ต้องสูญเสียเท่านั้นถึงจะรู้ว่าสำคัญ ต้องสูญเสียเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามีค่า หมื่นปีในแดนนิรันดร์ สิ่งที่ถังซิ่วเป็กังวลเพียงอย่างเดียวคือแม่ของเขา แม่ที่อยู่บนโลกเรียกได้ว่าเป็มารในใจเพียงอย่างเดียวและเป็อีกครั้งหนึ่งที่ทำให้หัวใจของเขากระตุกอย่างรุนแรง เขาให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่าจะต้องปกป้องแม่เอาไว้ให้ดี
ถังซิ่วตำหนิตัวเองที่ทำให้แม่ของเขาต้องหวาดกลัวแบบนี้ เมื่อได้ยินคำเยาะเย้ยของสองแม่ลูกซางเหม่ยหยุนและซูเชียงเฟย์แล้วก็ทำให้ความโกรธก็ประทุขึ้นภายในใจจึงได้ะโออกไปโดยไม่ลังเล
หลังจากที่เศษเสี้ยวิญญาของถังซิ่วกลับมาจากแดนแห่งนิรันดร์แล้ว ภายนอกของเขาอาจเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยก็จริงแต่ทว่ามันกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงแค่ิญญาทั้งหมดของเขากลับมารวมกันเป็หนึ่งเท่านั้น
อย่างแรกเลยคือ การรับรู้ของเขานั้นเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า การตอบสนองของสมองของเขาเองก็เร็วขึ้นเป็ร้อยเท่า ไม่มีคำพูดใดในบ้านหลังนี้ที่จะหลบหูและสายตาของเขาได้ หลังจากนั้น ข้อมูลทุกอย่างก็ถูกประมวลผลในสมองของเขา
จริงๆแล้วหลังจากที่ิญญาหลุดไปเขาสิงร่างนายน้อยเ้าสำราญคนหนึ่งที่เป็หลานชายของผู้นำนิกายนกพิราบศักดิ์สิทธิ์ เขานั้นคุ้นเคยกับการออกคำสั่งและลักษณะนิสัยของเขาที่ได้ผ่านไปปีแล้วปีเล่า มันเป็สิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารถจินตนาการได้เลย, หลังจากที่ิญญากลับมาที่โลกแล้วก็ทำให้เขายังมีลักษณะนิสัยที่ติดมาจากดินแดนแห่งนิรันดร์
หลังจากที่เขาเผยให้เห็นถึงนิสัยที่ดุร้ายของเขาแล้วก็เหมือนว่าอุณหภูมิภายในห้องนั้นถึงจุดเยือกแข็งและส่งผลให้ผู้คนในบ้านต่างเงียบกริบ สองแม่ลูกซางเหม่ยหยุนและซูเชียงเฟย์รู้สึกเหมือนกำลังโดนบีบคอและไม่สามารถปริปากพูดอะไรได้
“ถังซิ่ว ใครให้สิทธิแกะโโหวกเหวกใส่เรากัน ? ในสมองแกรู้จักคำว่าเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ไหม? ลักขโมยเงินแล้วยังไม่ยอมรับความจริงอีกงั้นรึ!”
ซูชางเหวินลุกขึ้นะโด่าทันที
ซูชางเหวินรู้สึกเหมือนว่าหลานคนนี้มันมีอะไรเปลี่ยนไป ความรู้สึกนี้ทำให้เขาไม่สบายใจเป็อย่างมากพร้อมทั้งยังให้ความรู้สึกอันตรายแต่เมื่อเห็นภรรยาและลูกของตัวเองถูกถังซิ่วข่มด้วยคำพูดจึงต้องลุกขึ้นมาตอบโต้
“ซูชางเหวิน , แกมีสิทธิอะไรที่จะพูดเื่ไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่กับฉันงั้นหรอ ? มีทรัพย์สินมูลค่าเป็สิบล้านแต่กลับทิ้งตาและยายของฉัน ทิ้งพวกเขาไว้ในพื้นที่ชนบทยังไม่พอ ค่าเลี้ยงดูที่ควรจะให้ก็ไม่มี นี่หรือที่เรียกว่าเคารพผู้หลักผู้ใหญ่?”
“ทั้งๆที่เป็วันรวมครอบครัวแต่ทว่าซูหยานหนิงและซูเชียงเฟย์ยังะโด่าผู้หลักผู้ใหญ่ ครอบครัวของพวกแกมันเย่อหยิ่งและทำตัวเป็เ้านาย นี่หรือสิ่งที่เรียกว่าที่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่หนะ? ”
“ในงานเลี้ยงรวมญาติ ,ตายายและลุงนั้นไม่ได้อยากได้เงินแม้แต่น้อย,ข้ออ้างของแกมันมีมากมายเหลือเกิน พวกเราญาติพี่น้องล้วนติดต่อกันและกัน นี้เรียกว่าเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เรอะ ? ”
ถังซิ่วไม่สนใจท่าทางโอหังของตัวเองและพูดฉีกหน้าซูชางเหวินและเยาะเย้ยเขาทันที
ซูชางเหวินนั้นก็คุ้นเคยกับการออกคำสั่งมานับยี่สิบปีเขาคิดว่าแค่เขาดุด่าถังซิ่วแรงๆแล้วมันคงจะ ไม่กล้าปริปากอีก
แต่กลับกันเลย เขาไม่คิดเลยว่าหลังจากที่เขาดุด่าอย่างรุนแรงแล้ว ถังซิ่วไม่ใช่แค่ไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปแม้แต่น้อยแต่กลับเข้าปะทะคารมกับเขา ท่าทางการกดดันของอีกฝ่ายไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวเองเลย
เมื่อถูกถังซิ่วฉีกหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้วทำให้หน้าเขาแดงเหมือนก้นลิงโดยทันที ความโกรธได้ปะทุออกมาจากภายในใจของเขา
“แกมันไอ้เด็กสารเลว ชีวิตนี้คงไม่มีใครสั่งสอนแกสินะ ในเมื่อแม่แกสอนแกไม่ได้ ก็ดีฉันจะสอนแกเอง”
หลังจากที่โดนถังซิ่วฉีกหน้า เขายกมือตบไปที่ถังซิ่วทันที
เมื่อเห็นซูชางเหวินกล้าที่จะลงมือกับตัวเขาก็ทำให้ถังซิ่วทำเพียงแค่เย้ยหยันออกมา ภายในดินแดนแห่งนิรันดร์ใน่หมื่นปีมานี้ ตราบเท่าที่เขาลงมือกับใคร มันผู้นั้นต้องตาย
ถังซิ่วกำลังจะลงมือ เขาคิดจะแสดงการลงทัณฑ์ด้วยเคล็ดวิชาแห่งนิรันดร์ให้มนุษย์ตัวน้อยได้รู้ซึ้งเสียหน่อย ชั่วขณะนั้นเองที่ใบหน้าของเขาถึงกับต้องซีดเผือดไปโดยทันที
เป็เพราะเขาคุ้นเคยกับร่างกายที่อยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนแห่งนิรันดร์ ทำให้เขาลืมไปว่าตอนนี้ ตัวเองได้มาอยู่ที่โลกแล้ว ในร่างกายของเขาไม่มีการบ่มเพาะใดๆอยู่เลย หากเทียบร่างกายของเขากับคนธรรมดาแล้วก็ถือว่าอ่อนแอกว่าด้วยซ้ำไป
ท่าทีของเขาแข็งค้างเมื่อเห็นใบหน้าของซูชางเหวินที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างพอใจพร้อมกับฝ่ามือที่กำลังจะปะทะเข้ากับใบหน้าของเขา
เมื่อเห็นฝ่ามือที่กำลังจะตบลงบนใบหน้าของเขาก็ทำให้เขารู้สึกโกรธเป็อย่างมาก ไม่มีใครกล้าแตะต้องตัวเขาเองที่อยู่ในดินแดนนิรันดร์มาเป็เวลากว่าหมื่นปี นี่เขาจะต้องถูกตบโดยคนธรรมดาอย่างงั้นหรอ?
“ซูชางเหวิน, แกกล้าเรอะ ?! ”
ใบหน้าของเขาปรากฎแววตาที่ดุร้ายพร้ะโกนออกไป
“ฉัน…….ทำไมฉันจะไม่กล้าล่ะ ฉันเป็ลุงของแก ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์สั่งสอนแกล่ะ ?”
ซูชาง เหวินเกิดอาการหวาดกลัวเมื่อได้เห็นแววตาที่ดุร้ายของถังซิ่ว
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของถังซิ่วแล้วก็ทำให้เขาโกรธยิ่งกว่าเดิม แทนที่เขาจะหยุดมือกลับเพิ่มกำลังฝ่ามือเข้าไป อย่างไรก็ตาม ซูชางเหวินให้โอกาสถังซิ่วหลบฝ่ามือนั้น หลังจากที่เขาเร่งฝ่ามือก็เป็ตอนที่ถังซิ่วหลบไปเสียแล้ว
ถังซิ่วคิดว่าตัวเองหลบฝ่ามือนั้นได้แล้ว แต่ก็เกิดเสียงปะทะขึ้นในหูของเขาจนถึงขั้นทำให้เขาต้องหันกลับไปมองข้างหลัง เขาพบว่าฝ่ามือของซูชางเหวินนั้นได้ตบลงไปใบบนหน้ามารดาของตัวเอง
ถังซิ่วได้ตระหนักว่าเมื่อกี้เขายังหลบอยู่ในอ้อมกอดมารดาแต่นางก็ยังยืนอยู่ด้านหลังเขาก่อนที่เขาจะหลบฝ่ามือไป
ความเสียใจ เ็ปและเดือดดาลได้ปะทุออกมา ภายในหัวใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกในด้านลบ
“มันไม่ถูกต้องจากตำแหน่งของซูชางเหวินนั้นควรจะสามารถยั้งมือได้ทัน ฝ่ามือไม่ควรจะไปถึงใบหน้าของแม่ได้ นี่มันอายที่ตบฉันไม่โดนจนต้องหาโอกาสไปตบแม่แทน! ”
ในสมองของถังซิ่วตอนนี้กำลังนึกถึงเหตุการณ์่ที่ซูชางเหวินกำลังง้างฝ่ามือ หลังจากที่เห็นภาพฝ่ามือที่เร่งความเร็วขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มของซูชางเหวินแล้วความโกรธในใจเขาก็ถูกจุดขึ้น
เขาเกือบจะยอมสละทุกอย่างเพื่อจัดการกับซูชางเหวิน หลังจากที่มองร่างกายของซูชางเหวินที่ไม่ไหวติง , เขาคิดว่าตัวเขานั้นอ่อนแอเกินไป แค่ลมพัดเบาๆตัวเขาก็ปลิวแล้วถึงได้ทำใกห้เขาได้แต่ระงับอารมณ์ของตัวเองไว้
อย่างไรก็ตามถังซิ่วไม่ได้คิดว่าจะยอมกลืนความอัปยศนี้กลับไป ก่อนหน้านี้ที่ซูชางเหวินและครอบครัวก่นด่าเขานั้นทำให้เขาโกรธเคืองเพียงเล็กน้อยแต่ทว่าการที่อีกฝ่ายตบแม่ของเขานั้นเป็มันเป็การล้ำเส้นของเขา
“ ไม่มีสมบัติเวทย์มนตร์ ไม่มีการบ่มเพาะพลัง ซ้ำร่างกายนี้ยังอ่อนแอมาก ฉันจะจัดการปัญหานี้ยังไงดี ?”
ถังซิ่วจ้องไปที่ซูชางเหวินพร้อมกับขบคิดอยู่ภายในใจ
“มีอยู่!”
ชั่วขณะนั้นแววตาของเขาเป็ประกาย
ใน่ที่อยู่ที่ดินแดนแห่งนิรันดร์ ถังซิ่วนั้นได้สะสมแนวทางเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังเอาไว้มากมายเหมือนดั่งมหาสมุทร มันรวมไปถึงศิลปะต้นกำเนิดการจุดะเิ วิชานี้สามารถใช้จัดการกับปัญหานี้ได้
ศิลปะต้นกำเนิดการจุดะเิ นั้นเป็วิชาพื้นฐานจากดินแดนแห่งนิรันดร์ มันใช้แค่โชคและการกำหนดลมหายใจ มันไม่จำเป็ต้องมีพลังในการบ่มเพาะใดๆ คนธรรมดาก็สามารถที่จะสำแดงวิชา นี้ได้แต่มันจะบั่นทอนพลังชีวิตเล็กน้อยแต่อย่างไรก็ตามมันไม่ทำให้เกิดความเสียหายทางร่างกายแต่อย่างใด
จริงๆแล้วการทำงานของวิชาศิลปะต้นกำเนิดการจุดะเินี้มีข้อจำกัดมาก มันสามารถเพิ่มศักยภาพร่างกายได้เป็เวลาสั่นๆเท่านั้น
แม้ว่าร่างกายของถังซิ่วจะอ่อนแอและไม่สามารถที่จะต่อกรกับซูชางเหวินได้แต่เขาเชื่อว่าหากใช้พลังที่เก็บอยู่ภายในร่างกายของเขาในโอกาสที่เหมาะ เขาจะสามารถจัดการกับมันได้แน่นอน
“ซูชางเหวิน, แกตบแม่ฉันทำไม? ฉันจะฆ่าแก!”
เมื่อกักเก็บพลังในร่างกายได้พักหนึ่งก็ทำให้เขาพบว่าซูชางเหวินนั้นไม่มีท่าทีว่าจะขอโทษมารดาของเขาเลยแม้แต่น้อยจึงได้ะโและกระโจนเข้าใส่ทันที
ในขณะนั้นเอง ที่ถังซิ่วก็สามารถปรับตัวเข้ากับร่างกายบนโลกมนุษย์นี้ได้ พร้อมตอบสนองได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
“ไอ้เด็กชาติชั่ว, คิดว่าฉันกลัวแกหรือไง ?”
เมื่อเห็นถังซิ่วที่มีร่างกายเหมือนไม้เสียบผีกระโจนใส่เขาก็ทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มพร้ะโกนอย่างดุร้าย
“เมื่อครู่ฉันก็แค่อยากที่จะสั่งสอนแก ใครใช้ให้แกหลบแบบไม่ระวังกันล่ะ? มันทำให้แม่แกถูกตบเลยเห็นไหม? ถ้าอยากจะโทษก็โทษตัวแกเองเถอะ! ”
ซูชางเหวินพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปเพื่อที่จะคว้าถังซิ่วเอาไว้
ได้ยินเพียงแค่เสียง “กร๊อบ” เท่านั้น
ซูชางเหวินยังไม่ทันได้รู้สึกเ็ป เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมากระแทกที่หน้าอกของเขาและทำให้เขาเกือบจะอาเจียนอาหารมื้อก่อนหน้านี้ออกมาทั้งหมด เขาอยากจะอาเจียนออกมาแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะพลังฝ่ามือที่ถังซิ่วส่งออกมานี้
ภายใต้ความเ็ปแสนสาหัสนั้นทำให้ซูชางเหวินในตอนนี้เปรียบได้เหมือนดั่งคนที่ไร้กำลัง มือของเขากำลังสั่นสะท้านไม่หยุด
“ช่วยด้วย, ฆาตกร!”
“เืสาดกระจายมากมาย, รีบๆโทรเรียกตำรวจเร็ว!”
“ทำไมงานวันเกิดมันถึงได้กลายเป็แบบนี้ไปได้ ก็แค่เงินสามพันหยวน มันคุ้มกันหรอ?”
ก่อนที่จะหมดสติไปนั้น ภายในหูของซูชางเหวินก็ได้ยินเสียงร้องระงมแต่เขาคิดว่าเขาเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว
...