จิ่งเยี่ยนกุยยังเดินสำรวจตลาดไม่ทั่วดี ลู่เฉียวตงก็ขึ้นเครื่องบินกลับไปยังเมืองหลวงแล้ว
ทันทีที่ลู่เฉียวตงก้าวออกจากสนามบิน ก็มีรถยนต์ส่วนตัวมารับเขากลับบ้าน
เมื่อเขาลงจากรถ หญิงวัยกลางคนที่ดูมีภูมิฐาน ใบหน้าซูบซีดเล็กน้อยแต่ยังแย้มยิ้มต้อนรับเขา “กลับมาแล้วเหรอ”
ลู่เฉียวตงเรียกเธอว่าแม่ แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “แม่ไม่สบาย หมอสั่งให้แม่พักผ่อนอยู่ที่บ้านดีๆ แล้วทำไมถึงออกมาข้างนอกล่ะครับ”
เยวี่ยฉิงจ้าวแย้มยิ้มเล็กน้อย “ฉันกินๆ นอนๆ อยู่แต่ในห้อง ถ้าห้ามกระทั่งไม่ให้ออกจากบ้านเลย ฉันก็เหมือนถูกขังคุกมากกว่าได้พักผ่อน”
เมื่อลู่เฉียวตงเห็นท่าทางยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนของเธอ ในที่สุดก็นึกออกแล้วว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้าจิ่งเยี่ยนกุย รอยยิ้มของจิ่งเยี่ยนกุยนั้นมีความคล้ายคลึงเหมือนกับแม่ของเขามาก เขาจึงเผลอพูดออกไปว่า “แม่ครับ ตอนที่ผมไปเมืองซาตู ผมเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาเหมือนแม่มาก ตอนที่เห็นเธอ ผมรู้สึกคุ้นหน้ามาก”
ซาตูก็คือเมืองเอกของมณฑลที่จิ่งเยี่ยนกุยอาศัยอยู่นั่นเอง
เยวี่ยฉิงจ้าวยกยิ้มบาง “โลกนี้มีคนที่หน้าเหมือนกันเยอะแยะ น้องสาวของแกหายตัวไปตั้งแต่แรกเกิด ตลอดหลายปีมานี้ พวกเราตามหากันทั่วทุกที่มาแล้ว ทุกครั้งที่มีเบาะแสอะไรก็จะรีบไปตามหาทันที แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่สักคน”
ลู่เฉียวตงอยากจะตบปากตัวเอง เรื่องน้องสาวที่หายไปนั้นเป็นความเสียใจตลอดชีวิตของเยวี่ยฉิงจ้าว ตลอดหลายปีมานี้คนในบ้านทุ่มเทอย่างมากเพื่อตามหาน้องสาว แต่ก็ไร้ประโยชน์
คนที่อายุตรงกัน แต่เวลาและสถานที่กลับไม่ตรง หรือแม้เวลาและสถานจะตรงกัน แต่ที่มาของเด็กกลับไม่ตรง พวกเขาตามหาลูกสาวของตัวเองไม่เจอ กลับไปเจอเด็กที่ถูกลักพาตัวมาหลายคน ความผิดหวังและความเจ็บปวดนั้นยากจะบรรยายได้จริงๆ
เยวี่ยฉิงจ้าวเสียเลือดอย่างหนักตอนคลอดลูกสาวคนเล็ก เธอรอดชีวิตมาได้ด้วยความยากลำบาก เดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับเรื่องลูกสาวคนเล็กหายไปในช่วงหลายปีมานี้ เธอจึงโทษตัวเองและเสียใจมาก ทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ลง จนทำให้สุขภาพทรุดโทรมมากขึ้นทุกปี
เมื่อหลายปีก่อน ครอบครัวทุ่มเทอย่างมากในการตามหาลูกสาวคนเล็กที่หายไป แต่เมื่อความผิดหวังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งลูกสาวก็ไม่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ชัดเจน การตามหาจึงยากเย็นแสนเข็ญ ช่วงไม่กี่ปีมานี้คนในบ้านจึงล้มเลิกความตั้งใจในการตามหา และพยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงลูกสาวคนเล็กต่อหน้าเยวี่ยฉิงจ้าว
ลู่เฉียวตงรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองคงจะโดนจิ่งเยี่ยนกุยทำให้โง่เขลาไปแล้ว ถึงได้พูดเรื่องนี้ออกมา
เมื่อเยวี่ยฉิงจ้าวเห็นหน้าลูกชายที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดก็หัวเราะเบาๆ “ถึงแม่จะยังเสียใจเรื่องที่น้องสาวของลูกหายไปอยู่ แต่แม่ก็ไม่ได้อ่อนแออย่างที่พวกลูกคิดหรอกนะ”
“บางทีแม่กับน้องสาวของลูกคงไม่มีวาสนาต่อกัน ตอนที่หายไปก็เพิ่งจะเกิดเอง ผ่านไปนานปีขนาดนี้ก็ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย นี่อาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้!”
ลู่เฉียวตงสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังและความผิดหวังในน้ำเสียงของเยวี่ยฉิงจ้าว ที่ผ่านมาเยวี่ยฉิงจ้าวเคยผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังจนผิดหวังมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้เธอชาชินไปแล้ว คนหน้าตาคล้ายกันมีมากมาย แต่โอกาสที่เด็กคนนั้นจะเป็นลูกสาวของเธอแทบจะไม่มีเลย
ถ้าหากเหมือนกันมากจริงๆ ป่านนี้ด้วยนิสัยของลู่เฉียวตง คงพาคนนั้นกลับมาแล้ว ไม่ใช่มาเล่าเรื่องราวแบบนี้
จริงๆ แล้วในใจของคนในตระกูลลู่ส่วนใหญ่ ต่างก็คิดว่าน้องสาวคนเล็กที่หายไปตั้งแต่แรกเกิดนั้นคงจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เพราะเมื่อหลายปีก่อนฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีอันจะกิน เด็กในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาจึงเสียชีวิตได้ง่าย ยิ่งเด็กที่ถูกลักพาตัวไปด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มีเพียงเยวี่ยฉิงจ้าวที่ยังเชื่อว่าลูกสาวคนเล็กของเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ ถึงแม้เธอจะไม่เคยยอมแพ้ในการตามหาลูกสาว แต่ก็กลับทำอะไรไม่ได้เลย โลกนี้กว้างใหญ่ ลูกสาวก็ไม่มีลักษณะเฉพาะตัวเลยแม้แต่น้อย แล้วจะไปตามหาที่ไหนได้?
“แม่ครับ ไม่ต้องห่วง ผมจะต้องตามหาน้องสาวกลับมาให้ได้” ลู่เฉียวตงพูดอย่างหนักแน่น
เยวี่ยฉิงจ้าวยิ้มเล็กน้อย “รู้ว่าแกเป็นคนกตัญญู แต่ถ้าแกกตัญญูจริง ก็รีบหาคู่ครองที่เหมาะสม แต่งงานเร็วๆ แล้วอย่าไปทำร้ายจิตใจเด็กผู้หญิงคนอื่นอีก”
ลู่เฉียวตงหน้าแดงจัด ก่อนจะรีบยื่นมือออกมาทำทางจนปัญญา “แม่ล้อผมเล่นอีกแล้ว”
เมื่อเยวี่ยฉิงจ้าวเห็นผ้าพันแผลที่มือของเขาก็ขมวดคิ้วถาม “มือเป็นอะไรไป”
ลู่เฉียวตงก็ไม่ปิดบัง เล่าเรื่องที่เจอจิ่งเยี่ยนกุยให้ฟังอย่างคร่าวๆ ก่อนจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ผมแค่อยากจะช่วยเธอ ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ควรจะกัดผมแบบนี้!”
เยวี่ยฉิงจ้าวมองค้อนขวับ “เด็กสาวคนหนึ่งที่เพิ่งถูกพวกอันธพาลสามคนก่อกวน แล้วแกยังตามเธอไปอีก เธอแค่กัด ไม่ได้ทำร้ายแกถึงตายก็ดีถมแล้ว”
“ถ้าผมไม่ไหวตัวทัน เธอคงตีผมจนหัวแตกได้จริงๆ นะครับ” ลู่เฉียวตงฟ้องแม่ “แม่ไม่ได้เห็นท่าทางของเธอตอนนั้น มันน่ากลัวมาก ผมไม่เคยเจอเด็กผู้หญิงคนไหนที่ดุร้ายขนาดนี้มาก่อนเลย”
เยวี่ยฉิงจ้าวถลึงตาใส่เขา “ฉันจำได้ว่าแกไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย ไม่เคยไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย เด็กผู้หญิงคนนั้นคงจะหน้าตาสะสวยมากสินะ แกคงไม่ได้ตกหลุมรักเธอเข้าแล้วใช่ไหม”
ลู่เฉียวตงรีบโบกมือ “ตอนนั้นผมกำลังรอซูไป่ชิง แค่ไม่มีอะไรให้ทำเลยเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านนิดหน่อย ถ้าผมรู้ว่าเธอจะดุร้ายขนาดนี้ ผมคงไม่เข้าไปยุ่งหรอก แม่ก็อย่าจับคู่ให้ผมมั่วซั่วสิ ผมชอบผู้หญิงที่อ่อนโยนแบบแม่ ไม่ชอบคนที่ดุร้ายแบบนั้นหรอก!”
เมื่อเยวี่ยฉิงจ้าวเห็นว่าลูกชายพูดถึงจิ่งเยี่ยนกุยด้วยสีหน้าปกติ ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไร เธอจึงถอนหายใจในใจ เขาจะมีคู่ครองเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ แล้วสภาพร่างกายของเธอจะอยู่รอถึงวันนั้นได้ไหมก็ไม่รู้เหมือนกัน
จิ่งเยี่ยนกุยจามออกมาสามครั้งติดๆ ทำหน้าเหมือนคนไร้คำจะเอ่ย ใครกันที่กำลังนินทาเธออยู่นะ?
ซูไป่ชิงถามเธอว่า “เป็นหวัดเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยส่ายหน้า “ไม่ค่ะ เมื่อกี้ไม่รู้ทำไมถึงคันจมูก อาจจะเป็นเพราะมีคนกำลังคิดถึงฉันอยู่มั้ง”
ซูไป่ชิง “…”
เขาไม่เคยเจอผู้หญิงแบบเธอมาก่อนเลยจริงๆ ทั้งฉลาด กล้าหาญ และยังหน้าไม่อายอีกด้วย
จิ่งเยี่ยนกุยใช้เวลาอยู่ในเมืองเอกได้สองวันแล้ว ข้อมูลที่เธอต้องการก็หามาได้หมดแล้ว ในใจจึงพอจะรู้ภาพรวมได้บ้างแล้ว ช่วงตอนเย็นก็เลยจัดการยัดจักรยานใส่ไว้ในท้ายรถของซูไป่ชิง แล้วก็นั่งรถกลับไปที่เมืองหยางเฉิงกับเขา
ตอนที่เธอขี่จักรยานมา ต้องใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมง แต่ซูไป่ชิงขับรถใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเธอเหนื่อยกับการเดินทางมาพอสมควร หลังจากขึ้นรถได้ไม่นานก็เอนตัวพิงเบาะนอนหลับไป
เมื่อซูไป่ชิงเห็นว่าเธอนอนหลับก็กลัวเธอจะหนาว จึงเอาเสื้อคลุมบางๆ ที่อยู่ในรถมาคลุมให้เธอ
เขาขับรถมาส่งเธอถึงหมู่บ้านอิ๋นซาน แต่กลับเจอฟางเสียนจือที่กำลังรออยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านพอดี เขาจึงรีบจอดรถแล้วปลุกจิ่งเยี่ยนกุย “คนรักของเธอมารับแล้ว”
จิ่งเยี่ยนกุยขานรับในขณะที่ตัวเองยังหลับตาพร่ำเพรื่อว่า “อืม” อย่างงัวเงีย แล้วก็ปลดเข็มขัดนิรภัย จากนั้นกอดเสื้อที่เขาเอามาคลุมให้เดินลงจากรถ
เมื่อฟางเสียนจือเห็นท่าทางงัวเงียของเธอก็ทั้งขำทั้งขุ่นเคือง จึงคว้าเสื้อจากมือเธอแล้วโยนกลับเข้าไปในรถ ก่อนจะพูดก็ขอบคุณซูไป่ชิงด้วยสีหน้าดำทะมึนแล้วลากเธอจากไป