เฟซองชักม้าศึกมาถึงชายแดนพรอว็องค์
เขารีบดึงบังเหียนกระตุกรั้งหัวม้าไว้ก่อนจะล้ำเส้นดวงตาคมสำรวจธงรบบนกำแพงพรอว็องค์ ไม่ใช่ตราดาบขลิบปีก แต่เป็ตราเหยี่ยวูเาสีแดงธงรบบาวาเรีย!
รองแม่ทัพคว้าแตรสัญญาณเป่าสุดลมปอดเป็สัญญาณหยุดทัพจนเสียขบวน
แต่หากพ้นแนวสะพานไปแล้วทหารฟรองเซอาจกลายเป็ศพนับร้อยด้วยคมศรบนกำแพงพรอว็องค์
“แจ้งนาม”เสียงก้องแว่วผ่านสายลม
ทหารหน่วยสื่อสารชักม้าเทียบเฟซองแล้วกล่าวตามคำพูดของเขา“เฟเดอริก ลูเซอรี่ (Фредерикс Люсери)”ทหารสื่อสารมองหน้าเฟซองครู่ใหญ่ ก่อนจะประกาศนามของเขา
“ลูเซอรี่เหรอ”เสียงทหารบาวาเรียกำลังพูดคุยกันดังระงม
“ใช่ลูเซอรี่แห่งบาวาเรียหรือเปล่า”ทหารคุยกันจากกำแพงเมืองพรอว็องค์ แต่ก็สงบลงเมื่อเสียงแตรดังยาวบนกำแพงเมืองมีความโกลาหลเล็กน้อย
เฟซองยิ้มย่องบนมุมปากเมื่อเห็นชายในชุดเกราะสีทองเป็มันกำลังยืนวางอำนาจอยู่บนป้อมประตูเมืองหลุยส์แห่งบาวาเรีย สติทหารหนุ่มตื่นจนกายเต้นระริก แล้วฉีกยิ้มบนมุมปาก เขาจึงชักม้าก้มเคารพอย่างเป็ทางการ“แด่ท่านลุดวิจ”
“เ้าหรือคนที่อ้างสกุลลูเซอรี่” ลุดวิจคำรามลั่นเหนือป้อมประตูเมือง
“ข้านั้นคือเด็กชายผู้อยู่หลังม่านไม้ในวันที่พ่อของข้าถูกฆ่าโดยคนที่ไว้ใจ” เฟซองเตือนความทรงจำลุดวิจ
“ลูเซอรี่ตนไหน” ลุดวิจหัวเราะดัง“เ้าเป็ผีอย่างนั้นหรือ”
เฟซองขบฟันแน่น มือแกร่งทั้งสองกำบังเหียนจนสันหนังกดลึกเป็รอยบากแต่ม้าตื่นตัวได้เตือนว่าเขามีภารกิจ “ท่านคาร์ลสั่งข้ามาคุ้มกันชาล์เดอพรอว็องค์”
ม้าศึกชูหัวขึ้นสูง หูม้าเคลื่อนไหวไปข้างหน้าดวงตาจับจ้องไปยังชายหลังกำแพงค่ายศึก
รองแม่ทัพดึงบังเหียนคุมให้ม้านิ่งท่าทีอาชาศึกกลับส่ายตัวไปมาเล็กน้อย
เสียงหัวเราะแ่จากกลุ่มทหารต่างชาติทำให้เฟซองยิ่งตัวเกร็งมากกว่าเดิม
เ้าม้าย่ำเท้าเบา ๆ หลายครั้ง
“ทหาร”เฟซองลดเสียงต่ำสั่งทหาร
“ที่นี่ไร้กิจการใดของฟรองเซ”นายกองบาวาเรียตวาดสวนตอบแทนหลุยส์ดึงความสนใจของเฟซองไปจ้องมองใบหน้าเล็กเท่าธุลีหิน
สีหน้าผู้เป็ใหญ่แดงสุกปานลูกเชอร์รีขณะที่ท่าทีของทหารบาวาเรียเริ่มแข็งกร้าวเสียงหัวเราะเริ่มสงบลง อีกทั้งม้าศึกของเฟซองก็เริ่มเดินวนไปมา
“ชูว์...”เฟซองลูบคอม้าคู่ใจถี่ ๆ พร้อมชักม้าให้สงบ
ม้าศึกของเขาแตกต่างจากกลุ่มทหารบุกทะลวงฟันม้าศึกกองหน้าเ่าั้ล้วนมีลำตัวใหญ่ ข้อเท้าหนาแรงชนิดที่ถีบเท้าหน้าหนักจนสามารถล้มประตูเมืองลงได้
แต่อาชาคู่ใจของเฟซองนั้นเป็ม้ารูปร่างปราดเปรียวขาหลังแข็งแรง ถีบส่งวิ่งเร็วกว่าใคร และสิ่งสำคัญคือมีััรวดเร็วถึงอันตราย จึงรับรู้เสียงข้าศึกห่างไกล
หูอาชาแสนรู้กำลังกระตุกถี่กล้ามเนื้อขาหลังกระตุกพร้อมกระโจน
สัญญาณอันตราย!
“ชาล์แห่งพรอว็องค์ออกจากวังหลังมีฏในเบอร์กันดี”เฟซองดึงม้าให้สงบ
แม่ทัพข้างกายหลุยส์ตอบทันควันว่า“อย่าเป็ห่วง เราคุ้มกันราชวงศ์แล้ว”
หลุยส์หน้าแดงก่ำเขาก้มตัวลงกระซิบข้างหูแม่ทัพตนเองอีกครู่หนึ่ง
“แจ้งนายของเ้า จงไปจากแผ่นดินเมื่อจบงานอภิเษก”เกสิเย่ร้องตอบ
หลุยส์ยกไหล่ขึ้นสูงแล้วโบกมือไล่เฟซองให้ถอยทัพมืออีกข้างจับราวหิน
ดวงตาไวััของเฟซองเตือนว่าหลุยส์กำลังมีเื่กังวล
เฟซองมั่นใจฝีมือการอ่านท่วงท่าอารมณ์ของคนเขาสงสัยว่าหลังกำแพงนั้นไร้ดันเต้กับครอบครัว แล้วฉีกยิ้มบนมุมปาก “ขอให้ข้าเข้าเฝ้าชาล์แห่งพรอว็องค์ด้วย”
กรามหลุยส์ขึ้นสันขบไปมาเฟซองยิ่งมั่นใจจนรีบชักม้าเชิดหัวขึ้น
“ท่านชาล์แห่งฟรองเซกำชับข้าต้องมั่นใจว่าท่านชาล์แห่งพรอว็องค์และภริยาปลอดภัย” ตาคมจ้องใบหน้าแดงก่ำที่สีจับขึ้นไปถึงหัวกบาลมือหนากุมขอบระเบียงป้อมแน่น การถอนหายใจแรงหลายครั้งตามด้วยสบถเสียงงึมงำ ท่าทีที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมานั้นทำให้เฟซองมั่นใจว่าหลังกำแพงไม่มีตัวชาล์เดอพรอว็องค์และครอบครัวอย่างแน่แท้
“ขอให้ข้าได้ยินสุรเสียงจากราชินีกีเนเวียก็ยังดี”เฟซองขยี้ให้ตรงจุด
ทันใดนั้นเฟซองก็ตื่นเร้าขนแขนลุกตั้งพร้อมเ้าม้าที่ตื่นตัวหันไปทางทิศเหนือ
“แปรขบวนทัพ!” เฟซองดึงบังเหียนชักม้าไปทางทิศตะวันตก
กองทัพบาวาเรียจำนวนหนึ่งนำทหารม้าเข้าปิดท้ายขบวนทัพของฟรองเซ
เหงื่อกาฬของรองแม่ทัพหนุ่มแตกไปทั้งตัวเขาชักดาบชี้ไปยังเหล่าศัตรู
“เตรียมขบวนรบ” เฟซองคำรามดึงสติทหารให้วางโล่สี่เหลี่ยมเป็กำแพงรับ
ด้ามหอกสอดผ่านร่องระหว่างแนวโล่เตรียมรับการกระแทกจากทหารม้าศึกที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้
“เฟซองรายงานคาร์ลเถิดว่าเราปลอดภัยดี” สุรเสียงทรงอำนาจดังข้ามคมหอก
ทหารม้าของบาวาเรียตีขบวนยืนหยุดนิ่งห่างจากคมหอกออกไปหลาย่ม้า
เฟซองรีบกวาดมองหาเ้าของเสียงทรงอำนาจ
ธงสัญลักษณ์ราชสีห์ปีกเหยี่ยวของโลธาริ่งตราแห่งเบอร์กันดีโบกพลิ้วตามสายลมอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มรูปร่างสูงไหล่กว้าง แขนกำยำ
ใบหน้าผ่องเด่นเป็สง่าเปล่งราศีาาแผ่ทะลุชุดพ่อค้าเร่
มือของชายผู้นั้นแสดงสัญญาณสี่นิ้วให้แก่เฟซองาาดันเต้สวมชุดสกปรกก้าวลงจากหลังม้าปรากฏกายให้เฟซองเห็นเป็ครั้งแรก
“เราได้รับการคุ้มครองรอดพ้นจากเหล่าฏในเบอร์กันดีแล้ว”
รองแม่ทัพฟรองเซเอาแต่จ้องชายตรงหน้าตาไม่กะพริบเพราะราวกำลังเห็นดันเต้มีแสงเปล่งรอบศีรษะ รองแม่ทัพแห่งฟรองเซตระหนักได้ทันทีว่าความน่ากลัวของชาล์เดอพรอว็องค์คือการสร้างศรัทธา
ศรัทธาอันทรงอำนาจที่สามารถล้มศัตรูนับหมื่นนับแสนโดยไม่ต้องสู้รบ
หากเฟซองเป็ชาวเบอร์กันดีเขาก็อาจเป็หนึ่งในผู้ยินยอมก้มหัวรับใช้ชาล์แห่งพรอว็องค์อย่างเต็มใจ
แล้วความสนใจก็ถูกเบนไปยังหญิงสาวในชุดสีน้ำตาลเก่าและสกปรก
ผิวเธอผู้นั้นเปล่งประกายแสงระยิบระยับเฉกเช่นเ้าหญิงเลเน่กำลังยืนอยู่ตรงหน้านั่นต้องเป็ราชินีกีเนเวียผู้เลอโฉม
แม้เห็นหน้าเลือนรางแต่เฟซองจำทรวดทรงเย้ายวนใจได้
เหล่าทหารฟรองเซตกอยู่ในความตกตะลึงปนตื่นกลัว
เฟซองดึงสติกลัวตายกลางสนามรบเข้ามาคุมสถานการณ์ดาบในมือเก็บเข้าฝักพร้อมไถลตัวลงไปก้มศีรษะเคารพชายตรงหน้า “กระหม่อมจะรีบกลับไปรายงานแกรนด์ดยุกแห่งฟรองเซว่าพระองค์ทั้งสองปลอดภัย”เหงื่อกาฬจับเต็มใบหน้า
“ขอบใจท่านรองแม่ทัพ”ดันเต้เดินมาตบลงบนไหล่ของเขา “ไลท์นิ่งคราวด์ นานแล้วที่ไม่ได้เจอม้าขี้ตื่น”
มือหนายื่นไปหาม้าศึกของเฟซองเ้าม้าเดินมาก้มหัวลงให้ดันเต้ครู่หนึ่ง
“ม้าตัวนี้รูปร่างงดงามแต่ไม่เหมาะใช้ในคอกหลวง” เฟซองกลัวจนตัวเกร็งว่าจะถูกขอม้าคู่ใจ
ดันเต้หันมายิ้มบางตอบ “ไลท์นิ่งคราวด์ขึ้นชื่อเื่ขี้ตื่นใ คนที่นำมาใช้ประโยชน์ย่อมรู้ดีว่าเ้าม้าตัวนี้มีดีอย่างไร”ดวงตาสีทองสบกับเฟซอง “เช่นเดียวกับท่านที่ไว้ใจฝากชีวิตกับอาชาตนนี้”
เฟซองรีบก้มหน้าหลบสายตาเพราะสิ่งที่ดันเต้พูดนั้นตรงใจเขาเสียจนขนลุก
“กระหม่อมขอตัวกลับนอร์มันดี”เฟซองก้มศีรษะทุบอกลาสองผู้เป็ใหญ่
หลุยส์ถอนหายใจยาวบนกำแพงค่ายมุมปากที่เคยบิดเบี้ยวฉีกยิ้มออกทันใด
“ท่านลุดวิจเราโชคดีที่ท่านสั่งทหารกองหน้าลาดตระเวน” เกียสิเยยิ้มอ่อน
“หากไม่พบเชื้อพระวงศ์แห่งโลธาริ่งเราแย่แน่” โพเทย์ลูบอกตนเองถี่ ๆ
“ถ้าเ้าผีลูเซอรี่กล้าบุกเข้ามาในพรอว็องค์เราต้องถูกสอบสวนอย่างแน่แท้” แม่ทัพเกียสิเยยกนิ้วชี้ขึ้นปิดปากตนเองทันใด“เื่นี้ห้ามนำไปแพร่งพรายแก่ผู้อื่น” เกสิเย่หันไปหาแม่ทัพเอียมุส“จงสั่งทหารในวังลงบันทึกว่าดันเต้ออกล่าสัตว์”
“เซียร์”เอียมุสปาดเหงื่อแล้ววิ่งไปขึ้นหลังม้า
“โพเทย์ เชิญดันเต้เข้าตำหนักราชวงศ์”เกียสิเยสั่งแม่ทัพอีกคนก่อนจะหันไปหาท่านหลุยส์ “ประชุมทัพเลยไหมเซียร์”
หลุยส์พยักหน้าแล้วขึ้นม้าก่อนจะชักม้าศึกเดินช้า ๆ ไปตามเส้นทางหิน
“สะพานสายรุ้งแห่งพรอว็องพวกเขาขนหินมาถมแม่น้ำเพื่อสร้างพระราชวังกลางทะเลสาบ” เกียสิเยเหยียดปาก
หลุยส์หันไปส่งสายตาปรามแม่ทัพข้างกาย“เ้าคิดว่าผู้ใดสามารถสร้างสะพานหินกว้างกว่าสามวา ยาวกว่าพันก้าว”ดวงตาสีเข้มมองไปยังปราสาทหลังใหญ่แสดงศิลปะไบเซนไทน์หลังซุ้มประตูหิน “เ้าบุกยังไม่ทันถึงวังก็ตายอยู่บนสะพาน”
“เราก็ตัดสะพานทิ้งแล้วปล่อยให้พวกเขาอดตาย” เกียสิเยทำตากลมใสซื่อ
หลุยส์ส่ายศีรษะ “เ้าได้เป็แม่ทัพเพราะแก่ปีหรือ?เ้าผ่านมากี่ศึกแล้ว”
“ปราสาทที่มั่นคงต้องอยู่บนที่สูงมีหุบเขาอยู่ใจกลาง นั่นจะช่วยป้องกันเรามิใช่เหรอ” เกียสิเยไม่ยอมแพ้
“เ้าเป็แม่ทัพเพราะรอดตายจริงด้วย”หลุยส์มองปลาะโเล่นน้ำ “ทะเลสาบอุดมสมบูรณ์มาก เ้าเห็นไหม”
เกียสิเยพยักหน้าเห็นด้วยดวงตามองไปยังเรือหลวงลำใหญ่ข้างพระราชวัง “ให้ตายสิ! เ้าดันเต้เก่งเื่เดินเรือ”
มือหลุยส์ชี้ไปทางแนวเขาล้อมเมืองบนฝั่ง“นั่นคือกำแพงป้องกันพรอว็องค์แบบที่เ้าชอบ” มือชี้ไปตามแนวสะพานเชื่อมเมืองกับพระราชวัง“ส่วนทะเลสาบนี่คือกำแพงสุดท้ายของพรอว็องค์ เ้าคงตายก่อนถึงตัวปราสาท”
“ที่ท่านหลุยส์ล่อลวงพวกขุนนางว่าจะตัดสะพานก็...”เกียสิเยอ้าปากค้าง
มือหลุยส์ยกนิ้วชี้ขึ้นปิดปาก“คนไร้ปัญญาถึงแม้ได้กริชคมก็ใช้แค่ปอกผลไม้”
“ศาสนขุนพลวางแผนใด ถึงตัดสินใจให้เลเน่แต่งงาน”เกียสิเยพูดลอยลม
“คงหวังสร้างราชวงศ์ฟรองเซขึ้นมาคานอำนาจบาวาเรีย”หลุยส์มองยอดปราสาททองคำ “คาร์ลจะมีสิทธิปกครองอนาธิปไตยฟรังเกียกลางหลังโลธาริ่งสิ้น”ยอดตราดาบชี้ขึ้นบนท้องฟ้าพาให้หลุยส์คำรามสบถในคอ
“พวกนี้ความคิดตื้นเขินคาร์ลนั้นก็เก่งแต่รบกับพี่น้อง” เกียสิเยเหยียดปาก “ไร้ผลงานพิชิตแผ่นดินเช่นท่าน”
“แผนการศาสนขุนพลนั้นต้องระวัง”ดวงตาสีเข้มลดลงมองประตูหินอ่อน “เป็สิ่งที่ต้องขบให้แตก”
“อย่าไปคิดมากเลยท่านขุนนางก็เปิดทางแล้ว” เกียสิเยกล่าวเสียงใสเอาใจนาย“เราลากคนทั้งสองมาตัดหัวหรือชิงฆ่าในวังเหมือนพวกลูเซอรี่ จะได้จบโดยเร็วแล้วกลับไปพักผ่อน”แม่ทัพยิ้มกว้าง “ให้พวกเขาเข้าพบคืนนี้เลยไหม”
หลุยส์ผ่อนลมหายใจยาว “ข้าไม่ได้วิวาห์กับราชินีแห่งเบอร์กันดีใช่ไหม”
เกียสิเยหุบยิ้มลงเพราะรู้ว่าตนเองถูกตำหนิ“ใช่ขอรับ”
“ก็หยุดความคิดโง่เง่าที่จะพาพวกเราพินาศ” หลุยส์ละสายตามองประตูวัง“ปล่อยพวกเขาพักผ่อนสักคืน พรุ่งนี้เราจึงจะจัดการสิ่งที่ควรทำในท้องพระโรง”