แสงแดดยามเช้าลอดผ่านรอยแตกของฝาผนังไม้ผุพัง แยงเข้าตาชายวัยกลางคนที่นอนทอดกายอยู่บนแคร่ไม้ไผ่แข็งกระด้าง
กู่เจี้ยนหุนลืมตาตื่นขึ้น ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้าหาไม่ใช่กระแสพลังวัตรอันเปี่ยมล้นดั่งกาลก่อน ทว่ากลับเป็ความปวดเมื่อยขบขัดตามข้อกระดูก เสียงไก่ขันและเสียงะโจ้อกแจ้กจอแยวุ่นวายจากตรอกด้านนอก บ่งบอกว่าโลกมนุษย์แห่งนี้ดำเนินไปอย่างสับสนอลหม่านเพียงใด
เขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่ากระดูกสันหลังของร่าง 'อาเฉิน' กลับส่งเสียงลั่นกรอบแกรบราวกับกิ่งไม้แห้งที่ใกล้หักโค่น
"บัดซบ..." อดีตปรมาจารย์กระบี่สบถพึมพำกับตนเอง "กาลก่อนข้านั่งสมาธิบนยอดเขาหิมะพันปีติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืนยังไม่รู้สึกระคายเคือง แต่นอนบนแคร่ไม้ไผ่เฮงซวยนี่เพียงคืนเดียว กลับรู้สึกราวกับถูกทุบตีจนร่างแหลกลาญ"
เขาก้มลงมองมือของตน มือที่หยาบกร้านหนาเตอะ เต็มไปด้วยรอยด้านจากการตรากตรำแบกหาม ทว่ากลับไร้สิ้นซึ่งเรี่ยวแรง กล้ามเนื้อลีบแบนจนเส้นเืปูดโปนชัดเจน
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 1 (แยก)] > [เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: 9 วัน 14 ชั่วโมง]
ตัวเลขในส่วนลึกของดวงจิตยังคงนับถอยหลังอย่างเชื่องช้า กู่เจี้ยนหุนถอนหายใจยาวเหยียด อีกเก้าวันกว่าภพภูมิพลังของเขาจะเพิ่มพูนขึ้นอีกหนึ่งขีด ซึ่งหมายความว่าใน่เวลานี้ เขาเป็เพียงชายแก่ขี้โรคไร้ทางสู้คนหนึ่งเท่านั้น
"ท่านพี่ ตื่นแล้วหรือ"
เสียงแหบพร่าแต่เจือกระแสความอ่อนโยนดังมาจากมุมห้อง 'เสี่ยวหลิน' ภรรยารองกำลังนั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่างเพื่อให้แสงสว่างส่องถึง ใบหน้าของนางซีดเซียวทว่ายังคงหลงเหลือเค้าความงามในวัยเยาว์ นางวางเข็มในมือลงแล้วรีบก้าวเข้ามา รินน้ำใส่ถ้วยดินเผาเก่าบิ่นส่งให้เขาด้วยความห่วงใย
"พี่หญิงิออกไปรับจ้างซักผ้าที่ลำธารั้แ่ไก่โห่แล้ว นางกำชับให้ข้าดูแลท่านให้ดี" เสี่ยวหลินกล่าวพลางช่วยประคองถ้วยน้ำ "ท่านพี่... ท่านหลับใหลไปหนึ่งวันเต็ม ๆ ข้านึกว่า... นึกว่าท่านจะไม่ฟื้นคืนมาเสียแล้ว"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนจับสังเกตได้ กู่เจี้ยนหุนรับถ้วยน้ำมาดื่ม รสชาติของน้ำฝนที่รองเก็บไว้ในโอ่งมีกลิ่นอายดินจาง ๆ ทว่ามันกลับช่วยชะล้างความแห้งผากในลำคอได้เป็อย่างดี
"ข้าไม่เป็ไร" เขาตอบสั้น ๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูอบอุ่นผ่อนคลายขึ้น แม้ในใจจะยังรู้สึกขัดเขินประดักประเดิดที่ต้องมาสวมบทบาทสามีของสตรีที่ตนไม่รู้จัก "แล้วพวกเด็ก ๆ เล่า"
"อาฟางพาอาหยวนไปเก็บผักป่าแถวตีนเขา เผื่อจะได้สิ่งใดกลับมาต้มประทังมื้อเย็นบ้าง" เสี่ยวหลินก้มหน้าลง สายตาหลุบต่ำมองพื้นดินอย่างหม่นหมอง "ข้าวสารในถัง... เหลือไม่ถึงหนึ่งกำมือแล้ว"
ประโยคนั้นกระแทกเข้ากลางใจของกู่เจี้ยนหุนอย่างจัง
ในอดีตชาติ เขาคือเทพกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่เหนือใคร เพียงสะบัดมือคราเดียว ทรัพย์สมบัติเลอค่าระดับเมืองก็กองอยู่ตรงหน้า เหล่าศิษยานุศิษย์นับพันพร้อมสยบแทบเท้า มอบบรรณาการล้ำค่าเพียงเพื่อขอคำชี้แนะวิชากระบี่แค่ครึ่งคำ ทว่าบัดนี้... เพียงแค่ข้าวสารสักกำมือกลับกลายเป็เื่คоขาดบาดตายถึงเพียงนี้
เขาลุกขึ้นยืน ขาทั้งสองสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะเดินลากสังขารไปที่ถังข้าวสารมุมห้อง เมื่อเปิดฝาไม้ออกดู สิ่งที่ปรากฏสู่สายตามีเพียงก้นถังที่ว่างเปล่า กับเศษเมล็ดข้าวหัก ๆ สีเหลืองหม่นเพียงก้นถ้วยเท่านั้น
"เฮอะ..." เขาแค่นหัวเราะในลำคออย่างสมเพชตัวเอง "ข้ากู่เจี้ยนหุน... จะต้องมาอดตายก่อนที่จะบรรลุิญญากระบี่ขั้นที่สองงั้นรึ"
"ท่านพี่ว่าสิ่งใดนะ" เสี่ยวหลินถามด้วยความงุนงง
"ไม่มีอะไร" เขาโบกมือปัด "ข้าจะออกไปเดินสูดอากาศภายนอกเสียหน่อย"
"แต่ร่างกายของท่านยังไม่หายดีเลย" เสี่ยวหลินรีบทักท้วงด้วยความกังวล
"ข้านอนจนเนื้อตัวนิ่มหมดแล้ว ยิ่งนอนรังแต่จะยิ่งป่วยไข้" กู่เจี้ยนหุนกล่าวตัดบท ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าเป็ห่วงเป็ใยของนาง เขาจึงยอมอ่อนลงและเสริมประโยคท้าย "ข้าไปไม่ไกลหรอก เพียงแค่หน้าเรือนเท่านั้น"
เท้าผอมแห้งก้าวพ้นประตูเรือนที่ทำจากไม้กระดานแผ่นบางเฉียบ สู่โลกภายนอกที่แสนโสโครก
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือตรอกเล็ก ๆ ที่แออัดยัดเยียด บ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างขึ้นจากไม้เก่าและดินเหนียว หลังคาปูด้วยฟางหรือเศษกระเบื้องแตกหัก พื้นถนนเป็ดินเลนเฉอะแฉะส่งกลิ่นเหม็นอับโชยมาตามลม ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าผ้าป่านเนื้อหยาบสีหม่นหมอง
นี่คือ 'ย่านสลัมท้ายเมือง' แหล่งพักพิงของเหล่าผู้คนหาเช้ากินค่ำ
กู่เจี้ยนหุนสูดหายใจเข้าลึก พยายามจับััพลังปราณฟ้าดินในชั้นบรรยากาศ... ทว่ามันกลับเบาบางจนแทบััไม่ได้ มิน่าเล่า มนุษย์ในแถบนี้ถึงได้อายุขัยสั้นและเจ็บป่วยล้มตายได้ง่ายดายยิ่งนัก
ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขัดจังหวะมาจากทางด้านหน้า
"ยายแก่บ้า! ผ้าไหมเนื้อดีปานนี้ เ้าซักอย่างไรให้เส้นด้ายรุ่ยออกมาเช่นนี้! รู้หรือไม่ว่าชุดนี้มีราคาค่างวดเท่าใด? ต่อให้ขายตัวเ้าพร้อมคนทั้งบ้านยังมิอาจชดใช้ได้พ้นเลย!"
เสียงตวาดแหลมสูงของสตรีผู้หนึ่งดังลั่นตรอก กู่เจี้ยนหุนขมวดคิ้วมุ่น ความทรงจำเดิมบ่งบอกว่าเสียงที่กำลังเอ่ยขอโทษขอโพยอย่างสั่นเทานั้น คือเสียงของ 'เจ้ิ' ภรรยาหลวงของร่างนี้
เขาค่อย ๆ เดินลากสังขารตามต้นเสียงไป จนกระทั่งเห็นกลุ่มคนยืนมุงดูกันอยู่ที่ลานซักล้างริมลำธาร
สตรีร่างท้วมสวมชุดผ้าไหมราคาแพงระยับ ใบหน้าโบกแต่งด้วยแป้งหนาเตอะ กำลังยืนเท้าเอวชี้หน้าด่ากราดหญิงวัยกลางคนผมเผ้ายุ่งเหยิงที่กำลังคุกเข่าราบอยู่กับพื้น ดูกระจ้อยร่อย สองมือของนางแดงเถือกจากการแช่น้ำเย็นจัดเพื่อขยี้ผ้าเป็เวลานาน
"ฮูหยินจาง ข้า... ข้าซักด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุดแล้ว ผ้าผืนนี้เส้นด้ายมันเปื่อยยุ่ยอยู่ก่อนแล้ว..." เจ้ิพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"หุบปาก! เ้ายังมีหน้ามาเถียงอีกหรือ!" ฮูหยินจางง้างมือขึ้นเตรียมจะฟาดตบ "วันนี้หากเ้าไม่ชดใช้ค่าเสียหายมา อย่าหวังว่าจะได้กลับเรือน!"
ฝ่ามือนั้นฟาดลงมาอย่างแรง
ทว่า... มันกลับหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ!
มิใช่เพราะกู่เจี้ยนหุนใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้าไปขัดขวาง เพราะยามนี้เขายังยืนห่างออกไปถึงสิบก้าว และร่างกายก็อ่อนแอเกินกว่าจะวิ่งไปได้ทัน ทว่าสิ่งที่เขาทำ... คือการ 'ปลดปล่อยจิตสังหาร'
แม้พลังกายจะสลายสิ้น ทว่า 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ระดับปรมาจารย์ที่สลักลึกในดวงจิติญญานั้นหาได้สูญสลายไปด้วยไม่
ดวงตาของกู่เจี้ยนหุนวาวโรจน์ จ้องเขม็งไปยังฮูหยินจาง ชั่วพริบตานั้น สตรีร่างท้วมพลันรู้สึกราวกับมีคมกระบี่ที่มองไม่เห็นจ่อระนาบอยู่ที่ลำคอ ความหนาวเหน็บแล่นริ้วจากไขสันหลังจนขนลุกซู่ นางชะงักมือค้าง ร่างกายแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัวอันไร้ที่มาที่ไป
"ใคร... ใครอยู่ตรงนั้น" นางหันขวับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนก
กู่เจี้ยนหุนปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย แสร้งทำเป็เพียงชายขี้โรคที่เพิ่งเดินมาถึง เขาเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปอย่างช้า ๆ แม้ท่วงท่าการก้าวเดินจะดูซวนเซ ทว่าการวางเท้านั้นกลับมั่นคงประดุจขุนเขาตระหง่าน
"ท่านพี่!" เจ้ิเงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยความใ "ท่านมาทำไมกัน รีบกลับไปนอนพักเดี๋ยวนี้!"
กู่เจี้ยนหุนมิได้เอ่ยตอบ เขาเดินไปหยุดอยู่ข้างกายภรรยาหลวง ก้มมองผ้าไหมในมือของฮูหยินจางแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาสตรีร่างท้วมตรง ๆ
"ผ้าไหมลายเมฆาจากเมืองหลวง... เส้นด้ายทอด้วยไหมทองคำผสมฝ้าย..." กู่เจี้ยนหุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่ากังวานทรงพลัง "ทว่าหากพินิจจากรอยขาด... รอยแยกนี้มิได้เกิดจากการขยี้ผ้า แต่เกิดจากรอยแมลงกัดแทะอันเนื่องมาจากการเก็บรักษาที่ไม่ดีต่างหาก"
ใช้นิ้วผอมแห้งชี้ไปยังจุดเล็ก ๆ บนรอยขาดนั้น "เห็นคราบสีน้ำตาลจาง ๆ นี่หรือไม่ นั่นคือมูลของหนอนกินผ้า... ฮูหยิน ท่านนำเสื้อเก่าเก็บจนขึ้นรามาให้ภรรยาข้าซัก แล้วหวังจะตู่เอาค่าเสียหายอย่างหน้าไม่อายงั้นรึ"
ฮูหยินจางใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็สีแดงสลับซีดเผือด "จ้ะ... เ้าพูดจาเลอะเทอะสิ่งใด! เ้าคนชั้นต่ำ!"
"หากมิเชื่อคำข้า ก็จงนำผ้าผืนนี้ไปให้ร้านขายผ้าในเมืองตรวจสอบดูเถิด" กู่เจี้ยนหุนกล่าวสืบต่อ สายตายังคงนิ่งสนิท จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายดั่งจะทะลวงิญญา "หรือจะให้ข้าป่าวประกาศให้คนทั้งตลาดรับรู้ว่า ฮูหยินตระกูลจางผู้มั่งคั่ง เก็บเสื้อผ้าสกปรกจนหนอนบ่อนไส้ แล้วมาพาลหาเื่กลั่นแกล้งคนซักผ้าหาเช้ากินค่ำ?"
บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบ ฝูงชนที่มุงดูเริ่มส่งเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์
ฮูหยินจางกัดฟันกรอด นางรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลอย่างประหลาดเมื่อสบตากับชายขี้โรคผู้นี้ สายตาของเขาหาใช่สายตาของกรรมกรแบกหามต่ำต้อย แต่มันเหมือนสายตาของพญาราชสีห์ที่กำลังจ้องมองเหยื่อ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!" นางสะบัดผ้าในมือทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินหนีไปพร้อมกับสาวใช้อย่างรวดเร็ว ทิ้งความงุนงงสงสัยไว้ให้แก่ผู้คนรอบข้าง
กู่เจี้ยนหุนถอนหายใจออกมาเบา ๆ รู้สึกตาพร่ามัวคล้ายจะเป็ลม การใช้สมาธิเพ่งจิตข่มขวัญเมื่อครู่ กินพลังกายอันน้อยนิดของร่างนี้ไปมากโข
"ท่านพี่..." เจ้ิรีบลุกขึ้นมาช่วยประคองร่างเขาไว้ "ท่าน... ท่านไปรู้เื่ผ้าหรูหราพวกนี้ได้อย่างไร ปกติท่านแยกแยะไม่ออกด้วยซ้ำระหว่างผ้าดิบกับผ้าไหม"
กู่เจี้ยนหุนยิ้มมุมปากเล็กน้อย นึกขันในใจว่า 'เมื่อชาติภพก่อน ชุดคลุมของข้าถักทอจากไหมฟ้า์ชั้นเก้า ข้าจะไม่รู้จักเศษผ้าชั้นเลวพวกนี้ได้อย่างไร'
ทว่าวาจาที่เอ่ยออกไปกลับมีเพียง "ข้าคงนอนมากเกินไป สมองจึงปลอดโปร่ง... กลับเรือนกันเถอะ ข้าหิวแล้ว"
เจ้ิมองดูสามีด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนไป... มีทั้งความแปลกใจระคนเลื่อมใสชื่นชม นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางรู้สึกว่า 'เสาหลัก' ของบ้านหลังนี้ กลับมาตั้งตรงตระหง่านคุ้มแดดคุ้มฝนให้พวกนางได้อีกครั้ง แม้ว่าสภาพภายนอกจะยังคงผุพังจวนเจียนจะพังทลายก็ตาม
กู่เจี้ยนหุนเดินประคองกันกลับเรือนพร้อมภรรยา ในใจเริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก... ปัญหาเฉพาะหน้าคลี่คลายไปได้ทว่าวิกฤตใหญ่ยังคงรออยู่เบื้องหน้า
เงินทองแม้เพียงหนึ่งอีแปะก็ไม่มี ข้าวสารก็หมดสิ้นคลัง และเขายังต้องทนทรมานรอคอยอีกเก้าวันเต็มกว่าร่างกายนี้จะเริ่มแข็งแรงขึ้น เขาจำเป็ต้องหาหนทางหาเงิน... โดยเป็หนทางที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงกายอันน้อยนิดนี้!