มุมปากของฉวี่หลิงยกขึ้นเล็กน้อย “เื่นี้เริ่มต้นมาจากคุณปู่ค่ะ คุณปู่มีสายตาที่ดี แถมยังมีความรู้เื่วัตถุโบราณอยู่บ้างหนูสนใจเกี่ยวกับด้านนี้อยู่พอสมควร ก็เลยเรียนรู้มาจากคุณปู่นิดหน่อยก่อนหน้านี้หนูซื้อของมั่วซั่วมาชิ้นหนึ่ง คิดไม่ถึงว่ามันจะเป็ของแท้ที่มีอายุเก่าแก่ต่อมาปู่หลิน้ามัน หนูก็เลยขายให้ไป ปู่หลินก็เลยพาหนูไปทำสมุดบัญชีเล่มนี้ถ้าพ่อกับแม่ไม่เชื่อ ไปถามคุณปู่ดูก็ได้ค่ะ เื่นี้คุณปู่เองก็รู้เื่ดี”
สมุดบัญชีเดิมทีก็ต้องมีผู้ปกครองพาไปทำแต่เพราะหลินชิงฮุยมีสถานะพิเศษ คนในธนาคารจึงแสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจและดำเนินการให้ทันที
ไม่กี่ปีมานี้ฉวี่หลิงพึ่งเพียงสายตาของตัวเองก็ทำพลาดไปไม่น้อยสิ่งของที่เธอซื้อมามีทั้งของจริงและของปลอม เพราะเธอพยายามบังคับไม่ให้ใช้ความสามารถของตาขวาเพื่อแยกแยะวัตถุโบราณในตอนแรกเธอซื้อของปลอมมาเป็จำนวนมาก ต่อมาประสบการณ์เริ่มมากขึ้น จึงทำให้เจอของแท้มาจำนวนไม่น้อย
เงินก้อนนี้เธอได้มาจากการขายอุปกรณ์ล้างพู่กันสมัยราชวงศ์ชิงชิ้นหนึ่งให้แก่เพื่อนของหลินชิงฮุย
เื่ที่ราวกับปาฏิหาริย์เช่นนี้ทำให้หวังย่าเหม่ยกับฉวี่เหวินจวินฟังแล้วรู้สึกพิศวง
โดยปกติแล้วฉวี่หลิงเป็เด็กฉลาดและว่านอนสอนง่ายไม่กระทำตัวโดดเด่นอะไรนัก กลับหาเงินก้อนใหญ่มาได้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ ราวกับว่าจู่ๆก็มีขนมเปี๊ยะชิ้นใหญ่หล่นลงมาจากฟากฟ้าฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยทั้งสองคนต่างมึนงงสับสนอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่ได้สติคืนมา
ฉวี่เหวินจวินหยิบสมุดบัญชีมาดู ยังคงรู้สึกไม่วางใจรุ่งเช้าวันต่อมาก็ไปถามจากฉวี่หฺวาที่บ้าน
คำตอบของฉวี่หฺวาและฉวี่หลิงออกมาในทำนองเดียวกันนี่ทำให้ฉวี่เหวินจวินทั้งตื่นเต้นดีใจ ทั้งยังงงงันขณะลงจากเขา
วันนี้ฉวี่เหวินจวินไม่ได้ไปทำงานที่ท้องนาหวังย่าเหม่ยก็ไม่ได้ไปทำงานรับจ้าง ฉวี่หลิงรู้ว่าจะต้องถูกซักถามแน่นอน ดังนั้นจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้พับตัวเล็กเตรียมพร้อมสำหรับคำถามทั้งหลาย
หวังย่าเหม่ยไม่รู้ว่าจะจัดการกับลาภลอยที่หล่นลงมาอย่างกะทันหันนี้อย่างไรเธอมองฉวี่หลิ่งที่สงบนิ่ง แล้วถามอย่างแปลกใจ “หลิงหลิงลูกไม่ใบ้างหรือ ตอนที่ได้รับเงินก้อนนี้มาน่ะ” แม่กับพ่อของหลิงหลิงที่อยู่ตรงหน้าต่างตกตะลึงที่เ้าตัวเล็กไม่ได้รู้สึกอะไร
“ใสิคะ หนูใจนตัวชาไปหมดเลย” ดวงตาทรงแอปริคอตของฉวี่หลิงแวววาว จงใจทำท่าทางตื่นใมองไปที่หวังย่าเหม่ยดูค่อนข้างเกินจริง
“เอาล่ะ” ท่าทางเกินจริงนี้ทำให้หวังย่าเหม่ยยกมุมปากขึ้นเอ่ยถามต่อไป “เื่ที่ลูกบอกว่าอยากซื้อคอนโดในเมืองเจ๋อซีเมื่อคืนเป็เื่จริงหรือเปล่า”
“จริงค่ะ”ฉวี่หลิงพยักหน้า “แม่คะ รอให้ผลสอบมัธยมปลายของหนูออกมา หนูจะต้องได้เข้าโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งในเมืองเจ๋อซีแน่ค่ะถ้ามีคอนโด หนูก็ไม่ต้องพักในโรงเรียน แม่ทำอาหารอร่อยจะตาย แบบนี้ถ้าหนูไม่ได้พักในโรงเรียนก็สามารถกินอาหารที่แม่ทำให้ได้แบบนี้สะดวกออกค่ะ อีกอย่างหนึ่งราคาคอนโดสูงขึ้นทุกปี รีบซื้อจะดีกว่า”
สำหรับคนที่มีเงินซื้อคอนโดแล้วในใจก็คงคิดว่าเป็เื่ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยปรึกษาหารือกันแล้วก็ตกลงว่าจะซื้อคอนโด
“แต่ว่า หลิงหลิงเองก็อย่ามั่นใจมากเกินไปนะลูกถ้าเกิดลูกสอบเข้าโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งในเมืองเจ๋อซีไม่ได้ล่ะ” ฉวี่เหวินจวินครุ่นคิด เอ่ยขึ้นอย่างตื่นใประโยคหนึ่ง
“คุณพูดอะไรน่ะ”หวังย่าเหม่ยโมโหตบไปที่มือของฉวี่เหวินจวิน แล้วมองค้อนเขาขวับหนึ่ง “หลิงหลิงของพวกเราฉลาดขนาดนี้ ต้องสอบเข้าโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งได้อยู่แล้วคุณอย่าพูดอะไรที่ไม่เป็มงคลสิ!”
ฉวี่เหวินจวินเองก็ตบปากของตัวเองเบาๆ เอ่ยอย่างใจดีสู้เสือ“ผมพูดผิดเอง หลิงหลิงต้องสอบได้แน่”
ฉวี่หลิงเห็นพ่อแม่ของตัวเองเถียงกันแล้วก็เอ่ยอย่างขำขัน“หนูว่ารอให้ผลสอบออกมาก่อนแล้วค่อยไปซื้อคอนโดเถอะค่ะ แบบนี้น่าจะดีกว่า”
“งั้นก็เอาตามนี้แหละนะ” ฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยสบตากันครั้งหนึ่งก่อนจะตัดสินใจตามนั้นทันที
่ปิดเทอมของชั้นมัธยมปีที่สามไม่ได้มีการบ้านหน้าร้อนมากนักฉวี่หลิงจึงว่าง ดังนั้นเลยไปพักอยู่ที่บ้านของปู่เรื่อยมาตามความเคยชิน
เวลาคล้อยบ่ายดวงอาทิตย์สาดแสงแรงกล้าลงมายังผืนดิน แสงแดดส่องตรงเข้ามาภายในห้องฝึกยุทธ์จากทางหน้าต่างไม้ที่เปิดกว้างอยู่ทำให้อากาศยิ่งร้อนระอุ
ฉวี่หฺวานั่งอยู่บนเก้าอี้โยก โบกพัดใบปาล์มไปมาเบาๆแม้พัดจะเก่ามากแล้วเขาก็ยังเสียดายที่จะทิ้งมัน เพราะคิดไว้ว่ามีพัดแบบนี้ก็ยังดีกว่าไม่มีข้างกายเขามีโทรศัพท์มือถือที่ฉวี่หลิงซื้อให้ กำลังเปิดเพลงทำนองพื้นเมืองเจียงเจ๋อในท่วงทำนองสบายอารมณ์
ปากของฉวี่หฺวาฮัมตามไปอย่างไม่ตรงทำนองปลายนิ้วมือเคาะจังหวะบนหัวเข่าเป็ระยะๆ ดูแล้วคงพึงพอใจอย่างที่สุด
ฉวี่หลิงถูกฉวี่หฺวาจงใจสั่งให้ไปยืนกลางแดดมือทั้งสองข้างจดจ่ออยู่กับการออกหมัดไปที่หุ่นไม้ กระบวนหมัดที่เธอใช้เป็กระบวนหมัดเฉพาะของเทียนอี้เหมินกระบวนท่ายืดหยุ่นและคล่องแคล่ว แม้ว่าดูแล้วท่วงท่าจะปราดเปรียวและทำได้ง่ายๆ แต่ขณะฝึกกลับทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก
เมื่อจบกระบวนท่าหนึ่ง เธอถึงได้ยินเสียงทำนองพื้นเมืองเจียงหนานที่ดังมาจากโทรศัพท์มือถือภาษาอ่อนหวานนุ่มนวล
ฉวี่หลิงเช็ดเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผากเล็กน้อยมองไปที่ปู่ของเธอที่ดูเอ้อระเหย ในดวงตาฉายความรู้สึกจนใจ
ปู่ของเธออายุมากแล้ว แต่นิสัยกลับเหมือนเด็กเล็กๆเธอฝึกหมัดมวยอยู่ เขาก็จงใจเปิดเพลงนุ่มนวลพวกนั้นอยู่ข้างๆทุกครั้งที่เธอเหม่อลอย ก็จะถูกปู่เคาะหน้าผากทว่าทุกครั้งฉวี่หฺวาก็ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เรียกได้ว่าเป็คนแก่หัวดื้อคนหนึ่งเลย
ฉวี่หฺวาลืมตาขึ้นราวกับรู้สึกถึงทุกอย่างและยิ้มให้กับฉวี่หลิง “เด็กน้อย ในใจของหลานกำลังลังต่อว่าปู่อยู่ใช่หรือเปล่า”
ฉวี่หลิงเผยรอยยิ้มไม่ประสาแลดูใสซื่อออกมา“เปล่านี่คะ ปู่อย่าใส่ร้ายคนดีสิคะ”
“ปู่ของหลานทายใจคนแม่นที่สุดแล้ว หลานนินทาปู่อยู่ในใจใช่ไหมล่ะ”
ฉวี่หฺวาพ่นลมหายใจออกมาครั้งหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ปู่หวังดีกับหลานหรอกนะ ถึงได้ให้หลานฝึกต่อยมวยกลางแดด หากผ่าน่เวลานี้ไปได้ด้วยดีเด็กสาวๆ อย่างพวกหลานก็จะมีความแข็งแรงสมส่วนมากขึ้น พอมีแดดก็ยังจะกางร่ม กลัวแต่ว่าผิวจะคล้ำหารู้ไม่ว่าผิวคล้ำสิถึงจะสวยแลดูแข็งแรง ที่ให้หลานตากแดดมากๆ นี่ปู่ทำเพื่อหลานหรอกนะแถมอีกไม่นานหลานก็จะฝึกทหารแล้ว แบบนี้หลานก็จะปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นหลานว่าจริงหรือเปล่าล่ะ”
“…”
ฉวี่หลิงจิบน้ำชาช้าๆ มองฉวี่หฺวาที่มีสีหน้าสะใจและยกมุมปากขึ้น “ปู่พูดถูกแล้วค่ะ หนูต้องขอบคุณปู่แล้ว”
ฉวี่หฺวาโบกสะบัดพัดใบปาล์ม สักครู่ก็ถามขึ้น“หลานอยู่ที่นี่กับปู่ตลอด หลานก็ไม่รู้เลยสิว่าเขาจะตรวจผลสอบเมื่อไหร่ แล้วใบประกาศผลสอบจะมาถึงเมื่อไหร่”
“น่าจะอีกไม่นานแล้วละค่ะ” ฉวี่หลิงคว้าถาดเกาลัดคั่วติดมือมา ปอกอย่างเชื่องช้าแล้ววางลงในชามลายคราม“ปู่วางใจเถอะค่ะ พ่อแม่ของหนูเป็ห่วงเื่นี้แทนหนูแล้ว”
“เื่ของตัวเองก็ไม่ใส่ใจ” ฉวี่หฺวาปรายตามองฉวี่หลิงปราดหนึ่ง คว้าเกาลัดที่ฉวี่หลิงลำบากลำบนปอกในชามลายครามสีขาวขึ้นมากิน
“เกาลัดนี่ทั้งหวานทั้งเหนียวดีนะอร่อยจริงๆ”
ในดวงตาของฉวี่หลิงมีรอยยิ้มปลงน้ำเสียงที่พูดออกมาโกรธเคืองนัก “ปู่คะนี่เป็เกาลัดที่หนูลำบากปอกออกมานะคะ!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950