ธเนศอยู่ค้างบนเกาะเอริคกับสุดาทิพย์ไม่นานก็รีบแจ้นกลับกรุงเทพฯด้วยความคิดถึงม่ายสาวแสนสวยผู้ร่ำรวยอย่างคุณนายนฤมล
สำหรับผู้ชายอะไรที่ได้มาง่าย มันมักจะไร้ค่า ส่วนอะไรที่กว่าจะได้มาต้องเหนื่อยยากแสนเข็ญ มันช่างเร้าใจชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
เหมือนกับความแตกต่างระหว่างสุดาทิพย์กับคุณนายนฤมลสุดาทิพย์มีดีก็แค่ความสาวความสดอย่างดีก็แค่เอาไว้ใช้ปลดเปลื้องอารมณ์ผู้ชายอย่างเขาเท่านั้นจะเป็นอะไรที่มากกว่านั้นคงไม่ได้ แล้วต่อไป เมื่อถึงเวลาที่เขาเบื่อความสาวความสดก็ใช้รั้งตัวเขาเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป
คนระดับเขามันต้องคุณนายนฤมลเท่านั้นจึงจะคู่ควร และเหมาะสม
เขาเฝ้ารอและครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะได้เจ้าหล่อนมาครอบครองจนเมื่อความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวธเนศจึงรีบบึ่งรถไปหาคุณนายคนสวยยังบ้านของหล่อนทันที
ธเนศได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนรับใช้ในบ้านของคุณนายนฤมลเนื่องจากทุกคนรู้ดีว่า ‘แขกประจำ’ คนนี้สำคัญแค่ไหน
ธเนศเดินเข้าไปหาคุณนายคนสวยที่นั่งทอดอาลัยอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ในห้องรับแขกหนุ่มใหญ่ขัดใจนิดหน่อยก็ตรงที่ผู้หญิงตรงหน้าช่วงนี้ไม่เสริมสวยให้ตัวเองเอาซะเลยปล่อยตัวให้กาลเวลาและความเศร้าโศกเสียใจรุกรานจนใบหน้าเริ่มหมอง ไม่สดใสเหมือนเก่า มองแล้วไม่สบอารมณ์ และไม่สบายตา
“สวัสดีค่ะ”
“ครับ สวัสดีครับ” ธเนศรีบปั้นยิ้มยกมือรับไหว้นฤมล
“เชิญนั่งค่ะ” นฤมลผายมือเชื้อเชิญแล้วหันไปสั่งคนรับใช้ที่นั่งพับเพียบใกล้ ๆ ว่า
“น้อย ไปหาเครื่องดื่มมาทีไป๊”
“ค่ะ”
พอร่างของสาวใช้ลับหายไป ธเนศก็ฉีกยิ้มแล้วเริ่มบทสนทนาก่อนเลยว่า
“ผมจะมาบอกความคืบหน้าเรื่องการตามหาหนูน้ำใสนะครับ”
“เหรอคะ ได้ความว่าอย่างไรบ้างคะ โธ่ น้ำใสลูกแม่” คุณนายคนสวยน้ำตาร่วงเผาะอีกครั้งเมื่อมีคนพูดถึงน้ำใส สาวใหญ่ดีใจยิ้มทั้งน้ำตา ใจเต้น รอฟังสิ่งที่คุณธเนศจะพูด
“คือ ผมพอจะรู้เลา ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ คุณนายจำวันที่คุณนายได้รับแฟกซ์จากคนลึกลับนั้นได้มั๊ยครับ”
“จำได้ค่ะ จำได้” นฤมลละล่ำละลักตอบ
“คือผมได้ข้อมูลถึงที่มาของแฟกซ์นั้นแล้วนะครับ ว่ามันถูกแฟกซ์มาจากที่ไหน”
“แล้วได้ความว่าอย่างไรบ้างคะ” นฤมลปาดน้ำตาทิ้งความปลื้มปีติที่พอจะมีเค้าลางว่าอาจจะมีโอกาสเจอลูกสาวทำให้ความทุกข์ใจลดน้อยลง
“ก็เรื่องนี้แหละครับที่ผมกลุ้มใจ คือผม” ธเนศทำท่าอึกอัก แสร้งทำหน้าไม่สบายใจ
“มีเรื่องอะไรหรือคะ มีอะไรที่ดิฉันพอจะช่วยได้ บอกได้เลยนะคะหรือว่าคุณธเนศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตามเรื่องน้ำใสดิฉันยินดีรับผิดชอบทุกบาททุกสตางค์ บอกมาได้เลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“โอ อย่าเข้าใจผิดครับ ไม่ใช่เรื่องนั้น เรื่องเงินนะเล็กน้อยมากสำหรับผม ต่อให้ต้องใช้จ่ายมากกว่านี้ ถ้าทำเพื่อคุณ ผมเต็มใจครับ”
“ถ้างั้น มีอะไรลำบากใจหรือเปล่าคะ”
“ก็ นิดหน่อยครับ”
“บอกดิฉันได้มั๊ยคะ”
“ครับ แต่ผมเกรงว่า คุณจะ คิดมาก”
“ไม่เป็นไรค่ะ บอกมาเถอะ ดิฉันรับฟังได้”
“คือ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนะครับ ตำแหน่งท่านใหญ่โตและตัวท่านก็มีอิทธิพล คือหมายความว่ามีบารมีมากนะครับ ท่านกับผมสนิทกัน เราสนิทกันเหมือนเป็นพี่น้องแท้ ๆ กันก็ไม่ปานพอผมไปเล่าเรื่องราวของคุณกับหนูน้ำใสให้ท่านฟัง แล้วขอร้องท่านเรื่องขอข้อมูลเรื่องแฟกซ์ ท่านก็จัดการให้ผมทันทีเลยครับ” ธเนศหยุดพูด กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนพูดต่อไปว่า
“ท่านก็ถามผมเรื่องคุณด้วยครับ ว่าผมกับคุณเอ่อ สนิทกันมากน้อยแค่ไหน ผมเองก็ปากกับใจตรงกัน ผมบอกท่านไปว่าผมรู้สึกพิเศษกับคุณ” ธเนศหยุดพูดอีกครั้ง คราวนี้เขายกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วลอบมองคนตรงหน้าเมื่อเห็นสีหน้าคุณนายคนสวยดูอิลักอิเหลื่อ เขาจึงรีบพูดแก้ตัวไปในทันทีว่า
“อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดนะครับ ที่ผมบอกท่านไปแบบนั้น คือผมพูดจากใจจริงนะครับ”
“ค่ะ ดิฉันเข้าใจ” นฤมลยอมรับว่าที่เขาพูดเป็นความจริง แต่หล่อนนึกไม่ถึงว่าเขาจะพูดเรื่องแบบนี้กับคนอื่น
“แล้วทีนี้” ธเนศเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อว่า
“ท่านก็ว่า ท่านยินดีจะช่วยเรื่องหนูน้ำใสเต็มที่ ขอเพียงให้ผมสมหวังและมีความสุข”
“คุณธเนศคะ ดิฉันไม่ ไม่เข้าใจค่ะ” นฤมลแสร้งไม่เข้าใจความนัยที่คุณธเนศพูด
“คือความจริงผมก็ไม่ได้ไปขอร้องอะไรท่านเรื่องคุณนะครับ แต่ท่านเสนอขึ้นมา ผมเองก็จนใจ”
นฤมลคิดตามที่เขาพูด หล่อนพอจะเข้าใจอะไรบางอย่างบ้างแล้ว นี่หมายความว่าถ้าหากหล่อนยอมตกลงปลงใจกับเขา เขาก็จะบอกผู้ใหญ่ท่านนั้นให้ช่วยสืบหาน้ำใสให้
“ดิฉันพอจะเข้าใจแล้วค่ะ แต่ดิฉันขอเวลาคิดบ้างได้มั๊ยค่ะ เรื่องแบบนี้มันสำคัญมากแล้วตอนนี้แค่เรื่องน้ำใสเรื่องเดียว ดิฉันก็แทบแย่แล้ว” นฤมลหาทางบ่ายเบี่ยง
“ผมขอโทษถ้าทำให้คุณลำบากใจ ผมเองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรคุณนะครับ แค่เล่าให้ฟัง คุณไม่จำเป็นต้องทำตามที่ท่านเสนอมาก็ได้ครับ ความจริง ลำพังตัวผม ถ้าจะให้ช่วยตามหาน้ำใส ยังไงผมก็ต้องพยายามตามหาให้เจอให้ได้ ถึงแม้จะต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ถ้าเป็นท่าน ผมรับรองได้เลย เรื่องแค่นี้มันปอกกล้วยเข้าปาก เผลอๆ น้ำใสอาจจะได้กลับบ้านมาวันนี้พรุ่งนี้ ก็อย่างที่เล่าให้ฟังท่านรักผมเหมือนน้องชายแท้ ๆ ถ้าหากผมสมหวังมีความสุขท่านก็จะช่วยเต็มที่เรื่องหนูน้ำใส” ธเนศหยุดพูด หยั่งเชิงดูท่าทีของคุณนายคนสวย เมื่อเห็นหล่อนนิ่งเงียบ เขาจึงรู้ทันทีว่าตัวเองเป็นต่อ จึงรีบพูดขึ้นว่า “ผมต้องขอโทษอีกครับนะครับ ถ้าทำให้คุณลำบากใจ”
“ดิฉันเข้าใจค่ะ” นฤมลพูดเสียงเรียบ หล่อนคิดตามคำพูดของเขาตลอดเขามีทางเลือกให้หล่อนสองทาง ทางเลือกที่มีน้ำใสเป็นเดิมพัน
“ดิฉันขอคิดดูก่อนนะคะ”
“ครับ แล้วผมจะรอคำตอบนะครับหวังว่าคุณคงจะเข้าใจและเห็นในความหวังดีที่ผมมีให้นะครับ”
“ค่ะ”
“เอ่อ” ธเนศยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แล้วทำหน้าเครียดก่อนบอกนฤมลไปว่า
“บังเอิญผมมีประชุมสำคัญในอีกสองชั่วโมงข้างหน้าขอถือโอกาสลากลับเลยแล้วกัน สวัสดีครับ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ”
ธเนศเดินออกไปด้วยใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องใจ โดยที่คุณนายนฤมลไม่ทันได้เห็น
ลับร่างหนุ่มใหญ่นฤมลเอนหลังพิงโซฟา หล่อนเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจนี่หล่อนจะต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้เขาช่วยลูกสาวตัวเองหรือเนี่ย คิดแล้วมันน่าทุเรศสิ้นดี
หล่อนชักไม่แน่ใจแล้วว่าคุณธเนศจะเป็นคนดีและจริงใจอย่างที่หล่อนเคยคิด แต่ถ้ามันหมดหนทางจริง ๆ หล่อนคงต้องยอม
อีกอย่าง ภคกรก็เงียบหายไป จะหวังอะไรกับชายหนุ่ม ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่เชื่อใจภคกรแต่หล่อนไม่มั่นใจมากกว่าว่าภคกรจะสามารถตามหาน้ำใสเจอ ขนาดคิดกันถึงขั้นจ้างนักสืบออกตามหา เรื่องยังเงียบ
“เฮ้อ” นฤมลกลัดกลุ้มปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นนวดคลึงเบา ๆ ไปที่ขมับทั้งสองข้าง เมื่อทุกอย่างตึงเครียด และทนไม่ไหว หล่อนจึงก้มหน้าลง ใช้สองมือปิดหน้าสะอื้นไห้
+++++++++++++++++++
น้ำใสนอนเป็นไข้มาสองวันเต็มๆ เอริคเวียนเข้าออกคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
จนเช้าวันที่สามอาการหญิงสาวดีขึ้นเอริคนั่งอยู่ข้างเตียงที่หล่อนนอน น้ำใสรู้สึกตัวลืมตา คนแรกที่หญิงสาวเห็นคือเอริค
ใบหน้าคมเข้มเคร่งเครียดที่หญิงสาวเคยเจอหายไปวันนี้มีแต่ชายหนุ่มที่อ่อนโยนทั้งใบหน้าและแววตา
“น้ำใส เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นมั๊ย” เสียงอ่อนโยนที่หญิงสาวได้รับจากชายหนุ่ม ทำให้หัวใจหล่อนพองโต
“ค่ะ ดีขึ้น ขอบคุณ” น้ำใสพยายามตอบแต่เจ็บจี๊ดภายในลำคอ
“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย คุณกำลังไม่สบาย”
เอริคโน้มตัวลง ใช้หลังมือแตะไปที่หน้าผากหญิงสาว พยักหน้าพอใจและอมยิ้ม
“ดีขึ้น” เอริคพูด น้ำใสเผอิญประสานสายตาสบสายตาเป็นห่วงคู่นั้นแล้วประหม่า หน้าหล่อนร้อนวูบวาบหญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองเขินอาย เอียงหน้าหลบ
เอริคหยุดชะงักประกายดื้อดึงในดวงตาคู่สวยดึงดูดชายหนุ่มราวต้องมนตร์สะกดเมื่อเห็นน้ำใสหน้าแดงระเรื่อขึ้น เขาจึงพูดแก้เก้อไปว่า
“เดี๋ยวคุณทานข้าวต้มหน่อยนะ ลุกไหวมั๊ย”
“ค่ะ”
น้ำใสพยายามใช้สองแขนยันกายเพื่อลุกนั่งเอริครีบประคองโดยแตะไปที่ต้นแขนหญิงสาวเบา ๆ แล้วใช้หมอนหนุนข้างฝาเพื่อให้หล่อนใช้พิง
น้ำใสยังมึนๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มเฝ้าดูแลเอาใจใส่ไม่ห่างก็เลยพยายามอย่างเต็มที่จนสำเร็จ
เอริคเดินไปที่โต๊ะกลางห้องยกถาดอาหารเข้ามาวางบนเตียง ยกชามข้าวต้มยื่นให้หญิงสาว กลิ่นที่โชยกรุ่น และไอร้อนพวยพุ่งยั่วยวนจนท้องน้ำใสส่งเสียงครางเบา ๆ
น้ำใสจะรับชามข้าวต้มมาถือไว้เอง เอริคส่ายหน้าแต่ยื่นช้อนให้แทน
น้ำใสเข้าใจว่าชายหนุ่มต้องการจะถือชามให้ หญิงสาวจึงรับช้อนจากเขา พอกำลังจะตักอาหาร ช้อนกลับร่วงหล่นลงมาที่ชามข้าว หญิงสาวไม่มีเรี่ยวแรงเลย
เอริคเห็นดังนั้นจึงหยิบช้อนมาแล้วตักข้าวยื่นไปตรงหน้าหญิงสาวเพื่อป้อน
น้ำใสชะงักขัดเขินเมื่อเห็นเขาทำท่าจะป้อนตนเช่นนั้น หญิงสาวใจเต้นตูมตาม ปากเม้นสนิทก้มหน้าลงเพราะไม่กล้าที่จะสบตา
เอริคนึกขำ นาน ๆ คนเก่งจะหมดฤทธิ์สักที น่าจะแกล้งซะให้เข็ด แต่เอาไว้คราวหลังดีกว่า
“ไม่ต้องเขินผมหรอก แล้วก็อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก ทานอาหารนี่ก่อนเสียแต่ร้อนๆ เถอะ ไว้คุณแข็งแรงดีแล้ว จะได้มาเถียงกับผมอีกไง” เอริคพูดเหน็บจนน้ำใสลืมตัวค้อนขวับเข้าให้
‘คนบ้า’ น้ำใสนึกในใจ แต่เมื่ออับจนหนทางหญิงสาวจึงยอมอ้าปากปล่อยให้เอริคป้อนข้าว
เอริคป้อนข้าวไปยิ้มกริ่มไปน้ำใสก็เคี้ยวตุ้ยๆ ไปส่งสายตาค้อนไปอีกหลายตลบจนข้าวเกลี้ยงชาม
++++++++++++++++++++++
หลายวันที่ผ่านมาเอริคกับน้ำใสสนิทสนมกันมากขึ้นเนื่องจากเอริคเฝ้าดูแลพยาบาลหญิงสาวตลอดเวลาที่น้ำใสป่วย
จนกระทั่งน้ำใสแข็งแรงขึ้นมากเช้าวันนี้ชายหนุ่มอยู่ดูแลหญิงสาวเช่นเคย
น้ำใสตักอาหารเข้าปาก เอริคมองตาม
“วันนี้ดิฉันรู้สึกแข็งแรงขึ้นมากเลย ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่เป็นไร ยังไงผมก็ต้องดูแลคุณอยู่แล้วเพราะคุณเป็นเหมือนแขกของผม”
“แขกที่ไม่ได้รับเชิญ เรียกว่าคนอาศัยจะดีกว่ามั๊งคะ” น้ำใสประชด
“คุณนี่จริง ๆ เล้ย” เอริคส่ายหัว
น้ำใสมองหน้าเขาแล้วยิ้มน้อยๆ ก้มลงตักอาหารเข้าปากต่อ จนอาหารจวนเจียนจะหมดชามพวกเสื้อขาวก็มาตะโกนเรียกเอริคที่หน้าที่พักหล่อน
“คุณเอริค คุณเอริค” เสียงราบเรียบโทนเสียงเสมอกันไม่มีสูงต่ำ พวกเสื้อขาวนี่ไม่เหมือนคนเลยน้ำใสคิดมองตามเอริคที่เดินออกไปโดยหญิงสาวไม่ได้เดินตามออกไปดูเพราะคิดว่าคงไม่เหมาะได้แต่เงี่ยหูฟังจนได้ยินเสียงพวกเสื้อขาวพูดต่อหลังจากที่เอริคเดินพ้นประตูออกไป
“ดอกเตอร์ให้ไปพบด่วน”
“ฮื่อ”
น้ำใสได้ยินเสียงเอริครับคำ ลอบมองตรงหน้าต่าง น้ำใสเห็นเอริคเดินลิ่ว ๆ นำหน้าไป
จริงซิมีหลายเรื่องที่เราลืมไปเลย มัวแต่นอนไม่สบายซะหลายวัน คิดถึงช่วงที่นอนไม่สบายน้ำใสอมยิ้มกับตัวเอง ไม่รู้ทำไม หญิงสาวนึกดีใจที่เอริคเป็นห่วงคอยดูแล
แต่พอนึกย้อนกลับไปถึงข้อมือปริศนาน่าเกลียดน่ากลัวน่าขยะแขยงที่ลอยมาติดตัวหล่อนคราวนั้นน้ำใสกลับขนลุกชูชันขึ้นมาทันที
เกาะนี้เป็นเกาะสวรรค์จริงหรือหรือเป็นเกาะปีศาจกันแน่ แล้วเอริค ความจริงคุณเป็นคนแบบไหน เป็นคนดีหรือไม่ดี ภาพที่ฉันเห็นสองสามวันที่ผ่านมา คุณเสแสร้งหรือเปล่า
เราจะทำยังไงเราจะเชื่อเอริคโดยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยเลยตามเลย รอจนกว่าจะได้กลับบ้าน หรือลองสืบหาความจริงดู
น้ำใสสับสนตัดสินใจไม่ถูก ยิ่งรู้เรื่องราวต่าง ๆบนเกาะนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนเข้าใกล้กองไฟมากขึ้นเท่านั้น จะถอยหรือจะชน
หลายอย่างที่นี่ดูน่ากลัวปล่อยไว้แบบนี้มันจะดีหรือ จะปล่อยให้ความสงสัยกัดกินใจอยู่แบบนี้น่ะเหรอ น้ำใสเพียรถามตัวเอง
หล่อนคงทำไม่ได้น้ำใสตอบตัวเองในใจ
++++++++++++++++++++++++