บทที่ 22 ภารกิจใหม่ของลูกรัก... ไปทำงานกับคุณพ่อ!
ฉินซุ่ยอัน นั่งนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็พ่อพลางเงี่ยหูฟังเสียงร้องโวยวายของห่านขาวด้วยความงงงวย ดวงตากลมโตคู่สวยกะพริบปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา เธอหันศีรษะเล็ก ๆ ไปมองใบหน้าเรียบเฉยของพี่ชายคนโตสลับกับห่านขาวที่กำลังสะบัดปีกร้องประท้วงระงมด้วยท่าทางตื่นตูมราวกับโลกกำลังจะแตก
ในความรู้สึกของ ฉินฮ่าวเฉิน เสียงร้อง
“ก้าบ ๆ”
ที่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วห้องรับแขกอันโอ่อ่านั้น เริ่มทำเอาเขาปวดขมับจนเส้นเืที่ขมับเต้นตุบ ๆ เขาเริ่มไม่แน่ใจนักว่าการตัดสินใจอนุญาตให้สัตว์ปีกนิสัยพิลึกตัวนี้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลฉินต่อไปนั้น เป็ความคิดที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบหรือไม่ เขาเหลือบมองเ้าก้อนแป้งนุ่มในอ้อมแขนที่ดูจะผูกพันกับมันเหลือเกิน แล้วจึงเบนสายตาไปมอง ฉินฝูเจีย ลูกชายคนโตที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อดูว่าเขาจะจัดการสถานการณ์นี้อย่างไร
แม้ห่านขาวจะแผดเสียงร้องกล่าวหาและฟ้องร้องเขาไม่หยุดหย่อน ทว่าฉินฝูเจียยังคงมีท่วงท่าที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำในสระมรกตที่ไร้ระลอกคลื่น ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยตบะบารมีคู่นั้นทอดมองลงมาที่ห่านขาวด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่าง ราวกับเทพเซียนผู้สูงส่งที่กำลังมองลงมายังสัตว์โลกผู้ยากไร้ที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส เขาขยับริมฝีปากที่ได้รูปเอ่ยขึ้นมาช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงกังวานนุ่ม
“ดูเหมือนเ้าจะตื่นเต้นจนขาดสติเกินไปนะ... เห็นทีว่าการนั่งสมาธิเมื่อครู่คงยังไม่เพียงพอ สงสัยต้องกลับไปสวดมนต์และเจริญสติภาวนาต่ออีกสักรอบใหญ่ ๆ เสียแล้ว”
คำพูดที่ดูนุ่มนวลนั้น สำหรับห่านขาวแล้วกลับไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดลงมากลางกบาลในวันฟ้าใส! เสียงร้องประท้วงที่เคยดังลั่นหยุดกึกลงในทันทีประหนึ่งถูกปิดสวิตช์ มันจ้องมองฉินฝูเจียด้วยความอึ้งกิมกี่จนลูกตาสีดำเล็ก ๆ แทบจะถลนออกมา ราวกับมันเพิ่งตระหนักได้ว่าชีวิตห่านที่แสนรุ่งโรจน์ของมันกำลังจะกลายเป็ชีวิตห่านจำศีลที่ว่างเปล่าสิ้นดี ‘นี่วันทั้งวันของข้าจะต้องหมดไปกับการฟังบทสวดพึมพำและนั่งหลับในจริง ๆ หรือนี่?!’
ฉินฝูเจียจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของห่านขาวราวกับอ่านใจได้ แล้วจึงเอ่ยต่ออย่างเนิบนาบแต่หนักแน่น
“หรือถ้าเ้าไม่พอใจ... เ้าจะเลือกเดินออกจากประตูคฤหาสน์แห่งนี้ไปเสียตอนนี้เพื่อกลับไปสู่โลกภายนอกที่วุ่นวายก็ได้นะ ไม่บังคับ”
ห่านขาวเป็เพียงสัตว์เดรัจฉาน หนึ่งในภพภูมิที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดตามหลักพุทธศาสนา มีเพียงผู้ที่สร้างกรรมหนักหรือมีจิตใจที่มืดบอดในอดีตชาติเท่านั้นถึงจะต้องมาเกิดในร่างนี้ ฉินฝูเจียที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาจึง้าใช้โอกาสนี้ช่วยชำระล้างกรรมเก่าให้มันผ่านการฟังธรรม เพื่อให้ชาติหน้ามันได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือการขัดเกลานิสัยสัตว์ป่าที่ดุร้ายในตัวมันให้สงบเสงี่ยมพอที่จะอยู่เป็เพื่อนเล่นของน้องสาวตัวน้อยโดยไม่เป็อันตราย
ฉินฝูเจีย แม้จะบวชเรียนและใช้ชีวิตเรียบง่ายเพียงสามปีที่ต่างแดน ทว่าเขามีปัญญาทางธรรมที่ลึกซึ้งและเฉียบคมจนได้รับฉายาลับ ๆ ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมว่า ‘ปรมาจารย์ฝูคง’ ผู้คนระดับมหาเศรษฐีมากมายต่างยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลหรือมอบของล้ำค่าเพียงเพื่อให้เขาช่วยสวดมนต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและเสริมบารมีให้สักครั้ง หากใครในโลกภายนอกล่วงรู้ว่าห่านขาวตัวนี้มีวาสนาได้นั่งสมาธิเคียงข้างเขา ชีวิตของมันคงจะไม่ปลอดภัย เพราะผู้คนคงจะมารุมแย่งชิงตัว ‘ห่านนำโชค’ ตัวนี้ไปเป็สมบัติส่วนตัวแน่ ๆ
เ้าห่านขาวตัวแสบดูเหมือนจะััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แฝงอยู่ในความเข้มงวดนั้น มันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ก้มหัวสีขาวสะอาดลงอย่างจำนน พลางส่งเสียง
“ก้าบ”
สั้น ๆ เบา ๆ ราวกับจะบอกว่า ‘ข้ายอมแล้ว!’ จากนั้นมันก็ซอยเท้าเดินปัด ๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวกลับไปที่โซฟา กระพือปีกะโขึ้นไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยในท่าเดิม... ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้ทำเพราะถูกบังคับ แต่มันทำด้วยความเกรงใจและเต็มใจอย่างประหลาด
ฉินฮ่าวเฉินเห็นเ้าก้อนแป้งในอ้อมแขนจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าตาไม่กะพริบ จึงถามเสียงนุ่ม
“อันอันครับ... ห่านมันบอกว่าอะไรลูก? ทำไมจู่ ๆ มันถึงสงบปากสงบคำลงแบบนั้น?”
“ห่านขาวบอกว่า... ต่อไปนี้มันจะเชื่อฟังพี่ใหญ่แล้วค่ะ~”
อันอันเลียนเสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ ของห่านขาวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
เธอมองพี่ชายคนโตด้วยแววตาสงสัยเต็มเปี่ยม
“พี่ใหญ่ก็เข้าใจที่ห่านพูดด้วยเหรอคะ? ทั้งที่อันอันยังไม่ได้แปลให้ฟังเลย แต่พี่ใหญ่กลับรู้ใจห่านไปหมดทุกอย่างเลย!”
ฉินฮ่าวเฉินเองก็สงสัยเื่นี้ไม่แพ้ลูกสาว เขาจ้องมองลูกชายด้วยสายตาคาดคั้นราวกับ้าจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งนั้น ฉินฝูเจียรับรู้ได้ถึงสายตาที่ถอดแบบกันมาเป๊ะของพ่อลูกคู่นี้ เขาจึงเพียงแต่ยกยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากแล้วตอบเรียบ ๆ
“พี่เพียงแค่เดาเอาจากท่าทางของมันครับ... จิตที่นิ่งย่อมมองเห็นความ้าของสัตว์โลกได้ชัดเจน”
“ว้าววว~”
ดวงตาของอันอันสว่างวาบเป็ประกายระยิบระยับ
“พี่ใหญ่ของอันอันเก่งที่สุดในโลกเลย!”
ฉินฝูเจียลูบหัวน้องสาวเบา ๆ สองครั้งด้วยความเอ็นดู ห่านขาวที่ได้ยินคำตอบนั้นถึงกับร้อง
“ก้าบ ก้าบ”
ในคออย่างไม่เชื่อสายตา ‘เดางั้นเรอะ? มนุษย์คนนี้โกหกหน้าตายชัด ๆ! เดาแม่นปานตาเห็นแบบนี้ ข้าไม่เชื่อหรอก!’
“การคาดเดาใจสัตว์โลกที่ยังมีกิเลส... ไม่ใช่เื่ยากเกินความสามารถของมนุษย์หรอกครับ”
ฝูเจียพูดทิ้งท้ายด้วยประโยคปริศนาจนห่านขาวถึงกับสะอึกไปครู่ใหญ่ มันรู้สึกว่ามนุษย์คนนี้ช่างน่าเกรงขามจนน่าขนลุกจริง ๆ พอกันทีกับการคิดจะหนี!
ขณะนั้นเอง เฮ่อเหยียน เลขาผู้ช่วยคู่ใจที่รอจังหวะอยู่หน้าคฤหาสน์เห็นว่าได้เวลาตามกำหนดการที่วางไว้ จึงก้าวเข้ามาตามอย่างสุภาพ
“ท่านประธานครับ รถพร้อมแล้ว ได้เวลาออกเดินทางไปบริษัทแล้วครับ”
อันอันได้ยินดังนั้นดวงตาก็ลุกวาวทันที เธอรีบหันไปมองคุณพ่อด้วยความตื่นเต้นสุดขีด เพราะวันนี้เธอได้รับมอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการเป็ ‘ลูกรัก’ ติดสอยห้อยตามไปทำงานกับคุณพ่อนั่นเอง! ฉินฮ่าวเฉินยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ
“ได้... เราออกเดินทางกันเถอะ เดี๋ยวลูกรักของพ่อจะรอนาน”
“พี่ใหญ่บ๊ายบายนะคะ~ ห่านขาวบ๊ายบายนะ~ อันอันจะไปช่วยคุณพ่อทำงานแล้วนะคะ!”
เสียงใสของยัยหนูเต็มไปด้วยความภูมิใจที่ปิดไม่มิด จนฉินฝูเจียต้องพยักหน้าให้น้องสาวด้วยรอยยิ้มละมุน
“อันอัน... ตั้งใจทำงานนะครับ”
ส่วนห่านขาวก็ร้องส่งท้ายด้วยเสียงอ่อนหวานกว่าปกติ
“ก้าก้าบ~”
ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูคฤหาสน์ ฉินฮ่าวเฉินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาให้เฮ่อเหยียนออกไปรอที่ข้างรถก่อน แล้วจึงก้มลงกระซิบถามอันอันเสียงเบา
“อันอัน... ก่อนไป ห่านขาวมันได้แอบบอกอะไรเพิ่มอีกไหมลูก?”
เขายังคงกังวลเื่ความปลอดภัยของลูกสาวที่บริษัทซึ่งมีคนพลุกพล่าน หากห่านตัวนี้มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้จริง เขาก็อยากจะใช้มันเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น แม้การต้องมาพึ่งพาคำทำนายจากห่านจะฟังดูพิลึกพิลั่นสำหรับนักธุรกิจระดับโลกอย่างเขา แต่เพื่อความปลอดภัยของอันอันแล้ว เขายินดีจะทำทุกอย่าง
ห่านขาวเอียงคอซ้ายทีขวาทีมองดูผู้ชายสองคนคุยกันอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงร้อง
“ก้าบ”
ออกมาเพียงครั้งเดียวอย่างสั้น ๆ
“คุณพ่อคะ ห่านขาวบอกว่า... ตอนนี้มันยังไม่เห็นภาพอะไรเลยค่ะ”
อันอันบอกเล่าตามความจริงที่ได้รับสารมา
ฉินฮ่าวเฉินพยักหน้าเข้าใจ แม้จะผิดหวังเล็กน้อยแต่เขาก็หันไปส่งซิกทางสายตาให้ฉินฝูเจียว่า หากห่านมีอาการแปลก ๆ หรือส่งสัญญาณเตือนอะไร ให้รีบติดต่อเขาโดยด่วน ซึ่งพี่ใหญ่ก็พยักหน้ารับคำสั่งอย่างสงบนิ่งราวกับเป็กำแพงที่พึ่งพาได้
ฉินฮ่าวเฉินอุ้มเ้าก้อนแป้งออกจากปราสาทมาขึ้นรถยนต์คันหรูมุ่งหน้าสู่ ฉินกรุ๊ป อันอันถูกประคองให้นั่งอยู่ในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ที่สั่งทำพิเศษเป็สีชมพูพาสเทลและใช้วัสดุที่นุ่มที่สุดเพื่อรองรับผิวบาง ๆ ของเธอโดยเฉพาะ นี่ถือเป็การนั่งรถเที่ยวที่สามของเด็กหญิง และเธอก็ยังคงตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์สองข้างทางของเมืองใหญ่จนต้องยืดคอเล็ก ๆ มองลอดกระจกหน้าต่างรถไปตลอดทางอย่างไม่รู้จักเบื่อ
ปกติเวลาเดินทางไปทำงาน ฉินฮ่าวเฉินมักจะขลุกอยู่กับกองเอกสารและรายงานการประชุมที่สูงพะเนินอยู่ข้างตัว ทว่าในวันนี้เขากลับปล่อยให้พวกมันวางทิ้งไว้บนเบาะอย่างไม่ใยดี แล้วทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเฝ้าดูปฏิกิริยาของลูกสาว เมื่อเห็นเธอยิ้มหัวเราะกับสิ่งก่อสร้างแปลกตา เขาก็เผลอยิ้มตาม เมื่อเห็นเธอสนใจร้านค้าสวย ๆ ข้างทาง เขาก็ถึงกับสั่งให้คนขับชะลอความเร็วรถลงเพื่อให้ ‘เ้าตัวเล็ก’ ของเขาได้สำรวจโลกกว้างผ่านกระจกอย่างเต็มอิ่ม
ผลลัพธ์คือ... เส้นทางจากคฤหาสน์ไปถึงบริษัทที่ควรใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที กลับถูกยืดออกไปนานเกือบเท่าตัว!
สี่สิบนาทีต่อมา รถหรูสีดำขลับมาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าของฉินกรุ๊ป เฮ่อเหยียนรีบลงมาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อมดั่งเช่นทุกวัน ทว่าสิ่งที่แปลกตาไปคือภาพของประธานผู้เ็าที่ก้าวลงจากรถพร้อมกับอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยแนบอกไว้แน่น ท่าทางของเขามั่นคงและสง่างามสมฐานะประธานใหญ่ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของพนักงานนับร้อยที่มารอรับ โดยมีเ้าก้อนแป้งนุ่มเกาะไหล่พ่อแน่นด้วยความตื่นเต้นปนประหม่า... ภารกิจ ‘ลูกรัก’ ในออฟฟิศได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!