ตอนที่ 29: เตรียมรับศึกใหญ่
ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันลอยเด่นอยู่กลางผืนฟ้าสีครามจ้า สาดแสงแดดแผดเผาลงมายังลานกว้างกลางค่ายป่าไผ่ ฝุ่นแดงตลบอบอวลโชยกลิ่นไอไหม้ของผืนดินแห้งและเสียงโลหะปะทะกันเก้งก้าง ชายฉกรรจ์และเด็กหนุ่มกว่าสามสิบชีวิตต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง แววตาของพวกเขาไม่ได้มีแววหวาดตระหนกหรือตื่นกลัวภัยสงครามเหมือนแต่ก่อน มีเพียงประกายความฮึกเหิม ร้อนแรง และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกเมียและครอบครัวที่รักยิ่งของตน
เบื้องหน้าของพวกเขามีหีบไม้ขนาดใหญ่สองหีบถูกเปิดอ้าออก ภายในอัดแน่นไปด้วยหอกปลายเหล็กกล้า หน้าไม้ขึงสายเอ็นหนา ดาบยาวที่คมกริบ และเกราะหนังควายหนาเตอะ อาวุธและยุทโธปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เป้าพากลุ่มทหารบ้านแอบลอบไปปล้นชิงและยึดมาจากกองขนส่งเสบียงของข้าศึกเมื่อคราวก่อน ซึ่งยามนี้มันถูกนำมาแจกจ่ายให้กับชายฉกรรจ์ในค่ายเพื่อเตรียมรับศึกใหญ่
เป้า ขุนศึกหนุ่มในชุดทะมัดทะแมง ท่อนบนสวมเสื้อกั๊กหนังแขนกุดเผยลำแขนกำยำและแผงอกกว้างสีทองแดงเข้ม ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นไม้สูง แววตาดุจพยัคฆ์กวาดมองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยรอยยิ้มเด็ดเดี่ยว ทรงพลังอำนาจคุกคามอย่างเห็นได้ชัด
"พี่น้องค่ายป่าไผ่ทั้งหลาย!" เป้าตะโกนก้อง น้ำเสียงทุ้มทรงพลังกังวานลั่นไปทั่วลานกว้าง สะกดสายตาทุกคู่ให้จดจ่ออยู่ที่เขา "อาวุธเหล็กกล้าเหล่านี้ พี่น้องเราแอบเอาชีวิตเข้าแลกไปปล้นชิงมาจากพวกสารเลวพยัคฆ์ทมิฬ บัดนี้มันจะถูกสวมใส่ในมือของพวกเอ็งทุกคน เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียว... นั่นคือการปกป้องบ้านเกิด ปกป้องครอบครัว และสับหัวไอ้พวกที่คิดจะมาแย่งชิงความสงบสุขของพวกเราให้พินาศ!"
"เฮ!..." เสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างกระหึ่มจากเหล่าชายฉกรรจ์ดังสะท้อนป่าไผ่ พวกเขาพากันก้าวเข้ามาหยิบฉวยดาบและหน้าไม้ไปขยับทดสอบอย่างขะมักเขม้น
ทว่า ท่ามกลางความฮึกเหิมสามัคคีและเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้าน ยังคงมีร่างชายชราผู้หนึ่งยืนพิงไม้เท้าอยู่ตรงมุมใต้ร่มไม้ใหญ่ ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นและฉายแววกระอักกระอ่วนใจอย่างรุนแรง
นั่นคือ ผู้ใหญ่บ้าน... พ่อของแม่หญิงชงโค
ดวงตาฝ้าฟางของผู้ใหญ่บ้านจ้องมองมายังเป้าด้วยความโกรธเกลียด กังวลใจ และกลัวเกรง แววตาของชายชราเต็มไปด้วยแรงริษยาที่เห็นอำนาจการควบคุมเกมและศรัทธาของชาวบ้านถูกชิงไปจนหมดสิ้น ที่สำคัญ ชายชรายังลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ขมับด้วยความตื่นตระหนก แผนการลับที่จะเปิดประตูด่านทิศตะวันตกขายค่ายให้แคว้นพยัคฆ์ทมิฬแลกยศศักดิ์กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อเห็นขุนศึกหนุ่มกะล่อนผู้นี้เกณฑ์กำลังพลและแจกจ่ายอาวุธเหล็กกล้ารับศึกอย่างจริงจัง ทว่าชายชราจำต้องปิดปากเงียบและปั้นหน้าเป็นมิตรไว้ เพราะยามนี้อิทธิพลของเป้าแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะสกัดกั้นได้อีกแล้ว
เป้าช้อนสายตาคมกริบมองสบผู้ใหญ่บ้านแวบหนึ่ง แววตาของเขาเยือกเย็นสะท้อนประกายประจักษ์ในความลับ แต่เขาก็ลอบกลืนความโกรธเคืองลงไป แสร้งทำตัวปกติเพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตูม ก่อนจะหันกลับมาปลุกระดมขวัญกำลังใจชายฉกรรจ์ต่อ
"พวกเราไม่ใช่สุนัขรับใช้ที่ใครจะมาจูงจมูกไปเชือด! หากข้าศึกบุกเข้ามา จงทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่า การเยียบย่างเข้ามาในค่ายป่าไผ่แห่งนี้... จุดจบของพวกมันจะมีเพียงร่างไร้วิญญาณที่จมดินแดงเท่านั้น!"
เสียงตบมือและกระแทกหอกลงดินดังกระหึ่มยืนยันความพร้อมรบของชาวบ้านอย่างแน่นหนา
---
ในเวลาเดียวกัน บริเวณแนวป่าไผ่รอบนอกทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นพิกัดอับสายตาและจุดอ่อนที่ข้าศึกวางแผนบุกเข้ามา สามสาวงามแห่งค่ายป่าไผ่กำลังทำงานร่วมกันอย่างขยันขันแข็ง
มะลิ ในชุดรัดกุมสีน้ำตาลเข้มทะมัดทะแมง ท่าทางของนางกระฉับกระเฉงแม้สะโพกมนจะยังคงมีความเมื่อยล้าหลงเหลืออยู่บ้างจากรสศึกรักสามคนเมื่อค่ำคืน ทว่าใบหน้าจิ้มลิ้มกลับเต็มไปด้วยความจริงจัง นางใช้พู่กันและถ่านไม้ชี้ลงบนผังลาดชันของเนินดินขรุขระอธิบายกลยุทธ์ของกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬให้ชงโคและกระดังงาฟัง
"กองทัพพยัคฆ์ทมิฬมักเคลื่อนพลขี่ม้านำทัพหน้าตามหลังด้วยทหารราบจัดแถวแคบตามทางเขาดินแดงทิศนี้เจ้าค่ะ" มะลิเอ่ยเสียงเรียบระงับความขัดเขินยามเมื่อต้องสบตากับชงโคที่ยืนอยู่เคียงข้าง "หากเราขุดหลุมพรางลึกห้าศอก ฝังขวากไม้ไผ่เหลาแหลมไว้ก้นหลุมสลับกับการผูกระเบิดดินประสิวและหินชนวนไว้รอบแนวป่า ยามวิกาลที่พวกมันลอบเคลื่อนทัพเข้ามา พวกมันจะเหยียบย่ำกับดักระเบิดทำลายแถวหน้าทันทีเจ้าค่ะ"
ชงโคฟังแววตาครุ่นคิด แผ่นแก้มเนียนของนางขึ้นสีชมพูจางๆ ยามมองหน้ามะลิ สะท้อนถึงเหตุการณ์ร่วมเตียงนอนเมื่อคืน ทว่าด้วยจิตสำนึกรักค่ายและส่วนรวม ชงโครีบสะบัดความคิดพยศนั้นทิ้งไปพลางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
"ดีมากแม่หญิงมะลิ... ข้าจะสั่งให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งนำจอบและเสียมเร่งขุดแนวหลุมพรางตามพิกัดที่เจ้าบอก ส่วนเรื่องระเบิดดินประสิวและกับดักหน้าไม้กล ข้าจะให้คนเฝ้าระวังเวรยามผูกสายเอ็นเชื่อมสลักไม้ไว้รอบกอไผ่ ยามวิกาลข้าศึกเดินฝ่าเข้ามาจะโดนลูกธนูเหล็กยิงกรีดทะลวงร่างไม่ให้ตั้งตัว" ชงโคแบ่งงานอย่างเป็นระบบ
ทางด้านกระดังงา หญิงสาวผู้อ่อนโยนประคองตะกร้าสมุนไพรห้ามเลือดและลูกประคบดินประสิวเดินเข้ามาสมทบ นางส่งรอยยิ้มละมุนละไมช่วยประสานรอยร้าวและความระแวงระหว่างชงโคและมะลิ
"เรื่องสมุนไพรรักษาบาดแผล ยาสสมานแผล และอาหารแห้งต้มเกลือ ข้าตระเตรียมไว้ในคลังสำรองพร้อมสรรพแล้วเจ้าค่ะ หากเกิดศึกบาดเจ็บ พี่น้องเราจะมีสมุนไพรประคบแก้ไข้ป่าทันที... พวกเราสามคนช่วยกันปานนี้ ค่ายป่าไผ่ต้องรอดพ้นภัยสงครามใหญ่ครั้งนี้ไปได้แน่ๆ เจ้าค่ะ"
มะลิและชงโคสบตากับกระดังงาแล้วระบายรอยยิ้มออกมา สองสาวงามยอมรับซึ่งกันและกันในฮาเร็มและร่วมมือกันภายใต้คำสั่งของขุนศึกหนุ่มเป้าผู้คอยควบคุมภาพรวมการป้องกันอยู่รอบบริเวณ
---
เป้าเดินก้าวไปตามแนวรั้วไม้ไผ่ที่ล้อมรอบค่ายป่า ตรวจดูความหนาแน่นและรอยผุพังของท่อนซุงขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นแผงกั้นดินถล่มและเกราะป้องกันค่ายป่าไผ่ ดึกสงัดยามศึกมาถึงที่นี่จะเป็นแนวกระแทกแรก
ในระหว่างที่เขากำลังยืนกอดอกครุ่นคิดหาวิธีเสริมความแข็งแกร่งของรั้วกั้นอยู่นั้น กระแสปราณในร่างที่เกิดจากการประสานลมปราณหยินคู่ของสองสาวชงโคและมะลิเมื่อคืนพลันหมุนเวียนไหลเชี่ยวรวดเร็วปะทุขึ้นในจุดชีพจรทั่วร่าง ร่างกายของเขาร้อนฉ่าประหนึ่งเตาหลอมเหล็ก ผิวหนังและมัดกล้ามเนื้อตึงขยายตัวแกร่งกล้าขึ้นอีกขั้น
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนสุดป่วนและน่าคิดถึงของหน้าต่างสีทองระบบเทพแมงดาโบราณพลันผุดขึ้นมาตรงหน้า
*“ติ๊ง! อัปเกรดความมั่นคงของค่ายและการจัดทัพบ้านเสร็จสิ้น! ได้รับแต้มผู้นำจากการควบคุมภาพรวมความสัมพันธ์เมียและทหารบ้าน ส่งผลให้โฮสต์บรรลุวิชา ‘กายาเหล็กทมิฬ (ระดับ 2) ขั้นที่ 6’ เรียบร้อยแล้วจ้า! พละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 9.0 ชั่งเต็มพิกัด! โฮสต์ยามนี้เนื้อตัวหนาถึกแข็งปานศิลาทมิฬ เดินเตะต้นไม้ ต้นไม้ก็สะบั้นหักกระเด็นงอไปแล้วจ้า! ฟิตและปึ๋งปั๋งปานนี้ พร้อมออกศึกปราบพยศข้าศึกแล้วหนา!”*
เป้าเลิกคิ้วมองหน้าต่างเตือนอย่างสนใจ แสยะยิ้มกะล่อนพลางปรับลมหายใจเข้าลึก พลังกายา 9.0 ชั่งไหลเวียนหนาแน่นปูดโปนขุมพลังตามแผงมัดกล้ามอกและลำแขน เขาเหลือบไปเห็นท่อนซุงขนาดใหญ่หนาเกือบสองอ้อมโอบที่วางพิงรั้วกั้นดินถล่มอยู่ เป้าจงใจเดินก้าวสามขุมเข้าไปสืบเท้าจัดท่าทาง ก่อนจะเหวี่ยงท่อนขาแกร่งสีทองแดงเตะเข้าที่ส่วนกลางของท่อนซุงขนาดมหึมาเต็มเหนี่ยว
*เปรี้ยง! กร๊อบ!*
เสียงท่อนไม้หนาหนักหักสะบั้นกระเด็นงอออกจากกันราวกับเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งเล็กๆ เศษไม้ฉีกแตกฟุ้งกระจายหล่นลงบนพื้นดิน ท่อนซุงส่วนที่เหลือปลิวลิ่วไปกระแทกเข้ากับรั้วกั้นป้องกันค่ายจนเกิดเสียงดังสนั่นสะเทือนดิน ท่ามกลางสายตาของทหารบ้านและชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ต่างพากันอ้าปากค้าง ตะลึงงันในพละกำลังอันยิ่งใหญ่ประหลาดล้ำดุจเทพเทวาของขุนศึกเป้า
"พี่เป้า!... พละกำลังของท่าน ช่างน่าเกรงขามดุจยักษ์ปักหลั่นปานนี้!" ไอ้ทหารบ้านเวรยามคนหนึ่งอุทานลั่น แววตาเลื่อมใสบูชาพุ่งทะยานจนขีดสุด
เป้าหัวเราะร่าสะใจในน้ำเสียง กระชับท่อนแขนแกร่งสะบัดฝุ่นผงออกจากกางเกง แววตาฉายความพร้อมรบเต็มร้อยส่วน
---
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังคึกคักตื่นตัวยามเย็นโพล้เพล้ แสงอาทิตย์อัสดงสีแสดส้มดั่งสีของโลหิตทอดอาบไล้ขอบฟ้า สายลมหนาวเริ่มหวีดหวิวพัดกรรโชกยอดไผ่อีกครั้ง ลมหายใจแห่งอันตรายคืบคลานเข้ามากลืนกินความอบอุ่นยามกลางวัน
*ปู๊ดดด! ปู๊ดดด!*
ทันใดนั้น เสียงแตรศึกทำจากเขาสัตว์ป่าเสียงทุ้มกังวานยาวเหยียดพลันดังกึกก้องส่งสัญญาณอันตรายลงมาจากหอคอยเวรยามทิศตะวันตก เสียงแตรที่กังวานลั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่พร้อมจะชี้ชะตาชีวิตทุกคนในค่าย
ชาวบ้านและทหารบ้านที่ลานกว้างสะดุ้งตัวโยน ความวุ่นวายโกลาหลเกิดเสียงกุลีกุจอจับอาวุธขึ้นมาทันควัน เป้าสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าเยือกเย็นแหลมคมหันขวับมองไปทางประตูด้านหน้าค่าย
*กุบกับ! กุบกับ!*
เสียงฝีเท้าม้าตลบฝุ่นดินควบตะบึงเข้าทางประตูด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มทหารบ้านนำสารคนหนึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเขม่าและเหงื่อไหลไคลย้อย ท่าทางเหนื่อยหอบตัวโยนกระโดดลงจากหลังม้าแล้ววิ่งถลาเข้ามารายงานเป้าแทบเท้าละล่ำละลัก
"พี่เป้า!... เกิดเรื่องแล้วครับ! ทัพหน้าข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬนับร้อยนาย... บัดนี้จัดขบวนพลม้าและทหารราบอย่างรวดเร็วเคลื่อนทัพเข้ามาถึงเนินดินตีนเขาห่างจากค่ายป่าไผ่ของพวกเราไม่เกินสามลี้แล้วครับพี่เป้า!"
เหล่าทหารบ้านและชาวบ้านที่ได้ยินรายล้อมพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตระหนกตกใจ
เป้าตาโตวาววาบ แววตาสีดำดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมสะใจสะท้อนประกายดาบกล้า ขุนศึกหนุ่มยกมือขึ้นกุมหมัดแกร่งสีทองแดงพละกำลังเก้าชั่งในมือแน่นหนาจนเส้นเลือดปูดโปน แแสยะยิ้มกว้างกะล่อนร้ายท้าทายความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"ดี!... ในเมื่อพวกมันอยากรีบมาลงนรกปานนี้ ข้าก็จะจัดงานต้อนรับพวกมันให้สมเกียรติ! เตรียมกำลังพลเข้าประจำจุดค่ายกลป่าตะวันตกทันที คืนนี้... ข้าจะทำให้ตีนเนินดินทิศนั้นเจิ่งนองไปด้วยเลือดของพวกศัตรูสารเลว!"
สงครามใหญ่ชะตากรรมค่ายป่าไผ่พร้อมแล้วที่จะปะทุขึ้นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บนี้!
---