ลุงสุวิทย์มีธุรกิจหลายอย่าง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวกับรถตู้และรถบัสรับจ้าง วันนี้นึกครึ้มไงไม่รู้แกถึงได้สนใจหนู คงเพราะครั้งนั้นที่แกไปกินจิ้มจุ่มกับลูกสาว หมอเอ้ เป็นอีกคนที่กลายมาเป็นลูกค้าประจำร้านบาส
หมอเอ้มีอายุ 33 ปี แม้จะอายุมากแล้วแต่เธอยังไม่มีแฟนเลยสักคน นั่นคือสิ่งที่เพื่อนเธอแซวๆตอนมากินจิ้มจุ่ม
บาสเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจริงมั้ย และหากมันเป็นเรื่องจริงล่ะก็ เท่ากับว่าหมอเอ้ยังซิงอยู่ทั้งที่อายุ 33 ปี นั่นเป็นอะไรที่เวอร์มาก เพราะหน้าตาหมอเอ้ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่พูดได้เต็มปากเลยว่าสวยเอ็กสุดๆ หน้าตาเหมือนกับพวกพริตตี้ ใส่แว่นสายตา ริมฝีปากเป็นกระจับ ดัดฟันดูน่าค้นหา หน้าอกใหญ่ราวคัพ D เห็นจะได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะไม่เคยมีแฟน แต่อย่างใดก็ตามนั่นคือเรื่องของหมอเอ้ ตอนนี้มาสนใจการขายหนูกันดีกว่า
ตอนแรกหมอเอ้ไม่ชอบหนูนาหรอก ปฏิกิริยาแรกเลยเหมือนกับเอิง ขยะแขยงรังเกียจรับไม่ได้ แต่พอได้ชิมเท่านั้นแหละ รีบกระดกเบียร์ตามทันทีแล้วขออีกตัว เธอเป็นสาวนักดื่ม รูปโฉมงดงาม สวยกว่าใครในชีวิตบาสที่เคยเจอมาก่อนวันนี้หมอเอ้ไม่ได้สวมเสื้อกราวอย่างทุกที เธอสวมชุดง่ายๆ กางเกงยีนส์ขาสั้น เสื้อยืดคอกลม ผมดำยาวถูกปล่อยลงมา ดูน่าค้นหา
“อยากเอาไปย่างจัง ตัวใหญ่ตรงนั้นน่ะ น่าจะเคี้ยวมันส์น่าดู” หมอเอ้ชี้เข้าไปในบ่อซีเมนต์ เธอดูไม่กลัวหนูพวกนั้นเลย
จ่อยที่ยืนอยู่ข้างบ่อถึงกับกลืนน้ำลายดังอึก แม้ว่ามันจะได้กับเด็กนักเรียนม.3 แล้ว แต่อย่างใดก็ตามความสวยของหมอเอ้กลับมีมากกว่าเด็กม.3 หากเด็กคนนั้นมาอยู่ต่อหน้าหมอเอ้ คงเป็นเหมือนกับก้อนเกลือเค็มๆไม่น่าลิ้มลอง
“ตรงไหนครับ มันมีหลายตัวมากเลย” บาสเองก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก ยิ่งเธอใส่ชุดรัดติ้วแบบนี้ โค้งตัวลงแล้วชี้มือ ยิ่งเห็นเลยว่าหน้าอกเด่นชัดจนแทบดันเสื้อให้ลอยขึ้น
ลุงสุวิทย์กระแอมครั้งหนึ่ง เห็นแบบนี้ก็เถอะ แกหวงลูกสาวเหมือนกันนะ แม้ว่าลูกสาวคนนี้จะมีอายุเยอะแล้วก็ตาม แต่ในสายตาของพ่อแม่ ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ลูกยังคงเป็นเด็กสำหรับพวกเขา
“เเหะะๆ” หมอเอ้หัวเราะแหะๆกลบเกลื่อน เธอดันแว่นขึ้นเล็กน้อยแล้วถอยออกไปจากบ่อ
“บาสนี่เก่งจังเลยนะ อายุแค่นี้เองแต่กลับสร้างฟาร์มเลี้ยงหนูได้” หมอเอ้ชม ดูเหมือนเธอจะสนใจบาสมาก
“ไม่หรอกครับ แค่นี้เองเทียบกับหมอเอ้ไม่ได้หรอก”
“ใครว่าล่ะ ตอนพี่อายุเท่านี้นะยังนั่งเล่นแถวบ้านอยู่เลย” หมอเอ้แม้จะมีอายุสามสิบปี แต่เธอยังเหมือนกับดอกไม้แรกแย้ม ยอดอ่อนคงหอมหวานยิ่ง หากเด็ดชิมดูคงตายตาหลับ
ลุงสุวิทย์ไม่ได้ว่าอะไรที่ลูกสาวคุยกับบาส เพราะคนที่เสนอให้แกมาที่นี่ก็คือลูกสาวตัวดีนี่ล่ะ เห็นว่าจะเอาไปเป็นธุรกิจเสริม ลุงสุวิทย์ไม่ได้ว่าอะไร เพราะหากขาดทุนก็แค่ใช้เงินของแกออก หมอเอ้ไม่ได้รับความเสี่ยงอยู่แล้ว เมื่อตกลงกันได้ ลุงสุวิทย์ก็กลับไปพร้อมกับหนูนา แกไม่ได้สนใจเลี้ยงหนูนา ถึงแม้ว่าจะมีเวลาแต่แกชอบเข้าป่ามากกว่า เพราะงั้นจึงซื้อหนูจากฟาร์มไปย่างขาย ส่วนย่างขายที่ไหนนั้นเห็นหมอเอ้บอกว่าจะจ้างคนมาย่างหน้าโรงพยาบาล
โรงพยาบาลมีคนเยอะมาก ของจำพวกของกินขายง่าย แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าหนูย่างจะขายได้มั้ย เพราะมันค่อนข้างแปลกไม่เหมือนกับหมูปิ้งที่ขายได้ทั่วไป
เวลาผ่านไปไวเหมือนพลิกหน้ากระดาษอ่านนิยาย บาสเรียนจบม.6 และเลือกต่อปริญญาที่เมือง ไอ้อี๊ดเองก็เรียนต่อเหมือนกัน ไม่ได้ต่อปริญญาเหมือนบาสหากเลือกต่อ ปวส เหมือนชีวิตที่แล้ว
ส่วนไอ้เพลิงไอ้หม่าวไอ้กันต์ก็เรียนต่อในเมืองเหมือนกัน พวกเขาเลือกวิทยาลัยที่แตกต่าง แต่ยังเป็นเพื่อนกันอยู่
ในช่วงหลายปีมานี้ บาสเจอพี่ทรายหลายครั้ง ทุกครั้งเขามักจะถามเธอว่ายังซิงอยู่มั้ย มันเป็นคำถามที่หยาบช้าและไม่ควรถาม ถ้าหากเป็นสาวอื่นบาสคงโดนตบไปแล้ว แต่นี่เป็นพี่ทราย เธอดูตามใจเขามากแม้ว่าจะเลิกกันแล้ว และแน่นอนคำตอบของเธอคือ...ยังซิง
ไม่รู้ว่าพี่ทรายพูดจริงมั้ย แต่ถ้าหากเป็นเรื่องจริงไอ้เพลิงคงเป็นคนโง่บัดซบ มีแฟนสวยซะขนาดนี้แต่กลับปล่อยให้เธอรอเก้อ คิดไปแล้วก็อดขำไม่ได้ และพี่ทรายก็เลือกเรียนต่อที่เมืองเหมือนกัน เธอไม่ได้อยู่ในแก๊งบิ๊กไบค์เหมือนชีวิตก่อน แต่อย่างใดก็ตามชะตาชีวิตของเธอถูกกำหนดมาแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อถึงช่วงอายุนั้น เธอจะตายหรือเปล่า
ส่วนน้องอรไม่ได้เรียนต่อที่เมือง เธอยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนโนนเหล็ก ตอนนี้ก็กลายเป็นเด็กนักเรียนม.4 หน้าตาน่ารัก แม้แต่บาสเองยังอดใจหายไม่ได้ที่เจอหน้าเธอเขาคิดไม่ออกเลยว่าเด็กผู้หญิงที่สวยขนาดนี้น่ะหรอที่เคยจูบ ทำไมแค่สามปีถึงสวยงามขนาดนี้ แม้แต่เอิงยังเทียบไม่ได้เลย เห็นน้องอรโตวันโตคืนบาสก็ใจสั่นๆ อีกทั้งน้องอรยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคน นอกจากจูบกับเขาแล้วเธอคงยังไม่เคยจูบใครมาก่อน
บาสอดคิดถึงวันวานไม่ได้ ตอนนั้นเพิ่งจะย้อนเวลากลับมายังอดีต เด็กสาวที่นั่งเล่นตรงสวนเด็กเล็กดูไร้เดียงสา เธอมักจะถามคำถามแปลกๆว่าโหนบาร์ทำไม อีกทั้งยังอาสาไปซื้อนมมาให้ ภาพความทรงจำเหล่านั้นยังตราตรึงใจ อาจจะพูดได้ว่าน้องอรเป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้ามาในชีวิต ถึงแม้ว่ารักแรกของเขาจะเป็นพี่ทรายก็ตาม
บาสไม่ได้พักอยู่ที่เมือง เนื่องจากเขามีร้านจิ้มจุ่มต้องดูแล จึงขับรถไปกลับ บาสไม่ได้ขึ้นรถโดยสาร แต่ขับรถกระบะไปกลับทุกวัน นี่ไม่ใช่รถของพ่อรุ้งที่ซื้อตอนนั้น แต่มันคือรถที่บาสเก็บเงินซื้อเอง แม้จะไม่เท่เหมือนรถเก๋งแต่ก็สะดวกกว่าตรงเข็นของได้ เพราะงั้นบาสจึงเลือกรถกระบะแทนรถเก๋ง
พี่น้ำพี่เมย์เองก็เรียนที่เดียวกับบาส เพราะงั้นพวกเธอถึงขึ้นรถกลับมาด้วยกัน ยังมีพี่ทรายอีกคน เธอเองก็เรียนวิทยาลัยเดียวกับบาส เพราะงั้นจึงไม่เปลืองน้ำมันเลยเพราะขึ้นรถไปหลายคน
รถของบาสเป็นรถสี่ประตู นั่งสะบายหายห่วง
ช่วงเวลานี้เองความสัมพันธ์กับพี่ทรายที่ห่างหายไปนานกลับมาอีกครั้ง ด้วยการที่ขึ้นรถกลับด้วยกันทุกวันความสัมพันธ์ที่เย็นชืดจึงค่อยๆคุกรุ่น
เอิงไม่ได้มาเกะกะ เพราะว่าเธอสอบติดจังหวัดอื่นเลยย้ายไปเรียนที่นั่น ทำใจยากเหมือนกัน แต่เพื่ออนาคตเอิงเลยต้องจำใจไป แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นเอิงยังโทรมาหาบาสเสมอ ไม่ให้ขาด แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่เราสองอยู่ห่างไกล นี่เองคงเป็นหนึ่งในเหตุผลของการเลิกรา ที่ทุกคู่มีไม่ต่างกัน และบาสเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความสัมพันธ์แบบนี้จะประครองไปได้สักเท่าไหร่
เมื่อขับรถมาถึงร้านจิ้มจุ่ม บาสก็รีบเปิดร้านทันที ของถูกเตรียมไว้เรียบร้อยโดยพี่ดาวและลูกน้อง หลังจากที่เอิงออกไปบาสก็จ้างพนักงานอีกสองคน และยังขยายร้านให้ใหญ่ขึ้นด้วย
“พี่ทรายจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า ถ้ายังไงเดี๋ยวจะได้ไปส่งเลย” บาสถามพี่ทราย เธออยู่ในชุดนักศึกษา ชุดรัดติ้วสีขาวกับกระโปรงตัวเล็ก โชว์เรียวขายาวที่เหมือนหยวกกล้วยช่างน่าลิ้มลองจริงๆ
ไม่ใช่น้องอรคนเดียวที่เปลี่ยนไป พี่ทรายในช่วงสามปีที่ผ่านมาก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน เธอสวยขึ้น สาวขึ้น ดูดีขึ้น นี่สินะที่เขาเรียกว่าเสน่ห์ของนักศึกษา แค่เห็นกระโปรงตัวเล็กๆรัดติ้ว บาสแทบจะคุมตัวเองไว้อยู่
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพี่กลับเองได้ อีกอย่างตอนนี้ยังวุ่นๆด้วยไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวยายน้ำกับยายเมย์บ่นพี่ตายเลย” พี่ทรายบอกปัด แม้จะมืดค่ำแต่เธอไม่เป็นกังวลเลย ด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันโปรด ยามาฮ่ามีโอ มันสามารถพาเธอไปได้ทุกที่
“เอางั้นก็ได้” บาสพยักหน้าแล้วหันไปสั่งงานลูกน้อง
พี่ทรายยังไม่กลับบ้าน เธอมักจะเป็นแบบนี้เสมอ บาสเลยให้เงินทุกวันที่เลิกงาน พี่ทรายไม่กล้ารับไว้แต่บาสยอมไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อทำงานแบบนี้แล้วจะใช้แรงฟรีก็ยังไงอยู่ สุดท้ายพี่ทรายจึงยอมรับไป
พี่ดาวยังคงทำงานอยู่ที่ร้านจิ้มจุ่ม เธอเป็นคนขยัน ทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย บาสเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายไส้ระกำ เขามักจะซื้อของมาฝากเธอทุกครั้งที่ไปเมือง บางครั้งก็ซื้อของเล่นมาให้ลูกเธอด้วย
“หนูย่างร้อนๆได้แล้วครับ ท่านให้อร่อยนะ” แม้จะจ้างลูกจ้างแต่บางครั้งบาสก็จะยกมาเสิร์ฟด้วยตัวเอง โดยเฉพาะลูกค้าประจำแล้ว การมายืนคุยแบบนี้ก็สนุกไปอีกแบบ เหมือนกับว่าเราได้มองย้อนกลับไปยังวันวานไงงั้นแหละ
กว่าจะปิดร้านปาไปเที่ยงคืน เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบแล้วดึงประตูลง พี่ทรายใส่เสื้อกันหนาวสีดำเตรียมตัวจะกลับบ้าน เธอไม่ได้อยู่ในชุดนักศึกษาแต่อยู่ในชุดกางเกงยีนส์ขายาวสบายๆบาสยืนอยู่หน้าร้าน แง้มประตูไว้นิดหน่อย ส่วนพี่น้ำพี่เมย์สงสัยกำลังอาบน้ำนอนอยู่ เวลานี้จึงมีแค่บาสกับพี่ทรายเท่านั้น
เปรี้ยง! อยู่ๆท้องฟ้าที่ไร้แสงดาวกลับสว่างจ้าโดยไม่บอกกล่าว มีสายฟ้าเส้นหนึ่งวาดผ่านท้องฟ้า ทำให้ค่ำคืนที่มืดมิดสว่างจ้าครู่หนึ่งก่อนจะมืดมิดเหมือนเดิม“ว้าย!” พี่ทรายหวีดร้องเสียงหลง บาสที่ยืนอยู่ข้างๆอดขำไม่ได้ พี่ทรายที่เห็นว่าเขากำลังหัวเราะอยู่ จึงกระทืบเท้าอย่างโกรธๆ“ขำอะไรนักหนา! เดี๋ยวเถอะ” “เปล่านี่ แค่ไม่คิดว่าเสียงพี่จะน่ารักขนาดนี้”“อ๋อเหรอ? ชอบว่างั้นเถอะ”“ไม่รู้สิ ถ้าได้ยินอีกทีคงบอกได้”“หึหึ กวนตีนว่ะ ไปล่ะนะ”“พี่จะไปจริงดิ ฟ้าแม่งก็ร้องฝนก็ทำท่าว่าจะตก มันอันตรายนะ ไม่ดีกว่าหรอที่พี่จะพักอยู่ที่นี่” “จะบ้าเหรอ จะให้นอนยังไง? ไปล่ะ” พี่ทรายสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล้ว แต่ตอนนั้นเองฝนกับเทลงมา พี่ทรายยังไม่ทันออกตัวก็ต้องกลับเข้ามาในร้านจิ้มจุ่ม...