ตอนที่ 1 : สาวน้อยจมูกแดง
กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งที่เพิ่งผ่านความร้อนจากเตาอบผสมผสานกับกลิ่นละมุนของนมสดและเนยแท้เป็สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในร้าน “FWB :Friends With Bakery & Icing”ในซอยเล็กๆ หลังมหาวิทยาลัยกรุงเทพพัฒนาศึกษา
อาคารพาณิชย์เก่าแก่แห่งนี้ไม่ได้เป็เพียงแค่ร้านขนมปังกับขายไอติมแต่เป็พื้นที่แห่งความทรงจำที่ถูกถักทอด้วยหยาดเหงื่อและความรัก “ไข่เจียว” ชายหนุ่มวัย 24 ปีก้มหน้าก้มตาใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวปัดกวาดเศษฝุ่นบนพื้นอย่างขะมักเขม้นแสงแดดอ่อนยามเช้าที่ลอดผ่านบานกระจกหน้าร้านตกกระทบลงบนใบหน้าของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำหน้าที่ดูแลอาณาจักรเล็กๆ ของครอบครัว
ร้านแห่งนี้เป็ผลผลิตจากความรักกว่าสามทศวรรษของ“พ่อหมี” และ “แม่ตุ๊ก”ทั้งคู่ร่วมกันสร้างเนื้อสร้างตัวจากร้านเล็กๆ จนกลายเป็ที่พักพิงของคนในละแวกนี้ไข่เจียวเติบโตมาท่ามกลางเสียงหัวเราะและกลิ่นขนมปังกับไอติมโดยมีไออุ่นจากความรักของพ่อแม่เป็เครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจเสมอมาโดยตลอด
“เมื่อวานนี้ลูกแอบหนีไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆเพราะงั้นวันนี้ต้องมาเฝ้าร้านทั้งวันด้วย!” เสียงกังวานที่แสนใจดีของพ่อหมีะโข้ามมาจากหลังร้านมาพร้อมกับเสียงเจียวไข่
ภาพความทรงจำแห่งความสุขกลับมาอีกครั้งหนึ่ง...ท้องทะเลสีครามและเสียงคลื่นกระทบฝั่งณ ชายหาดที่แสนสงบ เขานั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนสนิทอย่าง “ออม” กับ “ดรีม”บรรยากาศริมทะเลที่ควรจะรื่นรมย์กลับถูกขัดจังหวะด้วยบทสนทนาเื่ความรักในโลกโซเชียลมีเดียที่แสนจะซับซ้อนในยุคปัจจุบัน
“พวกที่ชอบหาเพื่อนหาแฟนทางแอดมี (AddME) ระวังไว้ให้ดีเถอะ เห็นข่าวแต่ละวันมีแต่เื่หลอกลวงหาความจริงใจไม่ได้หรอก” ดรีมเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาฉายแววกังวล“โดยเฉพาะพวกผู้ชายเนี่ย ตัวดีเลยแหละวันก่อนก็มีข่าวหลอกผู้หญิงทางเน็ตพาเข้าโรงแรม น่ากลัวจะตายอ่ะ!”
“พวกดีๆ จริงใจ ก็คงมีบ้างแหละอ่า แต่คงเป็ส่วนน้อยเหมารวมแบบนี้ก็ไม่ถูกนะดรีม” ไข่เจียวพยายามแย้งพลางมองฟองคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งตลอดเวลา
“ไม่ใช่น้อยหรอก ไม่มีมากกว่า นายอ่ะก็ระวังตัวไว้เหอะ!”ดรีมย้ำเสียงหนักแน่นจนไข่เจียวต้องถอนหายใจ
“แต่พวกเราก็เคยได้ยินไม่ใช่เหรอว่า คนที่ได้เพื่อนได้แฟนจากเน็ตก็มีเหมือนกัน จากพวกแอปหาคู่ก็ไม่น้อยเลยนะ”ไข่เจียวยังคงยืนหยัดในมุมมองของเขา
“ดรีมว่าคงฟลุ๊กมากกว่า คงมีส่วนน้อยแหละ อยู่ในโลกของความจริงดีกว่า วันๆเอาแต่อยู่ในเน็ตไม่ไหวอ่ะ คุยกันเห็นหน้ากันเนี่ยแหละ ดีกว่าเยอะ!” ดรีมตัดบทด้วยความเชื่อมั่นในโลกออฟไลน์
“แต่ถ้าคุยกันเห็นหน้ากัน แต่ไม่จริงใจต่อกันก็เปล่าประโยชน์นะ”ไข่เจียวสวนกลับ
บทสนทนาวนเวียนอยู่กับการถกเถียงเื่ความเชื่อใจไว้ใจจนกระทั่งออม...พี่สาวคนโตในกลุ่มที่นั่งเงียบมานานขยับตัวเล็กน้อยเธอปัดเศษทรายออกจากผ้าคลุมไหล่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง“มาเที่ยวกันทั้งที จะมาคุยเื่พวกนี้กันทำไมให้เสียเวลา ไปคุยที่กรุงเทพฯ ก็ได้จริงไหม?”
คำพูดของทุกคนสะท้อนถึงสภาพสังคมปัจจุบันที่เรียกกันว่า“สังคมก้มหน้า”ที่ทุกคนต่างจมดิ่งอยู่ในโลกส่วนตัวผ่านหน้าจอไม่ว่าจะเป็หน้าจอโน้ตบุ๊กในร้านกาแฟหรูหรือการกดไลก์ดาราบนสมาร์ทโฟนขณะนั่งรถไฟฟ้าทุกคนต่างเชื่อมต่อกับคนแปลกหน้า แต่กลับห่างเหินจากคนข้างกาย
เวลาล่วงเลยจนแสงตะวันเริ่มเปลี่ยนเป็แสงสีส้มทองยามเย็นภายในร้าน FWBเปลี่ยนโฉมจากความเงียบสงบเป็ความคึกคักลูกค้าเริ่มทยอยเข้ามาใช้บริการหนาตา ไข่เจียวขยับตัววุ่นวายอยู่หลังเคาน์เตอร์ทั้งรับออเดอร์และเสิร์ฟเบเกอรี่กับไอติม
กระดานชนวนไม้ที่แขวนเด่นอยู่หลังเคาน์เตอร์มีข้อความชอล์กสีขาวเขียนไว้ว่า “ครอบครัว 5G” เป็การประชดประชันอย่างเอ็นดูในความทันสมัยที่แทรกซึมเข้ามาในร้านเก่าแก่แห่งนี้ชิดกำแพงด้านหนึ่งมีตู้เพลงคาราโอเกะรุ่นเก่าที่มีรอยร้าวเล็กน้อยบนกระจก เปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานของยุคสมัยที่เสียงเพลงดังมาจากแผ่นเสียงไม่ใช่จากการสตรีมมิ่ง
เมื่อความวุ่นวายเริ่มซาลงลูกค้าเหลือ 2-3 โต๊ะ ไข่เจียวกลับมานั่งประจำที่ข้างเคาน์เตอร์มือหนึ่งถือแท็บเล็ตคู่ใจอีกมือหนึ่งหยิบชิ้นบราวนี่เนื้อฉ่ำออกมากินอย่างเพลิดเพลิน นั่งหน้าจอสลับกับพิมพ์แชทโต้ตอบกับเพื่อนในแอปแอดมีอย่างสนุกสนาน
“ไปไหนดี? ว่ามาเลยเพื่อน” เขาพิมพ์ทิ้งท้ายไว้ในแชท
ในจังหวะนั้นเองประตูร้านถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งเธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเธอไม่สู้ดีอย่างยิ่งแววตาดูเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย
“เชิญด้านในครับ มีโต๊ะว่างอยู่ครับ”ไข่เจียวเอ่ยทักทายโดยที่สายตายังคงติดพันอยู่กับหน้าจอแชทเขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองลูกค้าคนใหม่ด้วยซ้ำ จนกระทั่งลูกค้าสองคนเดินมาคิดเงินและเดินออกจากร้านไป
เขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง...ความเงียบที่ผิดปกติ“เอ่อ...ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีครับ?” ไข่เจียวพยายามถามอีกครั้งคราวนี้เขาลดสายตาจากหน้าจอขึ้นมามอง แต่เธอก็ยังคงก้มหน้านั่งนิ่งไม่ตอบสนองอะไรสักอย่าง
“เอ่อ...คุณครับ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีครับ?” ไข่เจียวถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแ่เบา เขาเริ่มทำตัวไม่ถูกจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ที่นั่งของตัวเอง พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง“อะไรของเขาเนี่ย...”
“พี่ไข่เจียวคะ!! หนูกดเพลงไม่ได้อ่ะพี่ พังอีกแล้ว!!!!”เสียงใสๆ ของลูกค้าประจำคนหนึ่งะโดังมาจากโต๊ะหลังร้าน
“สงสัยตู้เพลงจะพังอีกละ! น้องกดเพลง ‘เราเคยรักกันบ้างไหม?’ อีกแล้วใช่ป่ะ? แผ่นมันใกล้จะเจ๊งแล้วเนี่ย!” ไข่เจียวะโตอบพลางเดินตรงไปที่ตู้เพลง
“อืมๆ ค่ะพี่ไข่เขียว แต่หนูชอบฟังพี่เล่นกีตาร์โปร่งเพลงนี้มากพี่ไข่เจียวเก่งจังทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง หนูอ่ะตามบัญชีแอดมีของพี่ด้วยนะหนูอยากให้พี่ทำคลิป Coverเพลงบ่อยๆ พี่ร้องเพลงนี้เพราะดีอ่ะ” ลูกค้าสาวน้อยคนเดิมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“พี่ไม่เก่งหรอก! เหมือนเป็ดแหละทำได้หลายอย่างแต่ไม่ดีสักอย่าง พี่ร้องเพลงกับเล่นกีตาร์เป็แค่ 3-4 เพลงเอง” เขาตอบพลางหยิบเหรียญสิบส่งคืนให้เธอ ก่อนจะตัดสินใจใช้มือทุบเบาๆที่ข้างตู้เพลงเพื่อกระตุ้นกลไกเก่าๆ “ไอ้ตู้นี้มันต้องทุบถึงจะใช้ได้!”
ตึ้ง!
เสียงเพลง “เราเคยรักกันบ้างไหม?” จากวงบลูเฮิร์ต (Blue Heart) ดังขึ้นมาทันที ความคลาสสิกของเนื้อร้องกับทำนองเพลงเมื่อ 20 ปีก่อนอบอวลไปทั่วร้าน “เพลงดังแล้วค่ะพี่!!! เพลงนี้เก่ามากเลยนะถึงแม้หนูจะเกิดไม่ทันก็จริง แต่รู้จักเพลงนี้มาจากพี่นี่แหละความหมายของเพลงดีมากค่ะ...ผู้ชายคนหนึ่งที่รู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับฝ่ายหญิงสักอย่างแต่ก็ยังรักและหวังดีมาโดยตลอด ถึงแม้จะไม่ได้ก็ตาม”
“เพลงร่วมสมัยต้องฟังจากตู้เพลงแบบนี้ถึงจะเพราะ ได้อารมณ์ดี ฟังจากเน็ตมันไม่ได้อารมณ์”ไข่เจียวพูดยิ้มๆ
แต่ทว่า...ท่ามกลางเสียงเพลงที่แสนไพเราะกลับมีมุมหนึ่งของร้านที่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
หญิงสาวคนนั้น…
“น้ำ” เธอนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสบัดนี้กลับบวมช้ำแดงก่ำจากการผ่านการร้องไห้อย่างหนัก เมื่อวานนี้เธอเพิ่งบอกเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน5 ปี...ความเ็ปนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในใจ เธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างสลับกับมองหน้าจอมือถือที่มีข้อความจากคนรักเก่าไหลเข้ามาไม่หยุดแต่มันกลับเป็ข้อความที่ยิ่งย้ำเตือนถึงความว่างเปล่า
“วันนี้กลับซะเย็นเลยนะครับ ของพี่เก๋ 75 บาทครับ” ไข่เจียวคิดเงินลูกค้าอีกท่านเสร็จเขาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติที่โต๊ะนั้นอีกครั้ง
“ไข่เจียวๆๆ น้องผู้หญิงคนนั้น นั่งร้องไห้อยู่ ไปดูน้องหน่อยพี่เห็นน้องผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ั้แ่เดินเข้ามาในร้านแล้ว”พี่เก๋ลูกค้าขาประจำเอ่ยด้วยความเป็ห่วง
ไข่เจียวขมวดคิ้ว“อ้าวเหรอครับ! ผมว่าแล้วแปลกๆ อยู่เข้ามาไม่สั่งอะไรสักอย่าง” เขาหันไปหยิบแก้วน้ำส้มคั้นเย็นฉ่ำที่เพิ่งทำเสร็จพร้อมกับม้วนทิชชูขนาดใหญ่ เดินตรงไปยังโต๊ะของหญิงสาวคนนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“แก้วนี้ผมไม่คิดตังครับ” เขาเอ่ยเสียงเบาพลางวางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ...” เธอตอบเพียงสั้นๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองมือเอื้อมมารับแก้วน้ำส้มไป
“น้องมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?” เขาพยายามถามอีกครั้ง
ความเงียบเป็คำตอบเดียวที่เขาได้รับไข่เจียวจึงจำต้องเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์ เขาก้มหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาแล้วจรดปากกาเขียนข้อความสั้นๆ ลงไปเพื่อระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจวันนี้
“วันนี้มีลูกค้าเข้ามาดราม่าในร้าน...”
ในขณะเดียวกันน้ำก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ที่ยังคงสว่างวาบด้วยข้อความจากแชทที่เธอพยายามจะเลี่ยงเธอปาดน้ำตาที่กำลังนองสองแก้ม ก่อนจะตัดสินใจทำบางอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด มือของเธอเอื้อมออกไปนอกระเบียงร้านแล้วเหวี่ยงโทรศัพท์เครื่องสำคัญลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างอย่างไม่ใยดี
“จ๋อม!!!” เสียงวัตถุกระทบน้ำดังขึ้นเพียงเบาๆท่ามกลางเสียงเพลงจากตู้เพลงเก่า แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น น้ำค่อยๆ ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินตรงมาหาไข่เจียวที่เคาน์เตอร์
“ขอบคุณนะคะสำหรับน้ำส้ม” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ปกติที่สุด
“อ่า... ครับๆๆ ไม่เป็ไรครับ” ไข่เจียวตอบพลางก้มหน้าพิมพ์แชทอย่างลืมตัว
จนกระทั่งจังหวะหนึ่งที่เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอเป็ครั้งแรกที่สายตาของเขาได้ปะทะกับใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นอย่างเต็มตาแสงไฟสลัวในร้านกระทบลงบนใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาและที่โดดเด่นที่สุดคือปลายจมูกที่แดงก่ำจากการร้องไห้หนักหน่วง
“เฮ้ยๆๆๆๆ” ไข่เจียวอุทานในใจ หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
ในคืนนั้นเอง...ภายใต้แสงโคมไฟสลัวในห้องนอนไข่เจียวนั่งจดบันทึกเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้เขาพยายามนึกถึงรายละเอียดทุกอย่างด้วยรอยยิ้มที่ห้ามไม่อยู่
“เฮ้ยๆๆ น้องคนนี้ขนาดร้องไห้จมูกแดง ยังน่ารักเลยอ่ะ” เขาสรุปทิ้งท้ายลงในสมุดบันทึกเล่มเดิม