[จบ] ทะลุมิติทั้งที ดันมาอยู่ในร่างตัวแม่สุดแซ่บพร้อมลูกชายทั้งสาม

    บทที่ 36 ทำไมพี่รองไม่ให้เธอขึ้นเตียง? (รีไรต์)

    บทที่ 36 ทำไมพี่รองไม่ให้เธอขึ้นเตียง? (รีไรต์)

             

            “ลู่ชิงเหยี่ย แม่ของคุณนี่เก่งจริง ๆ!”

             

            ช่างเป็นคนที่มีพรสวรรค์ซะจริง

             

            เมิ่งว่านถังไม่เคยเจอหญิงชราเจ้าเล่ห์แบบนี้มาก่อน

             

            เธอจ้องลู่ชิงเหยี่ยอย่างดุดัน แล้วหมุนตัวเดินจากไป

             

            ลู่ชิงเหยี่ย “...”

             

            หน้าต่างบ้านเปิดอยู่ พูดคุยกันข้างนอก คนในบ้านก็ได้ยินหมด

             

            “พี่สะใภ้รอง เป็นยังไงบ้าง?” เฟิงอวี้เหม่ยรีบถาม

             

            เมิ่งว่านถังคว้าชามบนโต๊ะวางไว้ข้าง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเด็ก ๆ ยังนอนหลับอยู่ เธอคงจะโยนชามใบนั้นทิ้งไปแล้ว

             

            “เป็นยังไงบ้างเหรอ? พวกเราทุกคนถูกเธอหลอกหมดนั่นแหละ เธอทำอาหารอร่อยมาก พ่อของเธอเป็นพ่อครัว เธอรู้ไหมว่าพ่อครัวมักจะไม่ทำอาหารที่บ้าน? แถมยังเรื่องมากเรื่องรสชาติอาหารอีก เธอทำอาหารที่บ้านทุกวัน แสดงว่าฝีมือของเธอต้องดีกว่าฉันร้อยเท่า”

             

            เมิ่งว่านถังนึกถึงตอนที่เจ้าของร่างเดิมอยู่ในช่วงอยู่ไฟ ได้กินก๋วยเตี๋ยวที่เหลวเหมือนโจ๊ก และซุปเกี๊ยวเค็มจัดจนกินไม่ลง

             

            เธอรู้สึกขยะแขยงหญิงชราคนนั้นทันที

             

            ช่างเป็นคนที่ใจร้ายที่สุด

             

            เฟิงอวี้เหม่ยโกรธจนร้องไห้

             

            “ตอนฉันอยู่ไฟ ก๋วยเตี๋ยวที่ฉันกินเหลวเหมือนโจ๊ก แถมเธอยังบอกฉันด้วยว่า ‘อวี้เหม่ย แม่ทำอาหารไม่ค่อยเก่ง ทนกินไปก่อนนะ คราวหน้าแม่สัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้แน่นอน’“

             

            “ตอนนั้นพอฉันได้ยินแบบนี้ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเจอแม่สามีที่ดีที่สุดในโลกแล้ว”

             

            “ใครจะคิดว่าเธอจะเป็นคนแบบนี้”

             

            “เลวร้ายที่สุด!”

             

            “เสี่ยวเป่าเป็นหลานแท้ ๆ ของเธอด้วยซ้ำ แต่เธอกลับไม่ยอมเสียเงินให้หลานสักหยวนเดียว”

             

            เฟิงอวี้เหม่ยพูดไปอารมณ์ก็ยิ่งเดือดดาลมากขึ้นเท่านั้น

             

            “ลู่ชิงซุ่นก็เหมือนกัน ไอ้สารเลวนี่ รู้ทั้งรู้ว่าที่บ้านตัวเองมีเงิน แต่แม่ของเขาก็ไม่ยอมควักเงินออกมาใช้ เขายังมีหน้ากล้ามาโกรธฉัน หาว่าฉันสร้างเรื่องจะหย่าอีก!”

             

            “ใครอยากจะทนอยู่กับผู้ชายโง่ ๆ แบบนั้นก็ไปอยู่กับมันเองเถอะ!”

             

            สิ่งที่ทำให้เมิ่งว่านถังโกรธไม่ใช่การที่เจ้าของร่างเดิมต้องกินอาหารไม่ดี

             

            เธอโกรธและรู้สึกขุ่นเคืองในประเด็นเดียวกับเฟิงอวี้เหม่ย

             

            นั่นก็คือแม่เฒ่าลู่กับพ่อเฒ่าลู่รู้ดีว่าโกวต้านกับน้อง ๆ อีกสองคนหิวโหย กินไม่อิ่มท้อง ไม่มีรองเท้าใส่ แต่ก็ไม่ยอมให้อาหารสักคำกับเด็กทั้งสามคน หรือไม่ยอมทำรองเท้าให้พวกเขาสักคู่

             

            เจ้าของร่างเดิมไม่ใช่คนดีอะไร แต่คนแก่ทั้งสองของครอบครัวลู่กลับเลวร้ายยิ่งกว่า

             

            เมิ่งว่านถังนำซาลาเปาไปนึ่ง

             

            พวกเด็ก ๆ ก็ตื่นขึ้นมาพอดี

             

            เฟิงอวี้เหม่ยย่อตัวลงล้างหน้าที่บ่อน้ำ เธอไม่กล้าเข้าไปในบ้าน จึงพูดกับเมิ่งว่านถังด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “พี่สะใภ้รอง ฉันต้องกลับแล้ว ช่วยอุ้มลูกฉันออกมาให้หน่อย เงินที่ฉันติดค้างพี่ หลังจากที่กลับบ้านแล้วฉันจะหาวิธีคืนให้”

             

            “ได้”

             

            เมิ่งว่านถังเข้าไปในห้องแล้วอุ้มเสี่ยวเป่าออกมา

             

            เฟิงอวี้เหม่ยอุ้มลูกกลับไปที่เตียงแล้วป้อนนมให้ลูก

             

            เธอไม่ได้กินอะไรมากนัก จึงแทบไม่มีน้ำนมเลย

             

            เมิ่งว่านถังมองดูแล้วถอนหายใจ

             

            ตอนนี้อาหารยังไม่เสร็จ เธอจึงเข้าไปในห้องแล้วชงน้ำตาลแดงออกมาแก้วใหญ่

             

            “ดื่มสิ”

             

            เฟิงอวี้เหม่ยมองดูแก้วใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลทรายแดง น้ำตาคลอเบ้า

             

            “พี่สะใภ้รองขอบคุณค่ะ”

             

            “ไม่ต้องขอบคุณหรอก แล้วก็ร้องไห้ให้น้อยลงหน่อย ระวังจะไม่มีน้ำนมอีก”

             

            หลังจากพูดจบ เมิ่งว่านถังก็ไปก่อไฟ

             

            ไม่นานหม้อก็เดือด เหลือแค่นึ่งด้วยไฟอ่อน ๆ อีกสักพักก็เป็นอันเสร็จ

             

            เมิ่งว่านถังตักน้ำล้างหน้าเข้าไปในห้อง

             

            โกวต้านกับโกวเซิงพาเสี่ยวพ่างออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่าเฟิงอวี้เหม่ยพูดอะไรกับเด็กทั้งสาม เจ้าตัวน้อยทั้งสามจึงเดินไปกับเฟิงอวี้เหม่ย

             

            ในบ้านเหลือเพียงเมิ่งว่านถังกับลู่ชิงเหยี่ยแค่สองคน

             

            ลู่ชิงเหยี่ยรู้สึกว่าเมิ่งว่านถังตอนนี้ดีมาก ถ้าเมิ่งว่านถังเป็นแบบนี้ตลอด เขาก็ไม่คิดจะหย่า

             

            “ฉันได้ยินที่เธอคุยกับภรรยาของน้องสามเมื่อกี้นี้หมดแล้ว”

             

            เมิ่งว่านถังเงยหน้าชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “แล้วไง ตอนนี้คุณอยากพูดอะไรกับฉันล่ะ?”

             

            น้ำเสียงของเมิ่งว่านถังในตอนนี้ค่อนข้างห้วน ทั้งยังเย็นชา

             

            ลู่ชิงเหยี่ยไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน “เรื่องนี้พ่อแม่ของฉันทำผิด พวกเขากล้าทำแบบนี้กับเสี่ยวเป่า แน่นอนว่าพวกเขาก็ทำกับโกวต้านและน้อง ๆ ได้แย่ยิ่งกว่า ถ้าเธออยากแยกบ้าน ฉันจะสนับสนุน”

             

            เมิ่งว่านถังค่อนข้างประหลาดใจ

             

            เธอรู้ว่าลู่ชิงเหยี่ยเป็นผู้ชายที่กตัญญู และมีความรับผิดชอบสูงมาก

             

            ถ้าพ่อเฒ่าลู่กับแม่เฒ่าลู่ยืนกรานไม่ยอมแยกครอบครัว ครอบครัวนี้ก็คงจะแยกกันไม่ได้อย่างแน่นอน

             

            ที่เมิ่งว่านถังพูดแบบนั้นเมื่อวานตอนกลับมา เธอก็แค่อยากลองใจลู่ชิงเหยี่ยก็เท่านั้น

             

            “คุณไม่โทษฉันที่ทำให้น้องสามกับภรรยาของเขาต้องทะเลาะกันจนเกือบจะหย่าเหรอ?” เมิ่งว่านถังกังวลว่าเขาอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ จึงตัดสินใจพูดให้ชัดเจนไว้ก่อน

             

            กลัวว่าพอถึงเวลาลู่ชิงเหยี่ยจะเปลี่ยนใจทีหลัง

             

            “ฉันได้ยินทั้งหมดแล้ว” ลู่ชิงเหยี่ยเป็นคนที่แยกแยะถูกผิดชัดเจน “ลูกป่วยก็ต้องรักษา การรักษาแบบบ้าน ๆ จะยิ่งทำให้เด็กเป็นอันตราย ภรรยาของเจ้าสามอยากจะโวยวายก็ปล่อยให้เธอโวยวายไป ส่วนเรื่องจะหย่าหรือไม่หย่า ก็เป็นเรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับพวกเรา ถึงครั้งนี้จะไม่พูดเรื่องเงินแปดร้อยหยวน ตอนที่แยกบ้านก็ต้องพูดขึ้นมาอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องรู้เรื่องนี้”

             

            ลู่ชิงเหยี่ยเป็นคนที่มีเหตุผลมาก

             

            “ได้ ฉันเข้าใจแล้ว”

             

            เมิ่งว่านถังอารมณ์ดีขึ้นมาทันควัน

             

            พอดีกับที่เฟิงอวี้เหม่ยพาเด็ก ๆ กลับมา ไม่ใช่แค่ในมือของเฟิงอวี้เหมย แม้แต่ในมือของเด็ก ๆ ก็ยังถือผักมาเต็มไม้เต็มมือ

             

            เมิ่งว่านถังเห็นพวกเขาวางผักไว้บนพื้นที่ห้องโถง จึงพูดด้วยความตกใจทันทีว่า “เธอพาเด็ก ๆ ไปทำอะไรมา? ไปรื้อแปลงผักของคนอื่นมาหรือไง?”

             

            ตอนนี้เฟิงอวี้เหม่ยทำตัวเหมือนแมวน้อยที่ว่านอนสอนง่ายต่อหน้าเมิ่งว่านถัง

             

            “อะไรกันที่ว่าไปรื้อแปลงผักของคนอื่น? ฉันปลูกผักเองต่างหาก อยากเก็บเท่าไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”

             

            เฟิงอวี้เหม่ยตัดสินใจที่จะหย่าแล้ว เธอจะปล่อยให้ผักที่ตัวเองปลูกอย่างยากลำบากตกถึงปากพวกคนเลวนั่นได้อย่างไร

             

            เมื่อเห็นว่าสวนที่บ้านของเมิ่งว่านถังว่างเปล่า เธอจึงรีบพาเด็ก ๆ ไปเก็บผักจากสวนของตัวเองมา

             

            “ผักเยอะขนาดนี้ เช้านี้เราก็กินอะไรดี ๆ หน่อยก็แล้วกัน”

             

            เมิ่งว่านถังล้างผักให้สะอาด หลังหั่นแล้ว จากนั้นก็หยิบเนื้อหมูสามชั้นออกมาหนึ่งชิ้น ทำเป็นผัดผักชามโต

             

            เฟิงอวี้เหม่ยเห็นว่าอาหารทำเสร็จแล้ว เธอก็เตียมจะอุ้มลูกกลับ

             

            เมิ่งว่านถังที่เห้นแบบนั้นจึงพูดอย่างไม่พอใจ “ข้าวก็เสร็จแล้ว กินข้าวเสร็จแล้วค่อยไป จะได้ไม่เป็นลมเป็นแล้งไประหว่างทาง”

             

            “ไม่เป็นไร ฉันไม่กิน”

             

            ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ซาลาเปาแป้งขาวล้วน แต่ข้างในก็ใส่แป้งข้าวโพด ไม่ใช่แป้งข้าวโพดหยาบ ๆ

             

            โดยทั่วไปแล้วคนธรรมดาไม่มีปัญญากินซาลาเปาที่ผสมทั้งแป้งขาวและแป้งข้าวโพดแบบนี้

             

            “กินเถอะ กินมื้อนี้อีกสักมื้อก็ไม่ได้ทำให้บ้านเราจนหรอก” เมิ่งว่านถังอุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นมานั่งบนเตียง ฉีกซาลาเปาครึ่งหนึ่งให้เสี่ยวเป่า “เสี่ยวเป่า รีบกินซาลาเปาเร็ว”

             

            ถึงแม้ว่าเสี่ยวเป่าจะอายุเพียงขวบกว่า ๆ แต่เด็กน้อยก็สามารถกินข้าวเองได้แล้ว

             

            เจ้าตัวน้อยนั่งเบียดกับเสี่ยวพ่าง เด็กทั้งสองคนกอดซาลาเปาลูกใหญ่แล้วกัดคำโตอย่างเอร็ดอร่อย

             

            ท่าทางนั้นน่ารักจับใจ เห็นแล้วน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ

             

            “รีบกินข้าวเร็ว”

             

            เมิ่งว่านถังหยิบซาลาเปาลูกใหญ่ไปไปให้ลู่ชิงเหยี่ยด้วย

             

            โกวต้านกับโกวเซิงไม่รอให้เมิ่งว่านถังจัดการ พวกเขาก็รู้จักหยิบซาลาเปาขึ้นมากินเอง

             

            พวกเขาเพิ่งกินข้าวเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันที่หน้าประตู

             

            เมิ่งว่านถังไม่ได้สนใจอะไร แต่ใครจะรู้ว่าเธอจะได้ยินชื่อของตัวเอง

             

            “ผู้หญิงนิสัยเสียที่พี่รองของฉันแต่งงานด้วย เมื่อวานนี้เธอตั้งใจไปอาละวาดที่บ้านเรา หาเรื่องจะแยกบ้าน ทำให้ภรรยาของฉันโกรธจนต้องกลับบ้านแม่!”

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ทะลุมิติทั้งที ดันมาอยู่ในร่างตัวแม่สุดแซ่บพร้อมลูกชายทั้งสาม ที่คุณอ่าน