วรเมธกลืนน้ำลายลงคอเบาๆดวงตาเขายังคงจับจ้องที่ร่างเร่าร้อนตรงหน้าราวกับจะอ่านให้ทะลุถึงความคิดลึกภายในใจขณะเดียวกัน เสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ทำให้คนอีกฝั่งของโซฟาขยับตัว ปพนต์ค่อยๆพลิกตัวกลับมา สายตาของเขายังมึนงง แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ร่างเปลือยของภรรยาสาวตะแคงกายหันหลังอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มอีกคนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มเย้ายวนแฝงความเขินอายน้อยๆ เขากลับไม่ได้มีแววแปลกใจใดๆ มีเพียงรอยยิ้มมุมปากที่เขาแสดงออกอย่างเข้าใจ… และยอมรับ
มารตีหันไปสบตาสามีราวกับขออนุญาตด้วยสายตา แต่ปพนต์แค่ยกมือขึ้นมาแตะแก้มภรรยาของเขาเบาๆก่อนจะปล่อยลง แล้วพยักหน้าอย่างช้าๆ
“พวกเราอยู่ด้วยกันตรงนี้แล้ว...ไม่เป็นอะไรหรอก”เสียงเขานุ่ม อ่อนโยน
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นทางกายเท่านั้น แต่เพราะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ลึกกว่าความเข้าใจ ความมั่นคง... และการยอมรับที่ไม่อาจอธิบายได้
วรเมธยกมืออีกข้างขึ้นมาแตะแก้มเธอปลายนิ้วไล้จากโหนกแก้มลงมาที่แนวคางอย่างนุ่มนวล เขาไม่พูดอะไรแต่ทุกสัมผัสของเขาชัดเจนจนมารตีต้องหลับตา
ใช่แล้ว…เธอกำลังถูกรัก จากทั้งสองคน
ทั้งสามไม่พูดอะไรอีกปล่อยให้ช่วงเวลาอันแสนเปราะบางนั้นล่องลอยอยู่ในห้อง เหมือนหมอกบางๆที่โอบล้อมไว้ แสงแดดภายนอกยังสาดเข้ามาเรื่อยๆ จนร่างของทั้งสามเปล่งประกายอย่างบางเบาในเช้าวันใหม่
ร่างสวยเอนนอนลงอีกครั้งกลางระหว่างวรเมธและปพนต์ มือของเธอจับมือทั้งสองไว้แน่น ก่อนจะกระซิบเบาๆ ว่า “เมื่อกี้...ไม่ใช่แค่ความฝันใช่ไหมคะ?”
ไม่มีคำตอบ...มีเพียงเสียงลมหายใจหนักแน่นและสัมผัสของปลายนิ้วที่กระชับมือของเธอแน่นขึ้นกว่าเดิมเป็นคำตอบที่ดังกว่าเสียงใดๆ ในเช้านี้
เสียงนกร้องแผ่วเบารับรุ่งอรุณลมเย็นจากหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้พัดเข้ามาเบาๆคล้ายจะปลุกทุกอย่างให้ตื่นจากห้วงนิทรากลิ่นหอมของอากาศที่ชื้นกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ฝนลูกใหม่ที่กำลังจะมาแสงแดดยามเช้าที่เคยแผดจ้าในไม่กี่ชั่วโมงก่อนกลับอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว
ท้องฟ้าดูคล้ำลงสีเทานวลห่อหุ้มบรรยากาศภายนอกส่วนภายในห้องนั่งเล่นที่เงียบสงบกลับยังคงอบอุ่นด้วยไออารมณ์ของความเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านไปมารตียังนอนนิ่งอยู่กลางโซฟาร่างกายของเธอถูกโอบล้อมด้วยแขนของสองหนุ่มที่ยังหลับใหล ข้างหนึ่งคือวรเมธอีกข้างคือปพนต์ ต่างคนต่างกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะล่องลอยหายไป
แต่ถึงจะนอนนิ่งหญิงสาวกลับไม่ได้หลับ หัวใจเธอเต้นแรงตั้งแต่เมื่อครู่…เมื่อลมหายใจที่เป่ารินอยู่ข้างลำคอเริ่มหนักแน่นขึ้น และบางอย่าง บางสิ่ง ที่กดแนบอยู่กับสะโพกอวบทั้งด้านซ้ายและขวาก็เริ่ม… ขยับตัว...แข็งขืนขึ้น
มารตีกลืนน้ำลายลงคอเบาๆดวงตากลมโตกะพริบถี่ มือเล็กทั้งสองยังวางอยู่ข้างลำตัว แต่ร่างกายกลับสั่นน้อยๆจากแรงสัมผัสที่ “ไม่ตั้งใจ” นั้น หรือ… ตั้งใจ? เธอไม่แน่ใจนักแต่เมื่อสิ่งนั้นเสียดสีเข้ากับผิวเนื้ออย่างเนิบช้ากลิ่นอายของความวาบหวามก็เริ่มตีตื้นขึ้นมาจากก้นบึ้งในช่องท้อง...อืมเดี๋ยวนี้พี่ปพนต์ฟื้นตัวไวจัง
สาวสวยสูดลมหายใจเข้าก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวขึ้นนั่งช้าๆ อย่างระมัดระวัง หวังไม่ให้ใครตื่น แต่เมื่อเธอลุกขึ้นมาเต็มตัวสะโพกขยับเพื่อพยุงตัวเอง ใบหน้าเธอกลับร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะสิ่งนั้นยังอยู่…ยังแนบ… และยัง ตอบสนองอยู่
วรเมธขยับตัวเล็กน้อยในขณะที่ปพนต์ยกมือขึ้นมาแตะหลังเธอแผ่วเบาราวกับบอกว่า “เขาตื่นแล้ว” แต่ไม่พูดอะไร มารตีหลับตา สูดลมหายใจลึกๆ อีกครั้งมือเธอเอื้อมไปแตะสิ่งนั้นอย่างช้าๆ ทั้งซ้ายและขวา พร้อมกันและเมื่อเธอจับมันไว้แน่น ปลายนิ้วเธอกลับสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ ขยับเลื่อนขึ้นลงไปมา
หน้าสวยก้มลงหัวใจเต้นรัว เสียงลมหายใจของทั้งสองหนุ่มเริ่มเปลี่ยนจังหวะ วรเมธพ่นลมหายใจออกมาเงียบๆขณะปพนต์เพียงเลื่อนตัวขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเขาเฉียดหลังไหล่ของเธอและเป่าลมหายใจอุ่นๆ ลงบนผิวเปลือยนั้น
มารตีหลับตาปล่อยให้จังหวะของมือเคลื่อนไปเอง… ไม่รีบร้อน ไม่หยาบคายหากแต่เต็มไปด้วยจังหวะที่ รับฟังการตอบสนองของทั้งสองคน
“รตีรู้หรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่?” เสียงทุ้มต่ำของปพนต์เอ่ยเบาๆ ริมหู
เธอไม่ตอบมีเพียงการก้มหน้าลง...แนบชิดใกล้กว่าเดิม ขณะที่มือทั้งสองยังขยับไม่หยุด ลมหายใจของเธอกระทบกับผิวเนื้ออย่างจงใจก่อนที่เธอจะเปล่งเสียงอ่อนหวานขณะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“รู้ค่ะ... และรตีเลือกแล้ว”
มือของวรเมธเอื้อมมาสอดประสานกับมือของเธอที่ยังประคองสิ่งนั้นไว้ก่อนที่เขาจะบีบมือเธอแน่น ไม่ใช่เพื่อหยุด แต่เพื่อ “บอกให้รู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้”
ปพนต์ขยับเข้ามาอีกนิดมือของเขาลูบหลังเธอช้าๆ จนเธอสะดุ้งเบาๆ เขากระซิบอีกครั้ง “เราจะดูแลเธอให้ดีที่สุด…ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
คำพูดเหล่านั้นเหมือนพรมวิเศษที่ห่อหุ้มร่างเปลือยเปล่าของเธอไว้แน่นมารตีหยุดมือ ก่อนจะก้มลงแตะริมฝีปากกับผิวเนื้อที่อยู่ในอุ้งมือทั้งสองราวกับจะประทับตราสัญญาของเธอไว้บนนั้น
“อย่าทิ้งรตีนะคะ…”เสียงเธอเบาราวกับจะกลืนหายไปกับลมฝนที่กำลังเคลื่อนเข้ามา
ปพนต์และวรเมธสบตากันก่อนจะพยักหน้าเบาๆ โดยไม่พูดอะไรอีก ห้องทั้งห้องเงียบงันลงชั่วครู่มีเพียงเสียงลมหายใจ และเสียงหัวใจที่เต้นประสานกันพร้อมกับกลิ่นฝนที่เริ่มโชยเข้ามาจากข้างนอก และท่ามกลางความเงียบเหล่านั้น เสียงของคำสัญญาในรุ่งอรุณ ได้เกิดขึ้นแล้ว
แสงอาทิตย์ค่อยๆทอประกายแรงกล้าขึ้นจากปลายขอบฟ้า เส้นแสงสดใสพาดยาวบนท้องฟ้าสีเทาหม่นอย่างอ่อนโยนราวกับรู้ว่าผู้คนที่ตื่นขึ้นมารับแสงยามเช้านี้ต้องการแสงนั้น…ไม่ใช่เพื่อมองเห็นโลก แต่เพื่อเยียวยาหัวใจ
สาวสวยยืนพิงราวระเบียงบ้านใบหน้าเปลือยเปล่าจากเครื่องสำอาง และร่างกายที่ไร้เครื่องนุ่งห่ม แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนรอยยิ้มของเธอเหมือนจะเบ่งบานขึ้นมาพร้อมกับแสงแรกของวันใหม่ ข้างซ้ายของเธอคือปพนต์ที่ทั้งตัวมีเพียงเสื้อยืดเก่าๆตัวเดิมที่เขาใส่ตั้งแต่เมื่อวานทว่าไม่ดูยับเยินเลยแม้แต่น้อยเมื่อสวมอยู่บนตัวเขา ข้างขวาคือวรเมธที่ทั้งร่างมีเพียงเสื้อกล้ามชายหนุ่มผมยุ่งที่ไม่ยอมหวีผม แต่กลับทำให้เขาดูอ่อนวัยอย่างแปลกประหลาด
ทั้งสามยืนเคียงกัน...ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียงเพลง มีเพียงสายลมเย็นยามเช้าที่ลูบไล้ผิวเนื้อของทั้งสามราวกับเตือนว่าทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นใหม่
สาวสวยสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะปล่อยออกมาอย่างช้าๆ ร่างเปลือยขึ้นสีชมพูระเรื่อ ขณะที่แก้มของเธอแดงนิดๆเพราะอากาศเย็น หรือเพราะเสียงหัวใจตัวเอง เธอก็ไม่แน่ใจนัก
“วรเมธ…” เสียงของปพนต์เอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่ไม่บีบบังคับ
วรเมธชะงักเล็กน้อยเขาไม่ได้ตอบ แต่กลับยิ้มบางๆ ขณะเหม่อมองท้องฟ้า
“ที่ผ่านมามันอาจดูเหมือนแค่อารมณ์ชั่ววูบ...”ปพนต์ว่า พลางมองภรรยาคนสวยที่หันมาสบตากับเขาแล้วพยักหน้าเบาๆ ให้กำลังใจ
“แต่สำหรับเรา...มันมีความหมาย เราไม่อยากให้มันเป็นแค่ความผิดพลาดที่ใครสักคนจะรู้สึกผิดทีหลัง”
วรเมธขบกรามแน่นเล็กน้อยริมฝีปากเขาขยับเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็เงียบลงเขาก้มหน้ามองพื้นไม้ระเบียงที่เปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน รอยน้ำยังไม่แห้งดีนักเช่นเดียวกับบางอย่างในใจเขา
มารตีเอื้อมมือไปจับมือของวรเมธไว้แน่น“ไม่ต้องรีบก็ได้...” เสียงเธออ่อนโยนเหมือนเสียงสายลม
“แค่… อยากให้คุณรู้ว่าเราอยากเดินไปด้วยกัน ถ้าคุณอยากลองดู”
วรเมธหันมามองเธอในที่สุดดวงตาของเขายังมีแววลังเลอยู่ลึกๆ แต่นั่นไม่ได้ทำให้มือของเขาถูกปล่อยไป แต่กลับกัน…เขากระชับมันแน่นขึ้น
“รตีไม่รู้ว่ารตีจะเป็นคนรักที่ดีได้มั้ย…” เธอพูดเบาๆ
“รตีแค่รู้ว่า รตีรู้สึก… มีความหมายตอนอยู่ตรงนี้ อยู่กับพวกคุณสองคนพร้อมๆกัน” มารตียิ้ม รอยยิ้มที่ไม่มีคำพูด แต่เปล่งประกายไปถึงหัวใจของอีกสองคน