพลังยุทธ์ในระดับสูงส่ง…ว่ากันว่าแม้แต่เหล่าเ้าสำนักจากห้าสำนักใหญ่ที่มีพลังยุทธ์สูงสุดในแผ่นดินหลิงร่วมมือยังมิอาจจะเอาชนะจักรพรรดิมารได้จึงทำได้เพียงต้านทานเอาไว้เท่านั้น
การต่อสู้ระหว่างห้าสำนักใหญ่และจักรพรรดิมารใช้เวลาเนิ่นนานทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียคนไปเป็จำนวนมากโดยเฉพาะฝั่งห้าสำนักถึงแม้จะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งแต่เมื่อเทียบกับเผ่ามารแล้วพื้นฐานทางร่างกายที่ดีกว่าย่อมมิอาจต้านทานได้แม้มีระดับพลังยุทธ์ขั้นเดียวกัน จนอยู่มาวันหนึ่งได้มีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวในระหว่างที่ห้าสำนักกำลังประชุมเพื่อหารือกัน
โดยบุรุษปริศนาไม่ได้บอกชื่อเสียงเรียงนามของตนทำเพียงมอบของวิเศษชิ้นหนึ่งในแก่เ้าสำนักทั้งห้าชื่อของมันคือ “ผนึกวิเศษไป๋อิง” ซึ่งผนึกไป๋อิงนี่เองทำให้สำนักทั้งห้าสามารถเอาชนะแม่ทัพมารและผนึกเหล่ามารให้กับสู่พิภพเดิม แต่จะมีเหล่ามารบางส่วนหลุดรอดไปได้แต่ก็มิอาจสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใดได้มากทำได้เพียงแต่รอการกลับมาของแม่ทัพมาร
หลังจากชนะศึกในครั้งนั้นทั่วทั้งแผ่นดินหลิงต่างมีการเฉลิมฉลองกันทั่วทั้งแผ่นดินแต่ในคืนที่เฉลิมฉลองนั้นเองบุรุษปริศนาได้กล่าวกับเ้าสำนักว่า “ผนึกวิเศษไป๋อิง” ทำได้เพียงปิดผนึกแม่ทัพมารและเผ่ามารได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนี้อีกห้าร้อยปีผนึกจะอ่อนกำลังลงแล้วเหล่ามารจะกลับมาอีกครั้ง
เ้าสำนักห้าได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดความวิตกกังวลจึงได้ถามหาวิธีการยืดอายุผนึกแต่บุรุษปริศนากลับทำเพียงส่ายหน้าและได้กล่าวถึงการกำเนิดผู้ที่มีพลังยุทธ์อันแข็งแกร่งในนาม “เทพยุทธ์” หลังจากกล่าวจบบุรุษปริศนาก็หายไปและไม่มีผู้ใดพบเขาอีกเลย
หลังจากวันนั้นเ้าสำนักทั้งห้าจึงได้เขียนบันทึกเื่ราวทั้งหมดไว้ในแผ่นจารึกและรอคอยการปรากฏของบุคคลที่เป็ความหวังในนาม "เทพยุทธ์"
.....
ห้าร้อยปีต่อมา ณ หมู่บ้านหวงซึ่งอยู่ภายใต้ตระกูลหวงเป็หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลผู้คน เรียกได้ว่าแทบไม่มีใครที่เคยได้ยินชื่อหมู่บ้านหวงเลยแม้ว่าหมู่บ้านหวงจะกินอาณาเขตูเาถึงหนึ่งลูกก็ตาม
“หลงหลง เ้าจะไปที่ใดอีก นี่ก็มืดค่ำแล้ว”
“ท่านแม่...ข้าว่าวันนี้ข้าจะไปดูหิ่งห้อยกับซิ่วอิง นางบอกว่าวันนี้เป็คืนเดือนมืดแสงของหิ่งห้อยจะชัดเจนมาก” เด็กหนุ่มรูปร่างสันทัด คิ้วคมเข้ม หน้าตาเนียนดุจอิสตรีแต่มีความองอาจเยี่ยงบุรุษ อายุอานามประมาณสิบห้าปีนามของเขาคือ “หวงหลง” กำลังตอบหญิงสาววัยกลางคนแต่บนใบหน้าไม่มีริ้วรอยของความแก่ชราแม้อย่างน้อย บ่งบอกได้ว่านางดูแลตัวเองดีแค่ไหน นามของนางคือ “หวงอี้เฟย” ซึ่ง เป็ฮูหยินตระกูลหวง
“ก็ได้ๆ เ้าอย่าได้กลับมืดค่ำนักละ” ฮูหยินหวงมองไปยังหวงหลง
“ได้เลยขอรับท่านแม่ แล้วข้าจะรีบกลับมา” หวงหลงรีบวิ่งออกจากตำหนักเพื่อไปหาซิ่วอิง เพื่อนเล่นของเขาั้แ่เด็ก
....
หวงหลงะโไปบนก้อนหินเพื่อไปยังเกาะกลางน้ำที่มีต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเกาะกินพื้นที่สองในสาม เด็กหนุ่มะโไปเรื่อย ๆจนใกล้จะถึงฝั่ง ก็พบเด็กสาวหน้าตาน่ารักดวงตาของนางดุจไข่มุก…เวลานางยิ้มรอยยิ้มของเหมือนดั่งดอกไม้ยามเช้าซึ่งตอนนี้นางกำลังนั่งเอาหลังผิงต้นไม้ใหญ่
“ซิ่วอิง ข้ามาแล้ว” เด็กสาวเมื่อได้ยินสียงเสียงของคนที่นางรอคอยนางจึงค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับโบกมือทักทาย
“หวงหลงเ้ามาได้ทันเวลาพอดี ดูซิพวกหิ่งห้อยเริ่มมารวมตัวกันแล้ว” หวงหลงเมื่อได้ยินคำพูดของซิ่วอิงจึงหันมองรอบๆ มันจึงเห็นว่าเป็ไปตามที่เด็กสาวพูดเพราะตอนนี้เหล่าหิ่งห้อยต่างค่อยๆบินมาร่วมตัวที่ต้นไม้ใหญ่ แสงของมันสว่างไสวแม้ความงดงามไม่อาจเทียบกับดวงจันทร์ได้ยามค่ำคืน แต่เมื่อยิ่งมองกลับไม่อาจละสายตาทำให้ทั้งสองต่างตกอยู่ในภวังค์ของความงดงาม
“หวงหลง หากวันหนึ่งเติบโตไป...ข้าอยากจะออกเดินทางไปทั่วแผ่นดินหลิง...ไปทองเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา เ้าจะไปกับข้าหรือไม่” ซิ่วอิงยิ้มอย่างสนุกสนาน
“แน่นอน แล้วถ้าข้าไม่ไปกับเ้า แล้วใครจะเป็คนปกป้องเ้าละ”หวงหลงดีดไปบนหน้าผากของซิ่วอิงอย่างหยอกล้อ
“คนอย่างข้าไม่ต้องให้เ้ามาปกป้องหรอก” ซิ่วอิงแลบลิ้นใส่หวงหลงก่อนจะวิ่งหนีขึ้นฝั่งไป
“เ้าจะหนีไปไหน” หวงหลงวิ่งตามซิ่วอิงไปอย่างรวดเร็ว
…
“กรี๊ดดดด” เสียงร้องของซิ่วอิงดังขึ้นทั่วบริเวณทำให้หวงหลงที่กำลังวิ่งตามต้องเร่งฝีเท้าของตยน...จนพบเงาของเด็กสาวและพบว่าเบื้องหน้าของนางมีบุรุษผู้หนึ่งผู้มีใบหน้าไม่ต่างจากสัตว์ร้ายพลังรอบๆของมันแฝงไปด้วยรังสีของความอำมหิตที่พร้อมจะสังหารคนตรงหน้า
“ในที่สุดข้าก็เจอจนได้ ฮ่าๆ” มันหัวเราะขึ้นพร้อมกับยื่นมือหวังจะเข้าไปบีบคอนาง
“ซิ่วอิง” หวงหลงะโขึ้นก่อนจะง้างหมันของตนชกเข้าที่มือของบุรุษปริศนาพร้อมกับดึงซิ่วอิงเข้าสู่อ้อมกอด
“ปังงง” เมื่อหมัดของหวงหลงกับมือของบุรุษปริศนาปะทะกันก็เกิดพลังกลุ่มหนึ่งทำให้ทั้งสองกระเด็นไปคนละสามเก้า
“เป็เพียงเด็กหนุ่ม แต่กลับมีพละกำลังไม่ธรรมดา ฮ่าๆ วันนี้ช่างโชคดียิ่งนักนอกจากข้าจะสามารถทำภารกิจให้ลุล่วงได้แล้วข้ายังมีของฝากด้วย ฮ่าๆ” บุรุษปริศนาหัวเราะอย่างมีความสุข
“เ้ากำลังพูดถึงอะไร” หวงหลงถามบุรุษตรงหน้า
“เ้าไม่จำเป็ต้องรู้ รู้เพียงว่าเ้ากับนางเด็กนั่นต้องไปกับข้า” บุรุษปริศนากล่าวจบพร้อมกับะเิพลังปราณพร้อมกับพุ่งไปทางหวงหลงอย่างรวดเร็ว
“ถ้าเ้าทำได้ก็ลองดู” หวงหลงะเิฝีเท้าของตนเช่นกันพร้อมกับพุ่งไปยังบุรุษปริศนาอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองเข้าปะทะกันหลายสิบกระบวนท่าแต่หวงหลงกลับไม่เพลี่ยงพล้ำแม้ว่ามันจะมีอายุน้อยกว่าอีกทั้งหวงหลงกลับไม่ได้ใช้พลังปราณแม้แต่นิดเดียวในการต่อสู้มีเพียงเอาพละกำลังของตนเข้าต้านเพียงอย่างเดียว
“เ้าเป็ใครกันแน่” บุรุษปริศนามองไปทางหวงหลงอย่างตกตะลึงในพละกำลังที่เด็กหนุ่มมี
“ข้าก็คือคนที่จะสังหารผู้บุกรุกอย่างเ้า” หวงหลงะโขึ้นพร้อมกับเร่งความเร็วมากขึ้น พร้อมกับออกหมัดไปยังบุรุษปริศนาโดยที่มันมิอาจปักป้องหมัดของหวงหลงได้แม้แต่หมัดเดียว ทำให้ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำอย่างน่าสมเพช
“วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเ้าให้ได้” บุรุษปริศนาะโด้วยความโกรธแค้นพร้อมกับปลดปล่อยพลังแห่งความมืดมิดอย่างมหาศาลหน้าตาของมันค่อยๆมีเขาแหลมงอกขึ้นมา กงเล็บของมันค่อยๆยาวขึ้น เขี้ยวค่อยๆยื่นยาวออกมาจากปากพร้อมกับดวงตาที่มีสีแดงดุจโลหิต
“เผ่ามารเช่นนั้นรึ” หวงหลงตื่นตระหนกเพราะทั้งชีวิตของมันไม่เคยเจอเผ่ามาร มันรู้จักเผ่ามารได้จากตำราในหอสมุดประจำหมู่บ้านเท่านั้น ตามตำราบอกว่าเผ่ามารสามารถแปลงกายไม่ต่างจากมนุษย์ได้แต่พลังจะลดลงกึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่เมื่อใดที่พวกมันกลับสู่ร่างเดิมพลังของมันจะกลับมาอีกทั้งยังมีพลังมากกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกัน โดยพลังของมันจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่ว่าสายเืของมันบริสุทธิ์มากแค่ไหน
“ฮ่าๆๆ ถึงเวลาตายของเ้าแล้ว ข้าจะทำให้เ้าเสียใจที่ทำติงจี๋ผู้นี่ต้องเปิดเผลอร่างที่แท้จริง” มารติงจี๋กล่าวจบก็พุ่งตัวไปยังหวงหลงอย่างรวดเร็วจนเด็กหนุ่มมิอาจตั้งตัวได้
“หมัดกลืนิญญา”ติงจี๋ปลดปล่อยหมัดที่แฝงได้ด้วยพลังมารเข้าสู่ท้องของหวงหลงอย่างรวดเร็วทำให้เด็กหนุ่มกระเด็นไปชนต้นไม้ อย่างรุนแรงพร้อมกระอักเืออกมากองใหญ่ โดยที่ติงจี๋พุ่งยังไม่หยุดและพุ่งตามไปติด ๆ ก่อนจะไปหยุดเบื้องหน้าของหวงหลง
“หึ เพียงแค่หมัดเดียวของข้าถึงาเ็เจียนตาย เอาละหมัดต่อไปข้าจะช่วยส่งเสริมเ้ากลับบ้านเก่าก็แล้วกัน” ติงจี๋ใช้หมัดกลืนิญญาอีกครั้งโดยเล็งไปที่ศีรษะของเด็กหนุ่ม
“หวงหลงงงงงง ” เสียงของซิ่วอิงะโขึ้นเมื่อเห็นว่าหวงหลงกำลังจะถูกมารตรงหน้าสังหาร
“ปังงงงง” เสียงปะทะกันดังขึ้นแต่ไม่ได้เกิดจากหมัดของติงจี๋ปะทะเข้ากับศีรษะของหวงหลงแต่…กลับมีฝ่ามือปริศนาเข้ามารับกับหมัดของติงจี๋แทน
“เ้าเป็ใคร” ติงจี๋หันไปถามบุรุษวัยกลางคนที่สามารถรับพลังหมัดกลืนิญญาของมันได้อย่างสบายๆ
“เ้าไม่จำเป็ต้องรู้...เ้ารู้เพียงอย่างเดียวคือโทษตาย ที่คิดจะสังหาร บุตรชายของข้า” บุรุษวัยกลางคนท่าทีสง่างามปล่อยจิตสังหารออกมากดันฝ่ายตรงข้าม ชื่อของเขาคือ “หวงตี๋ ” ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขหมู่บ้านหวงคนปัจจุบันอีกทั้งยังเป็บิดาผู้บังเกิดเกล้าของหวงหลงอีกด้วย
“รับมือ” กล่าวจบประมุขหวงได้ะเิพลังปราณของตนออกมาพร้อมพุ่งเข้าไปโจมตีมารติงจี๋อย่างรวดเร็ว
“ราชันยุทธ์ ขั้น8” หวงตี๋เกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีเพราะระดับพลังของประมุขหวงมีมากว่ามันหลายขั้นนัก แม้ในการปะทะกับหวงหลงมันได้สะกดพลังของมันเอาไว้ที่ระดับเริ่มต้นขั้นห้า เพราะไม่อยากทำให้ผู้ฝึกยุทธ์รับรู้ถึงพลังของมันได้
แต่หลังจากปะทะกับหวงหลงซึ่งมันเป็ฝ่ายเสียเปรียบอีกทั้งมันไม่อาจััได้ถึงพลังปราณใดๆ ทำให้มันเผลอปลดปล่อยพลังออกมาจากความโกรธแค้นที่เด็กหนุ่มตรงหน้าของมันที่ทำให้าเ็ได้ถึงเพียงนี้ พลังของมันจึงเพิ่มมาถึงเกือบสองระดับกลายเป็ระดับเชี่ยวยุทธ์ขั้นหนึ่ง มันจึงสามารถจัดการกับหวงหลงได้อย่างง่ายได้ แต่กลับเป็การเปิดเผยตัวตนของมันอีกด้วย
....
ฝ่ายมือของหวงตี๋ที่พุ่งเข้าไปปะทะกับติงจี๋ด้วยความเร็วแม้ไม่ได้ใช้พลังอะไรมากมายแต่ก็ทำให้ติงจี๋กระเด็นปะทะกับต้นไม้อย่างรุนแรงโดยมิอาจป้องกันได้...ติงจี๋ที่โดนพลังฝ่ามือของหวงตี๋ไปค่อยๆลุกขึ้นยืนพร้อมกับร่างกายที่โชกไปด้วยเืของมัน
“ทำไมกัน...หมู่บ้านเล็กๆแบบนี้ถึงมียอดฝีมือได้” ติงจี๋พึมพำราวกับคนเสียสติ ย้อนกลับไปในตอนที่ติงจี๋ได้รับภารกิจจากผู้าุโเผ่ามารที่เหลือรอดในเหตุการณ์ห้าร้อยปีก่อนให้ตามหาผนึกวิเศษไป๋อิงและทำลายมันเพื่อปลดผนึกเผ่ามารโดยคำสั่งตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยรุ่นแรกที่ออกตามหาไม่ได้แก่ตายแต่อย่างใดแต่พวกมันต่างถูกสังหารโดยสำนักทั้งห้า
เพราะพวกมันพยายามแฝงตัวเข้าไปยังสำนักทั้งห้าตามความคิดที่ว่าผนึกวิเศษต้องเก็บอยู่ภายในสำนักใดสำนักหนึ่ง แต่สุดท้ายพวกมันได้พบบันทึกในสำนักัฟ้าว่าผนึกวิเศษไป๋อิงไม่ได้ถูกเก็บไว้ในสำนักใดสำนักหนึ่งเลย เนื่องจากหลังปิดผนึกเสร็จบุรุษปริศนาก็ได้นำผนึกวิเศษกลับไปด้วยและอีกห้าร้อยปีผนึกจะเสื่อม
เมื่อพวกมันทราข้อมูลดังนั้นจึงพากันหนีออกจากสำนักแต่ก็ถูกพบเข้าเสียก่อนและได้ถูกสังหารไป แต่โชคดีที่มีหนึ่งในพวกมันไหวตัวทันและได้ส่งข้อมูลกลับมายังผู้าุโมารก่อนหลังจากนั้นรุ่นที่หนึ่งก็พากันตามหาบุรุษปริศนาแต่ก็ไม่พบตัว และถูกสังหารในระหว่างค้นหาเกือบหมดสิ้นทำให้พวกคนที่รอดต่างพากันมาฝึกให้รุ่นต่อไปเพื่อเตรียมศึกในาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จนเวลาผ่านมาห้าร้อยปี
รุ่นที่สองก็คือรุ่นของติงจี๋จึงได้ต้องรับภารกิจในการตามหาอีกครั้งเนื่องจากผนึกที่ต้องสลายกับเสื่อมลงเพียงเท่านั้นโดยผู้าุโในเผ่าได้มอบหิน “มารดำ” ซึ่งเป็หินวิเศษที่ไวต่อพลังอันบริสุทธิ์ของผนึกวิเศษไป๋อิง……มันจึงออกตามหามานานหลายปีจนเมื่อเมื่อหลายวันก่อนวันมันได้ติดในเขาวงกตก่อนจะออกมาพบกับหมู่บ้านหวง
มันใช้เวลาหลายวันในการหลบซ่อนตัวเพราะไม่อยากเปิดเผยตัวจนมันได้พบเจอกับซิ่วอิง...หินมารดำในตัวของมันได้เกิดการตอบสนองขึ้นมันจึงแน่ใจว่าเด็กสาวอาจจะมีผนึกวิเศษในร่างกายและหาโอกาสที่เด็กสาวอยู่ตามลำพังเพื่อสังหาร จนโอกาสนั้นมาถึงในวันที่มันเห็นซิ่วอิงกับหวงหลงอยู่ตามลำพังกันสองคน
มันจึงถือโอกาสปรากฏตัวเพื่อกำจัดซิ่วอิงแต่มันก็ถูกขัดขวางโดยหวงหลง…ในตอนแรกมันคิดจะกำจัดซิ่วอิงและนำตัวหวงหลงกับไปยังเผ่ามารเนื่องจากเด็กหนุ่มมีพละกำลังที่เกินกว่ามนุษย์ทั่วไปถ้านำไปชุบเลี้ยงโดยใช้วิชามารสะกดใจภายภาคหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้ามันย่อมเป็กำลังสำคัญให้กับเผ่ามารได้อย่างแน่นอนแต่กับเป็ว่ามันไม่อาจต่อกรกับเด็กหนุ่มได้มันจึงต้องเปลี่ยนแผนและเปิดเผยร่างที่แท้จริงออกมา
หลังจากเปิดเผยร่างที่แท้จริงมันจึงตั้งใจที่จะสังหารเด็กหนุ่มไปพร้อมกับซิ่วอิง และรีบหลบหนีไปแต่ใครมันจะไปคิดว่าหมู่บ้านลึกลับแห่งนี้จะมียอดฝีมืออย่างหวงตี๋อยู่ด้วย แม้ด้วยระดับฝีมือของมันถือได้ว่าสามารถต่อกรกับศิษย์ชั้นในกับพวกฝ่ายธรรมะได้อย่างสูสี แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าหวงตี๋มันไม่ต่างจากกระต่ายตัวน้อยๆตัวหนึ่ง
...
“ในเมื่อข้าไม่อาจต่อกรกับเ้าได้...เช่นนั้นพวกเ้าก็จงตายไปพร้อมกับข้า” ติงจี๋หัวเราะออกมาก่อนจะเอามือแทงเข้าไปกลางหน้าอกก่อนจะดึงเอาหัวใจของมันออกมาร
“แย่แล้ว...มันจะใช้ “มาระเิใจ” ” หวงตี๋แสดงสีหน้าตื่นตระหนกเพราะวิชาที่ติงจี๋จะใช้เป็วิชาที่เผ่ามารขั้นสูงที่ปรากฏในาเมื่อห้าร้อยปีก่อน ซึ่งวิชาดังกล่าวผู้ใช้วิชาจะต้องสังเวยตนเองโดยการเคลื่อนย้ายจุกกักเก็บพลังปราณที่บริเวณหน้าท้องเข้าสู่หัวใจ…โดยวิชาดังกล่าวจะมีระดับการทำลายล้างขึ้นอยู่กับพลังพื้นฐานของผู้ใช้เอง
แม้ “มาระเิใจ” ของติงจี๋ที่ใช้ออกมาจะไม่มีผลกับหวงตี๋มากนักแต่ไม่ใช่กับหวงหลงและซิ่วอิงผู้ไม่มีพลังยุทธ์...เมื่อเห็นดังนั้นหวงตี๋จึงได้เคลื่อนตนไปดึงหวงหลงที่อยู่ใกล้ตนมากที่สุดไปและพุ่งตรงไปทางอยู่ขวางหน้าซิ่วอิง
“พวกเ้า...ตายไปซะเถอะ “วิชามาระเิใจ” ” ติงจี๋ได้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายปลดปล่อยวิชาของมันออกมา
“เคล็ดวิชาเกล็ดัเทวะคุ้มกาย” หวงตี๋ดึงพลังปราณของตนออกมากลายเป็เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วร่างกายเข้าปะทะกับแรงะเิโดยตรง
“ตู้มมมมม” เสียงะเิดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวทำให้ชาวบ้านต่างพากันมายังจุดเกิดเหตุ…เมื่อพวกเขามาถึงกลับพบเพียงหลุมขนาดใหญ่ที่ไม่ปรากฏสิ่งมีชีวิตใด
...
“หวงหลง...เ้าฟื้นซิ เป็เพราะข้าไม่ดีเองทำให้เ้าเป็แบบนี้” ซิ่วอิงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างเตียงแม้หมอจะตรวจดูอาการของหวงหลงแล้วบอกว่าไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงก็ตาม
ย้อนกลับไปหลังจากหวงตี๋สามารถป้องกันะเิจากวิชาะเิมาระเิใจได้แล้วจึงได้พาทั้งหมดหลบหนีผู้คนมายังตระกูลหวงเพื่อทำการรักษา ในตอนแรกที่ฮูหยินหวงเห็นสภาพหวงหลง ก็เกือบจะเป็ลมเพราะั้แ่หวงหลงเกิดมานางยังไม่เคยเห็นบุตรชายาเ็ถึงเพียงนี้
...
ณ ห้องทำงานของประมุขหวง
“ท่านประมุข ข้าได้ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วนี่คือรายงานขอรับ” ผู้าุโลำดับหนึ่งได้ยื่นรายงานให้แก่หวงตี๋
“ผู้าุโลำดับที่หนึ่ง...จากรายงานท่านบอกว่ามารที่บุกรุกได้ใช้วิชามารสื่อใจซึ่งเป็วิชาที่ใช้ส่งต่อข่าวสารของเผ่ามารก่อนที่มันจะระบิดตัวเองเช่นนั้นรึ” หวงตี๋หันไปถามผู้าุโลำดับที่หนึ่ง
“ไม่เชิงขอรับ...คนของเราตรวจพบร่องรอยวิชามารสื่อใจในบริเวณใกล้กับจุดเกิดเหตุจากความคิดของข้ามันอาจจะใช้ก่อนที่จะเข้าปะทะกับคุณชายหวง”
“ท่านประมุข...ข้าเกรงว่าเผ่ามารน่าจะได้รับข่าวสารของร่างจุติของผนึกไป๋อิง อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งหมู่บ้านของเราแล้วขอรับ” าุโกล่าวออกไป
“ถ้าข้ารับรู้ถึงตัวตนของมันได้ก่อน...เื่เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น” หวงตี๋บีบแก้วน้ำชาแหลกคามือ
“ท่านประมุข...ท่านอย่ากล่าวโทษตนเองเลยเป็เพราะเผ่ามารมีวิชาปกปิดพลังของตนได้อย่างดี ย่อมยากแก่การรับรู้ แต่เพียงชั่วครู่ที่มันปลดปล่อยพลังออกมากับเป็ท่านที่รับรู้ถึงพลังมารได้ก่อนใคร ทำให้พวกเรายืดเวลาไปได้สักพัก” ผู้าุโลำดับที่หนึ่งกล่าวปลอบประโลมและออกจากห้องไปหลังกล่าวรายงานเสร็จ
“เฮ้ออ...ถ้าในอดีตไม่ใช่เพราะตระกูลหวงของเราต้องลี้ภัยมายังแผ่นดินนี้ และได้ได้รับการร้องขอจากคนผู้หนึ่งเื่ผนึกวิเศษไป๋อิงข้าก็คงไม่ซ่อนกายภายในูเาเมฆหมอกแห่งนี้ เนิ่นนานหลายปี
แต่คิดไม่ถึงว่าเพียงไม่นานสิ่งที่ข้าพยายามทำมาเกือบจะสูญเปล่า…ท่านบรรพบุรุษต่อไปข้าจะต้องทำเช่นไรดี” หวงตี๋ถอนหายใจออกมาและเหม่อมองท้องฟ้าในยามค่ำคืนภายนอกหน้าต่างด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย….