ตอนที่ 8 ความลับขององค์หญิงใหญ่
มู่จิ่นเหยียนที่กำลังจ้องมองบนท้องฟ้าอยู่นั้น มิทันได้รู้ตัวเลยว่าตอนนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงกับสตรีสูงศักดิ์ที่ตนเพิ่งโอบเอวแล้วใช้วิชาตัวเบาพามา
ทันทีที่หันหน้ากลับมามองจินอวิ๋นเซียนที่ดูเงียบจนผิดปกติ ก็ได้แต่ร้องใ
“เฮ้ย…นี่ท่านเป็ใครเนี่ย”
เขาใจริงๆ กับสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสายตา ก่อนหน้านั้นเขาพาองค์หญิงใหญ่ผู้เลอโฉมหลบหนีผู้คน นางสวมด้วยชุดสีชมพูปักปิ่นสีขาวที่ทำจากหยกมันแพะ
แต่ตอนนี้บุคคลที่เขาเจอกลับเป็บุรุษรูปร่างองอาจอายุพอๆ กันกับเขา ถึงแม้จะสวมใส่ชุดที่เหมือนกันกับขององค์หญิงใหญ่อยู่ก็ตาม แต่ชุดที่งดงามนั้นกลับสั้นเต่อรั้งขึ้นจากร่างกายของบุรุษผู้นั้น
“เ้าจะจำข้าไม่ได้ก็ไม่แปลก ทั้งที่เป็คืนพระจันทร์เต็มดวงแท้ๆ เหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้นะ”
เสียงที่ตอบกลับบอกแน่ชัดแล้วว่าเป็เสียงของบุรุษ แต่บุรุษผู้นี้ไฉนเลยถึงทำท่าทางเหมือนรู้จักตน แล้วองค์หญิงใหญ่หายไปที่ใด
มู่จิ่นเหยียนทำได้เพียงปล่อยชายผู้นี้เอาไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินออกไปจากมุมนั้นเดินตามหาว่าที่ภรรยาของตน
“เ้ากำลังหาใคร”
“ก็กำลังหาสตรีที่ข้าพามาด้วยอย่างไรเล่า บอกมาเสียดีๆ ว่าเ้าพานางไปไว้ที่ใด แล้วเหตุใดจึงเอาเสื้อผ้าของนางมาสวมใส่เช่นนี้”
“เ้านี่สมองทึบรึเปล่า เวลาแค่กะพริบตา ใครจะเปลี่ยนชุดทัน ..เ้าไม่รู้สึกคุ้นเคยกับข้าบ้างเลยหรือ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่ส่ายหน้า จะให้คุ้นเคยได้เช่นไร ก็ในเมื่อตนกับบุรุษผู้นี้เพิ่งจะเคยพบหน้ากันเป็ครั้งแรก
“ฟังให้ดี ข้าเนี่ยแหละ องค์หญิงเหวินเต๋อ จินอวิ๋นเซียน ว่าที่ภรรยาของเ้า”
อยู่ๆ ก็มีบุรุษมาแนะนำตัวว่าเป็ภรรยาของตน มู่จิ่นเหยียนถึงกับเบิกตาโต ใกับสิ่งที่ได้ยิน หากบอกว่าเป็สามีก็คงจะพอน่าเชื่อถืออยู่บ้าง
“จะเป็ไปได้อย่างไร ท่านคือองค์หญิงจริงๆหรือ”
“มันเป็ไปแล้ว เ้ามีวิธีพาข้าออกไปจากตรงนี้ได้หรือไม่ สภาพแบบนี้หากใครมาพบเห็นเข้าคงไม่ดีแน่ แล้วข้าจะเล่าทุกอย่างให้เ้าฟัง”
“ท่านอยากกลับตำหนักของท่านหรือ”
“เ้าพาข้าเข้าวังโดยที่ไม่โดนองครักษ์หลวงจับ ทำได้หรือไม่เล่า”
“ทำไม่ได้”
ต่อให้มู่จิ่นเหยียนวรยุทธ์สูงแค่ไหน แต่องครักษ์ของวังหลวงก็มิใช่ผู้ที่จะต่อกรด้วยง่ายๆ หากมีแค่เพียงตนลอบเข้าไปผู้เดียวก็อาจจะยังพอหลบหลีกได้บ้าง แต่ต้องพาอีกคนหนึ่งไปด้วย ยิ่งเป็ไปไม่ได้เลยที่จะมิให้ผู้ใดพบเห็น
มู่จิ่นเหยียน จึงเสนอว่าให้ไปอยู่ที่จวนสกุลมู่แทน อย่างน้อยๆ น่าจะหลบหลีกเวรยามของจวนแม่ทัพได้ง่ายกว่า
“ข้ายังมิได้กราบไหว้ฟ้าดินกับเ้า ก็จะให้เข้าไปอยู่เรือนเ้าแล้วอย่างนั้นน่ะหรือ ผู้ใดรู้เข้า ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
สถานที่ที่มู่จิ่นเหยียนนึกขึ้นได้เกรงว่าหากบอกจินอวิ๋นเซียนไป อาจจะโดนบ่นยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ หอบุปผามิใช่สถานที่ของสตรีสูงศักดิ์เช่นนางจริงๆ
เขาจึงได้แต่มองกลับไปกลับมาระหว่างองค์หญิงเหวินเต๋อในร่างของบุรุษ กับตัวเองที่อยู่ในชุดของบุรุษเช่นกัน
“โน้นก็ไม่ไป นี่ก็ไม่ไป เอาอย่างนี้แล้วกัน พระองค์ถอดชุดมาให้กระหม่อม แล้วเอาชุดกระหม่อมไปสวมใส่แทน”
“จะให้ข้าเปลื้องผ้าต่อหน้าเ้าเนี่ยนะ”
“ช้าเร็ว กระหม่อมกับองค์หญิงก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานกัน จะกลัวอะไร เร็วๆ เข้าเดี๋ยวก็มีคนมาหรอก”
ทั้งสองคนจึงจัดการสลับเสื้อผ้าที่สวมใส่ซึ่งกันและกัน เพียงแต่มู่จิ่นเหยียนที่เคยแต่ใส่ชุดผู้ชาย มิเคยใส่ชุดผู้หญิงกลับดูทุลักทุเลในสายตาของจินอวิ๋นเซียนอยู่ไม่น้อย
“มานี่ ข้าช่วย”
จินอวิ๋นเซียนที่สวมชุดบุรุษเรียบร้อยแล้วจึงเดินมาช่วยมู่จิ่นเหยียนสวมใส่ชุดสตรี
พอพวกเขาอยู่ใกล้กันในระยะประชิด จินอวิ๋นเซียนกลับพบว่าอันที่จริงมู่จิ่นเหยียนนั้นร่างกายเล็กกว่าเขาที่อยู่ในร่างบุรุษเสียอีก ยิ่งพอได้สวมใส่ชุดของเขาแล้วยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนสตรีเข้าไปใหญ่
ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่เห็นจินอวิ๋นเซียนสวมชุดบุรุษ แต่บนศีรษะยังปักปิ่นงดงามราวกับสตรีในห้องหอ ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“เ้าขำอะไรหนักหนา”
“ก็ดูท่านสิ สวมชุดบุรุษแต่ยังปักปิ่นสตรีอยู่บนศีรษะ ไม่รู้สึกแปลกบ้างหรือ”
เมื่อพูดเสร็จแล้ว มู่จิ่นเหยียนจึงไม่รอช้า ปลดปิ่นและเกี้ยวครอบผมของตนเองออก ผมดกดำที่เคยที่รวบไว้อย่างดีกลับทิ้งตัวสยายลงมา จินอวิ๋นเซียนที่ยังตะลึงกลับรูปโฉมของมู่จิ่นเหยียนถึงกับทำตัวไม่ถูก อีกทั้งยังรู้สึกว่าหากมู่จิ่นเหยียนเป็สตรีก็คงจะดีไม่น้อย
“พระองค์รวบผมให้กระหม่อมแบบสตรี เอาแบบง่ายๆ พอ ส่วนท่านก็ใช้ของพวกนี้”
จินอวิ๋นเซียนจึงเกล้าผมให้มู่จิ่นเหยียนแบบเรียบง่าย ถึงแม้ว่าตนจะเป็องค์หญิงใหญ่แต่ก็ยังพอเกล้าผมได้บ้าง
ทั้งสองคนผลัดกันแต่งตัวให้กันจนเรียบร้อย ครั้นตรวจดูร่างกายของทั้งคู่แล้วรู้สึกไม่แปลกประหลาด มู่จิ่นเหยียนจึงพาองค์หญิงใหญ่ที่บัดนี้อยู่ในร่างกายของบุรุษรูปงาม ส่วนตัวเองก็กลายเป็สตรีไปแล้วเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมที่คิดว่าจะพาจินอวิ๋นเซียนไปพักที่นั่นเสียก่อน
เป็อย่างที่มู่จิ่นเหยียนคาดการณ์เอาไว้ ผู้คนที่เคยเห็นหน้าเขาล้วนมิได้เข้ามาทักทาย เกรงว่าคงจะจำไม่ได้มากกว่า ซึ่งนี่ก็เป็การดีสำหรับพวกเขาทั้งสองคน
“นายท่าน ห้องตอนนี้เต็มหมดแล้วขอรับ เหลือเพียงแค่หนึ่งห้องเท่านั้น ท่านยัง้าหรือไม่”
มู่จิ่นเหยียนมีตัวเลือกไม่มากนัก หากมิพักที่นี่ก็เหลือแต่โรงเตี๊ยมขนาดเล็ก เกรงว่าผู้ที่เคยสะดวกสบายมาั้แ่เกิดอาจจะไม่พอใจ จึงได้แต่พยักหน้าตกลง
เสี่ยวเอ้อร์พาทั้งคู่เดินไปยังห้องพักที่อยู่มุมสุดชั้นสอง ภายในห้องตกแต่งอย่างดี ข้างของเครื่องเรือนยังคงสะอาดสะอ้าน จินอวิ๋นเซียนรู้สึกสบายใจว่าห้องของโรงเตี๊ยมก็ไม่ได้แย่อย่างที่ตนคิดไว้
หลังจากที่ทั้งคู่พากันเข้ามาด้านใน มู่จิ่นเหยียนนั่งลงจิบชา ก่อนจะนึกถึงเื่สำคัญอีกเื่หนึ่ง
“กระหม่อมคงต้องไปส่งข่าวก่อน มิเช่นนั้นองค์รัชทายาทคงรับสั่งหาพระองค์ให้ทั่วทั้งเมือง”
“เ้าจะทิ้งข้าไว้ผู้เดียวอย่างนี้หรือ”
“ไม่ทิ้ง ไม่ทิ้ง เดี๋ยวกระหม่อมก็กลับมา”
มู่จิ่นเหยียนที่ทะยานออกไปทางหน้าต่าง จึงรีบวิ่งไปตามบ้านเรือนราวกับกลัวว่าจะมีผู้ใดพบเห็น เป้าหมายของตนที่จะใช้ส่งข่าวให้องค์รัชทายาทจินอวิ๋นหยางคือหอบุปผา
มู่จิ่นเหยียนตั้งใจจะให้คนของหลันฮวาไปแจ้งแก่องครักษ์ของรัชทายาทที่เดินกวัดไกวอยู่ในเมืองตอนนี้ แจ้งข่าวเื่ที่เขาพาองค์หญิงกลับตำหนักแล้ว ถึงแม้จะเป็การทูลความเท็จก็ตาม แต่อย่างน้อยก็คงพอทำให้องค์รัชทายาทเบาพระทัยไปได้สักระยะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยพาตัวเองไปรับโทษทีหลัง
“ท่านติดใจชุดของสตรีหรือคุณชายสาม”
“หยุดหยอกล้อข้าได้แล้ว ให้คนของเ้าไปแจ้งองครักษ์ของรัชทายาทตามที่ข้าบอก”
“เดี๋ยวก่อน ท่านจะออกไปแบบนี้นะหรือ”
“อืม ไม่เป็หรอก ไม่มีผู้ใดเห็น”
“แล้วว่าที่ภรรยาท่าน เห็นท่านสภาพนี้นางจะไม่ใแน่นะหรือ”
“ถ้าเ้าเห็นสภาพนาง เ้าจะใยิ่งกว่าเห็นข้าเสียอีก ..ข้าไปแล้ว”
มู่จิ่นเหยียนเอ่ยลาหลันฮวาทันทีที่สั่งเสียเสร็จ หากเขากลับไปช้าเกรงว่าคนที่รออยู่ในโรงเตี๊ยมคงได้โวยวายห้องแตกอย่างแน่นอน
หลังจากที่องค์รัชทายาทจินอวิ๋นหยางทราบข่าวก็ทรงเขาพระทัย รับสั่งให้องครักษ์เลิกติดตามแล้วก็เสด็จกลับตำหนัก
ด้านชุนกงกงที่รออยู่ที่ตำหนักก็ยิ่งเป็ห่วงองค์หญิงของตน เพราะว่าั้แ่เกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ชุนกงกงก็รับรู้แล้วว่าองค์หญิงที่ตนดูแลมาั้แ่ทรงพระเยาว์ตอนนี้น่าจะเกิดเื่ขึ้นอย่างแน่นอน จึงได้รีบวิ่งไปขอเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้
“ชุนกงกงไม่ต้องเป็ห่วง อวิ๋นเซียนอยู่กับราชบุตรเขย นางไม่เป็อะไรหรอก”
“หากแต่องค์หญิงทรงอยู่ในร่างบุรุษ เกรงว่าราชบุตรเขยจะไม่เข้าใจกับเื่ที่เกิดขึ้น”
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วง มู่จิ่นเหยียนจะเข้าใจทุกอย่างแน่นอน เ้ากลับไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้นางก็คงจะกลับ”
ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่ส่งข่าวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบกลับมายังโรงเตี๊ยมทันที โดยในมือยังมีขนมที่หยิบฉวยมาจากห้องของหลันฮวาอีกสองสามอย่าง
“กระหม่อมกลับมาแล้ว พระองค์หิวหรือไม่”
“อยู่ในสภาพนี้ยังมีใจไปหาขนมมากินอีกหรือ”
ถึงจินอวิ๋นเซียนจะบ่นว่ามู่จิ่นเหยียนแต่ก็ยังรับขนมนั้นขึ้นมากิน
มู่จิ่นเหยียนที่รอให้คนตรงหน้าสงบสติอารมณ์แล้ว ก็เอ่ยคำถามที่ค้างคาใจมาั้แ่ก่อนหน้านั้น เขาเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างนี้กันแน่
“ท่านจะเล่าให้กระหม่อมฟังได้หรือยัง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน เหตุใดท่านถึงอยู่ในสภาพเช่นนี้”
“เื่นี้มีคนรู้น้อยมาก นอกจากเสด็จพ่อ ชุนกงกง ท่านโหร ก็คงมีเ้านี่แหละ อันที่จริงแล้วเสด็จแม่ของข้าเป็คนของเผ่าจันทรา นางควรจะอยู่ในเผ่าให้กำเนิดสตรี แต่เพราะว่านางหนีออกมาใช้ชีวิตกับบุรุษอื่นจึงทำให้ลูกของนางถูกคำสาป”
“หมายความว่าอย่างไร กระหม่อมไม่เข้าใจ”
“คนของเผ่าจันทราทุกคนล้วนเป็สตรี มีบุตรได้จากการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ และลูกของสตรีเ่าั้ล้วนแต่เกิดมาเป็ผู้หญิง หากแต่มีใครก็ตามทำให้สายเืของเผ่าจันทราแปดเปื้อน คนผู้นั้นจะถูกคำสาปไปตลอดชีวิต หรือจนกระทั่งตาย”
“หมายความว่าพระมารดาของท่าน หนีออกมาจากเผ่าแล้วแต่งงานกับฝ่าา ท่านที่เป็ลูกจึงต้องรับคำสาปแทนใช่หรือไม่”
“ไม่เพียงแค่นั้น ที่มารดาของข้าต้องจบชีวิตลงก็เพราะว่าให้กำเนิดข้า หากข้าเกิดมาเป็ผู้หญิงมารดาก็คงจะไม่เสียชีวิต เพียงแต่ข้าเกิดมาเป็ผู้ชาย หยินหยางไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ มารดาของข้าเลยต้องจากโลกไป ทิ้งข้าไว้เพียงลำพัง”
“แล้วคำสาปที่ท่านว่ามันคืออะไร เกี่ยวกับที่ท่านเป็แบบนี้หรือ”
“เกี่ยวแน่นอน เดิมที่ร่างข้าคือบุรุษแต่ตราบใดที่ยังมีแสงของดวงจันทร์ ข้าก็จะถูกอำนาจนั้นกดพลังหยางในตัว ทำให้กลายเป็สตรีอย่างที่เ้าเห็น ยกเว้นคืนเดือนมืดที่ข้าจะกลับมาอยู่ในร่างบุรุษอย่างแท้จริง แต่ก็เพียงไม่นานพอผ่านวันนั้นไป ข้าก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครั้ง”
“หากยังมีดวงจันทร์ท่านก็จะอยู่ในร่างของสตรีตลอดไป ถูกหรือไม่”
“ใช่ อย่างเช่นคืนนี้อยู่ๆ ดวงจันทร์ก็ถูกสุนัข์กลืนกินจนมืดมิด ข้าถึงกลับมาอยู่ในร่างบุรุษอย่างไรเล่า แต่อีกไม่นานหากพระจันทร์กลับเป็เช่นเดิม ตัวข้าก็จะอยู่ในร่างสตรีอีกครั้ง”
“ท่านเป็เช่นนี้มาั้แ่เกิดเลยหรือ ภายใน30วัน จะมีคืนแรมเพียงแค่1วันเท่านั้น”
“ใช่ ข้าได้เป็ผู้ชายแค่เพียง1 วันเท่านั้นแต่นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญที่สุดคือ หากข้าอายุครบ25ปี เมื่อไหร่ ข้าก็ไม่ต้องทนสภาพร่างกายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอีกแล้ว”
มู่จิ่นเหยียนได้ยินประโยคนี้ มิได้รู้สึกดีใจเพราะว่าจากสีหน้าท่าทางของผู้ที่กำลังเล่านั้นราวกับไม่ใช่เื่ที่น่ายินดีสักเท่าไหร่
“หมายความว่าอย่างไร”
“พอข้าอายุครบ25 ก็หมดสิ้นคำสาปแล้ว ร่างกายของข้าก็ถึงอายุขัยพอดี”
“ท่านหมายถึงตายอย่างนั้นนะหรือ”
จินอวิ๋นเซียนได้แต่ฝืนยิ้มน้อยๆ พยักหน้ายอมรับกับชะตากรรมของตน
“แล้วมีทางแก้คำสาปหรือไม่”
“ไม่รู้ เสด็จพ่อและท่านโหรพยายามหาวิธีถอนคำสาปนี้แต่ก็ไม่ได้ผล จนเมื่อไม่นานเสด็จพ่อกับท่านโหรอนุญาตให้ข้าออกตามหาเผ่าจันทราด้วยตนเอง เผื่อว่าที่เผ่านั้นจะมีวิธีแก้คำสาป”
“ตามหาเผ่าจันทรานี่ไม่ยากกว่างมเข็มในมหาสมุทรหรืออย่างไร”
“เสด็จพ่อตรัสว่า เสด็จแม่หนีออกมาจากเผ่าได้ ก็น่าจะมีทางเข้าเผ่า เพียงแต่ทางเข้าอยู่ที่ใดก็ยังไม่มีผู้ใดรู้ อีกอย่างเ้าก็รู้เื่ตำนานของเผ่าจันทรา หากให้ใครรู้ว่าเืของข้าสามารถช่วยชีวิตคนได้ เกรงว่าข้าคงอยู่ไม่ถึงอายุขัยเป็แน่”
“ท่านไม่ต้องห่วง กระหม่อมจะเก็บเื่นี้เป็ความลับ”
“เ้าไม่เพียงแต่ต้องเก็บเป็ความลับ แต่เ้านั่นแหละคือคนที่ต้องพาข้าไปหาเผ่าจันทรา”
“หา!!!!!…กระหม่อมเนี่ยนะ”
มาถึงตรงนี้มู่จิ่นเหยียนเข้าใจทุกอย่างแล้ว เหตุใดสมรสพระราชทานถึงตกมาอยู่ที่เขาจนได้ หากมองทั่วราชสำนักก็คงไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่าตนแล้ว
ตอนที่จินอวิ๋นเซียนอยู่ในร่างสตรี เขาที่เติบโตมาในร่างของบุรุษย่อมไม่ทำให้นางลำบาก กลับกันหากองค์หญิงใหญ่สามารถแก้คำสาปกลับมาใช้ชีวิตในร่างบุรุษได้แล้ว มู่จิ่นเหยียนที่เดิมที่ก็เป็สตรีอยู่แล้วก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตดั่งสตรีทั่วไปได้เช่นเดียวกัน ถือว่าการแต่งงานครั้งนี้มิได้ผิดศีลธรรมแต่อย่างใด
มาถึงตรงนี้แล้วเขาไม่แปลกใจเลย เหตุใดั้แ่เล็กจนโตจินตงหยางฮ่องเต้จึงสนับสนุนให้สกุลมู่เลี้ยงดูเขาเยี่ยงบุรุษ ที่แท้ก็้าเอาไว้ใช้งานอย่างเช่นตอนนี้นี่เอง 'ช่างเป็ฮ่องเต้ที่เ้าเล่ห์เสียจริง' ประโยคนี่เป็มู่จิ่นเหยียนที่แอบคิดขึ้นมาในใจ หาได้กล่าวออกไปไม่