ผมละสายตาจากหน้าจอแมคบุ๊กที่เต็มไปด้วยโค้ดโปรแกรมอันซับซ้อน ลอบมองคนที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมหน้าทีวีผ่านหางตา
ั้แ่กลับมาจากมหาวิทยาลัยเมื่อตอนเย็น ต้นหนาวก็เอาแต่ทำตัวแปลกๆ เขาเดินวนไปวนมาในห้องนั่งเล่นเหมือนหนูติดจั่น หยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านได้สองหน้าก็วางแหมะลงบนโต๊ะ เปลี่ยนไปกดรีโมตทีวีเปลี่ยนช่องไปมาจนน่าเวียนหัว และตอนนี้... เขากำลังนั่งกัดเล็บตัวเองพร้อมกับลอบมองผมสลับกับมองพื้นอย่างกระวนกระวายใจ
บนตักของเขามีหมอนอิงใบเล็กสีเทาที่ถูกสองมือบางบีบขยำและบิดไปบิดมาราวกับมันเป็ที่ระบายอารมณ์ ริมฝีปากสีพีชที่ผมเพิ่งจะได้ลิ้มรสความหวานไปเมื่อไม่กี่วันก่อนกำลังเม้มเข้าหากันแน่นจนแทบจะห้อเื ท่าทางยุกยิกเหมือนลูกแมวหาที่ฝนเล็บไม่ได้แบบนั้น มันทำให้ผมแทบจะหลุดขำออกมา แต่ก็ต้องเก๊กหน้านิ่งเอาไว้เพื่อรอดูว่าความอดทนของเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่
ผมรู้จักนิสัยของเด็กคนนี้ดี ต้นหนาวเป็พวกปากแข็ง ฟอร์มจัด แต่ก็เก็บความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง เวลาที่มีเื่ค้างคาใจหรือมีคำถามที่อยากรู้ เขาจะทนอึดอัดอยู่ได้ไม่นานหรอก สุดท้ายความอยากรู้มันก็จะเอาชนะความเขินอายไปเอง
ชีวิตของผมที่ผ่านมา มักจะดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไร้สีสัน และเต็มไปด้วยตรรกะเหตุผลแบบชาววิศวะ ผมไม่เคยต้องมานั่งเดาใจใคร หรือมีความอดทนมานั่งสังเกตพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของมนุษย์คนไหนเลยจนกระทั่งมีเด็กดื้อคนนี้ก้าวเข้ามาในชีวิต ทุกความมีเหตุผลของผมถูกพังทลายลงด้วยความน่ารัก ความดื้อรั้น และความไม่สมบูรณ์แบบของเขา
และผม... ก็กำลังรอคอยอย่างใจเย็น ให้เขาเป็ฝ่ายะเิความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา
"พี่คิริน!"
นั่นไง... ยังไม่ทันขาดคำ
ผมแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน พิมพ์โค้ดบรรทัดสุดท้ายลงไปบนหน้าจออย่างใจเย็น ก่อนจะกดเซฟงาน แล้วค่อยๆ พับหน้าจอแมคบุ๊กลงอย่างเชื่องช้า หันไปเลิกคิ้วมองคนที่กำลังนั่งทำหน้าตาจริงจังอยู่บนพรม
"มีอะไร หิวแล้วเหรอ" ผมแกล้งถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไม่ได้หิว! ผมมีเื่จะคุยกับพี่"
ต้นหนาวเถียงกลับเสียงขุ่น สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต
"คุยแบบ... จริงจังเลยนะ เอาแบบไม่กวนประสาทด้วย!"
"อืม ว่ามาสิ" ผมขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น ประสานมือไว้บนตัก สบตาเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและยากจะคาดเดา
ยิ่งผมทำตัวนิ่งเฉยและไม่รู้สึกรู้สามากเท่าไหร่ คนตัวเล็กตรงหน้าก็ยิ่งดูประหม่ามากขึ้นเท่านั้น ต้นหนาวเม้มริมฝีปากแน่น นิ้วมือเล็กๆ ทั้งสองข้างขยำหมอนอิงบนตักแน่นขึ้นจนข้อขาวไปหมด
"คือ... ผมอยากรู้..." เขาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แก้มใสเริ่มซับสีเืฝาด
"ผมอยากรู้ว่า... ตกลงแล้ว... ระหว่างเราสองคน... มันคืออะไรกันแน่"
ผมกระตุกยิ้มมุมปากบางๆ ในใจแอบร้อง 'บิงโก' แต่ภายนอกยังคงรักษามาดรุ่นพี่จอมเ็าเอาไว้ได้อย่างไร้ที่ติ ผมรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร แต่ผมอยากได้ยินจากปากเขาให้ชัดเจนกว่านี้
"คำถามกว้างไป พี่ไม่เข้าใจ" ผมตอบกวนๆ
"โอ๊ยพี่! อย่ามาทำเป็ไขสือได้ป่ะ"
เขาโวยวาย โยนหมอนอิงทิ้งลงบนพื้นอย่างหงุดหงิด เริ่มทนความกวนประสาทของผมไม่ไหว ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโซฟาที่ผมนั่งอยู่
"ผมหมายถึง... เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นพักหลังมานี่ไง! ทั้งเื่ที่พี่มาดูแลผมตอนเมา... เื่ที่พี่เช็ดตัวให้... เื่ที่พี่... เอ่อ... จูบผม... แล้วก็... เื่ััพวกนั้น..."
ยิ่งพูด เสียงของเขาก็ยิ่งเบาลงเรื่อยๆ จนประโยคสุดท้ายแทบจะกลายเป็เสียงกระซิบ ใบหน้าหวานที่เคยแดงอยู่แล้ว บัดนี้แดงก่ำลามไปถึงใบหูและลำคออย่างน่าเอ็นดู
"แล้วก็เื่วันนี้ด้วย!" เขารีบพูดต่อเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
"ที่พี่ไปทำตัว... เอ่อ... รุ่มร่ามกับผมต่อหน้าเพื่อนๆ ปัดผมปัดเหงื่อให้จนผมโดนแซวไปทั้งคณะอ่ะ พี่ทำไปทำไม พี่คิดอะไรอยู่กันแน่ พี่ทำแบบนี้เพราะพี่รู้สึกอะไร หรือว่าพี่แค่... แค่แกล้งผมเล่นสนุกๆ เหมือนของเล่นชิ้นนึง"
ประโยคท้ายๆ ของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับเขากำลังกลัวคำตอบของผม ผมจ้องมองดวงตากลมโตที่กำลังสั่นระริกด้วยความสับสนและความคาดหวังของเขา ผมรู้ดีว่าเขา้าคำตอบแบบไหน เขาอยากให้ผมพูดคำว่า 'รัก' หรือคำว่า 'แฟน' ออกมาให้ชัดเจน เพื่อปลดล็อกความอึดอัดในใจของเขา เพื่อให้เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
แต่ขอโทษทีนะ... เกมนี้ผมเป็คนคุม และผมยังไม่อยากให้มันจบลงง่ายๆ แบบนั้น
ผมอยากเห็นเขาดิ้นรนมากกว่านี้ อยากให้เขายอมสลายกำแพงอีโก้ของตัวเองลงจนหมด และเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเอง ยอมรับว่าเขาขาดผมไม่ได้ ก่อนที่ผมจะเฉลยสถานะที่แท้จริงให้เขาฟัง
มันอาจจะดูเ้าเล่ห์และใจร้ายไปสักหน่อย แต่ผมก็มีความสุขที่ได้เห็นเขาว้าวุ่นใจเพราะผม การได้เป็เ้าของทุกอารมณ์ความรู้สึกของต้นหนาว มันเป็ความพึงพอใจที่ผมเสพติดไปแล้ว
"หนูคิดว่ามันคืออะไรล่ะ" ผมย้อนถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แววตาว่างเปล่าไม่ได้บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ทรงพลังพอที่จะทำให้ความมั่นใจที่เขาอุตส่าห์รวบรวมมาหดหายไปในพริบตา
ต้นหนาวชะงักไปทันที เขาอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ
"พะ... พี่ถามผมได้ไง ก็ผมเป็คนถามพี่ก่อนนะ! ผมจะไปรู้ได้ไงว่าพี่คิดอะไรอยู่ พี่เป็คนกระทำนะ ไม่ใช่ผม"
"พี่ก็ไม่ได้คิดอะไรนี่"
ผมยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แกล้งเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย
"เราเป็รูมเมตกัน รูมเมตก็ต้องดูแลกัน มันแปลกตรงไหนที่พี่จะไปรับไปส่ง หรือเช็ดตัวให้ตอนหนูเมา หรือแม้แต่ตอนที่หนูกลัวฟ้าร้อง พี่ก็แค่ทำหน้าที่รูมเมตที่ดี"
"แต่รูมเมตเขาไม่จูบกันหรอกนะเว้ย! เขาไม่มาลูบผม ปัดเหงื่อ หรือทำท่าทางหวงก้างแบบนั้นด้วย"
เขาเถียงคอเป็เอ็น ชี้หน้าผมด้วยความหงุดหงิด
"อ้าว เหรอ" ผมแกล้งทำหน้าซื่อตาใส
"พี่นึกว่ารูมเมตที่สนิทกันมากๆ เขาทำแบบนี้กันเป็ปกติซะอีก... พี่เคยได้ยินมาว่าพวกฝรั่งเขาก็ทักทายกันด้วยการจูบ... หรือว่า... หนูคิดไปไกลกว่านั้น คิดไปว่าพี่พิศวาสหนูเข้าแล้วงั้นสิ"
คำพูดยียวนกวนประสาทและแฝงไปด้วยการต้อนให้จนมุมของผม ทำเอาต้นหนาวถึงกับสตั๊นท์ไปหลายวินาที เขาหน้าแดงสลับขาว อ้าปากจะด่าแต่ก็หาคำพูดมาเถียงไม่ออก ความรู้สึกหงุดหงิด อับอาย และน้อยใจ ตีรวนกันไปหมดบนใบหน้าหวานๆ นั่น
"ไอ้พี่คิริน! ไอ้บ้า ไอ้คนผีทะเล ไอ้คนไร้หัวใจ"
ในที่สุดเขาก็ะเิอารมณ์ออกมา กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ
"เออ! รูมเมตก็รูมเมตดิวะ ต่อไปนี้ก็อย่ามาทำรุ่มร่ามกับผมอีกก็แล้วกัน ถ้ามาแตะตัวผมอีกนะ ผมจะคิดค่าตัวครั้งละพันเลยคอยดู แล้วผมก็จะไม่ให้พี่ทำข้าวต้มให้กินด้วย ผมจะทำไข่เจียวไหม้ๆ กินเอง ไม่ต้องมายุ่งกับผมเลยนะ"
เขาบ่นกระปอดกระแปด สบถด่าผมด้วยคำศัพท์แปลกๆ พร้อมกับทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างขัดใจสุดขีด
พูดจบ เขาก็สะบัดหน้าพรืด หันหลังเดินตึงตังไปทิ้งตัวลงนั่งกอดอกบนโซฟาตัวเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หันหลังให้ผมอย่างชัดเจนเพื่อประท้วง งอนตุ๊บป่องเป็เด็กห้าขวบที่โดนขัดใจไม่ยอมซื้อของเล่นให้ แก้มสองข้างพองลมจนกลมป่องดุจปลาปักเป้า
ผมมองแผ่นหลังบางที่สั่นน้อยๆ ตามจังหวะการหายใจฟึดฟัด และสะโพกกลมกลึงที่เบียดลงกับเบาะโซฟาด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนจากความนิ่งเฉยเป็ความหลงใหลและเอ็นดูขั้นสุด
น่ารัก... โคตรน่ารักเลยวะ
ท่าทางหงุดหงิด งอน และพยายามจะวางอำนาจขู่ผมแบบเด็กๆ นั่น มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม... มันกลับยิ่งกระตุ้นความรู้สึกดิบเถื่อนในใจของผม ความรู้สึกอยากจะรังแก อยากจะจับฟัดให้ช้ำคาคามือ อยากจะผลักเขาให้จมลงไปกับโซฟา บีบแก้มนุ่มๆ นั่นให้ยืดออก แล้วปล้ำจูบให้ปากเจ่อจนเลิกบ่นไปเลย อยากจะทำให้เขาร้องครางอยู่ใต้ร่างผมจนไม่มีแรงมาเถียงฉอดๆ แบบนี้อีก
แต่ผมต้องท่องคำว่า 'ความอดทน' ไว้ในใจ ถ้าผมรุกหนักตอนนี้ แผนการที่วางไว้จะเสียเปล่าหมด ผม้าให้เขายอมแพ้อย่างราบคาบ ไม่ใช่ใช้กำลังบังคับ
ผมลุกขึ้นจากโซฟา เดินช้าๆ ฝีเท้าแ่เบาไปหยุดอยู่ด้านหลังคนที่กำลังนั่งหันหลังงอนผมอยู่ ท่ามกลางความเงียบของห้องนั่งเล่นที่มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ จากเครื่องปรับอากาศ ผมโน้มตัวลงไปใกล้จนหน้าอกของผมแทบจะัักับแผ่นหลังของเขา
ต้นหนาวสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงไอออนจากตัวผม แต่เขาก็ยังคงเกร็งคอแข็ง กอดอกแน่น ไม่ยอมหันมามอง
ผมเอื้อมมือไปวางแหมะลงบนกลุ่มผมนุ่มสีน้ำตาลอ่อนของเขา ลูบเบาๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะเลื่อนมือลงมาโอบรอบเอวบาง ดึงตัวเขาให้เอนหลังมาพิงกับแผงอกของผมเบาๆ
"พี่..."
ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลที่สุด แตกต่างจากความกวนประสาทเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
"หนูไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ปวดหัวหรอกนะ..."
ผมเว้นจังหวะ เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูเล็กที่กำลังขึ้นสีแดงจัด สูดดมกลิ่นแชมพูอ่อนๆ จากเส้นผมของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนของผมเป่ารดลงบนซอกคอขาวเนียนของเขาโดยจงใจ
"...แค่เป็เด็กดีของพี่แบบนี้ต่อไปนั่นแหละ ดีที่สุดแล้ว"
สิ้นประโยคนั้น ผมก็ผละตัวออกอย่างเชื่องช้า หันหลังเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อรินน้ำดื่ม ทิ้งให้คนที่โดนประโยคซ้อนเร้นความหมายกระแทกใจ นั่งสติหลุดลอย ตัวแข็งทื่ออยู่บนโซฟา
ผมลอบยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ขณะที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
แน่นอนล่ะ... คำตอบของผมมันไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างอะไรเลย แต่มันกลับยิ่งเพิ่มความสับสน ความว้าวุ่น และความฟุ้งซ่านในใจของเขาให้พุ่งทะยานขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ผมรู้ว่าคืนนี้ต้นหนาวจะต้องนอนไม่หลับ เอาแต่คิดทบทวนคำพูดและการกระทำของผมซ้ำไปซ้ำมา จนหัวใจดวงน้อยๆ ของเขาต้องทำงานหนัก และนั่นแหละ... คือสิ่งที่ผม้า
ปล่อยให้เขาหลงระเริงอยู่ในวงกตแห่งความรู้สึกที่ผมสร้างขึ้นมานั่นแหละดีแล้ว ยิ่งเขาสับสนมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งจะหมกมุ่นอยู่กับผมมากเท่านั้น
และเมื่อถึงเวลาที่กำแพงของเขาพังทลายลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ... ผมนี่แหละ จะเป็คนอ้าแขนรับและขังเขาไว้ในอาณาเขตของผม... ตลอดกาล.