เหล่าผู้อวุโสต่างมีอาการงุนงงท่าทางไม่เข้าใจมันผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น“คุณชายฟง ท่านว่าท่าน้าสิ่งใด?”
ฟงซวนเว่ยไม่เอ่ยคำเพียงชี้นิ้วไปทางมู่ไฉซูอีกรอบ
เหล่าอวุโสต่างหันมองไปยังลู่เทียนฉีพวกมันก็ต่างยังมีอาการงุนงงไม่ลดลงแม้แต่น้อยไม่ว่าจะคิดยังไงก็คิดไม่ออกหรืออาจบางทีพวกมันอาจไม่ได้คาดถึงเลยซักนิด
ฟงซวนเว่ย “พวกท่านยืนงงอะไรกันข้าแค่้านางนางคนเดียวเท่านั้นขอแค่เพียงนี้เื่ทุกอย่างก็จะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรืออาจบางทีตระกูลฟงข้าอาจจะส่งของขวัญเล็กๆน้อยๆให้กับตระกูลลู่”
ผู้อวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “หรือว่าสิ่งที่คุณชายฟง้า.. ก็คือนาง มู่ไฉซู” มันเอ่ยจบก็มีเนื้อตัวสั่นเทากลัวว่าหากไม่ใช่อาจจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจมันถึงกลับคิดว่าวาจาเมื่อครู่มันไม่ควรเอ่ยออกไปแต่คิดจะแก้ไขอะไรก็ไม่ทันการแล้ว
คนตระกูลลู่ต่างมองมาที่มันแล้วก็ต่างมีสีหน้าโกรธขึ้งกังวลกระอักกระอ่วนวาจาเมื่อครู่จะอย่างไรก็ต้องทำให้คุณชายฟงรู้สึกไม่พอใจจนถึงขั้นมีโทสะฟงซวนเว่ยที่ทำถึงกับบอกเลิกงานก่อนเวลายืนจ้องหน้าพวกมันหน้าตำหนักมาครึ่งชั่วยามไหนเลยจะเป็เพียงแค่เื่สตรีที่ไม่ต่างจากสาวใช้ผู้หนึ่งที่เอ่ยไปเช่นนั้นก็ไม่ต่างไปจากการเล่นตลกกับฟงซวนเว่ย
ฟงซวนเว่ย “ใช่”
เพียงวาจาประโยคเดียวกลับทำให้เหล่าอวุโสแทบจะไม่อยากเชื่อพวกมันต่างมองหน้ากันไปมาคิดว่าตนเองฟังผิดไปแต่ก็ดูเหมือนพวกมันจะได้ยินคำเดียวกันก็คือคำว่า‘ใช่’
ฟงซวนเว่ย “เสียเวลามากแล้วส่งมู่ไฉซูมาให้ข้า หรือถ้าพวกท่านคิดรั้งข้าไว้”
เหล่าอวุโสมันอาจไม่แน่ใจแต่วาจาเมื่อครู่ที่ฟงซวนเว่ยเอ่ยก็คือชื่อของนาง‘มู่ไฉซู’ไหนเลยจะเข้าใจผิดไปได้อีก ความกังวลหดหู่ในจิตใจต่างหายไปไม่เหลือ เมื่อหวนนึกถึงว่าอาจจะได้ของขวัญเล็กๆน้อยๆตอบแทนก็คล้ายคลึงกับว่าพวกมันอาจจะได้ใกล้ชิดกับตระกูลฟง
มู่ไฉซูทีแรกก็ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรแต่มาตอนนี้นางรู้ได้กระจ่างชัดตัวนางเองที่คือสิ่งที่ฟงซวนเว่ย้ามู่ไฉซูขยับใกล้มือทั้งสองเกาะแขนเสื้อของลู่เทียนฉีอย่างแน่นไม่ปล่อยมีสีหน้ากังวลเอ่ยเสียงเบากับลู่เทียนฉี“ท่านลุง ข้ากลัว” นางพยายามเหลียวมองหาพ่อของนางมู่หวังเฟิงแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่แถวนี้
ลู่เทียนฉีเอ่ยเบา “เ้าอย่ากังวลไป”
ลู่เฟยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เด็กหนุ่มเป็เพียงคนที่ไม่สามารถจะทำอะไรกับสถานการณ์นี้ได้เลยทำได้เพียงยืนดูมือทั้งสองของมันกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อปรากฏสายโลหิตหลั่งไหล
ผู้อวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “เอาตัวนางมา” เหล่าอวุโสปรมาจารย์ต่างก็ไม่ได้มีท่าทางไม่พอใจอะไรดูเหมือนจะคิดมอบนางให้กับฟงซวนเว่ยโดยไม่ขัดแม้แต่น้อย ก่อเื่กับตระกูลฟงนั้นเป็การทำที่ไร้สมองที่สุดไม่ควรไปเป็ศัตรูด้วยเด็ดขาดแล้วพอเทียบกับมู่ไฉซูพ่อของนางเป็พ่อบ้านตระกูลลู่ต่างก็รู้กันหมด แต่ฐานะของมู่ไฉซูนั้นไม่ชัดเจนอย่างยิ่งนางเป็ลูกของมู่หวังเฟิง เป็คนรับใช้ก็ไม่ใช่มากสุดก็เพียงรับใช้แค่ลู่เฟยในมุมมองของคนในตระกูลลู่นางแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถึงจะไม่มีนางตระกูลลู่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“ไม่ได้” ลู่เทียนฉีตวาดดังไปยังเหล่าอวุโส เอ่ยต่อไปยังฟงซวนเว่ย“เกรงว่าจะไม่ได้ นางเป็สหายคนเดียวของลูกข้า หาก้าสิ่งอื่นข้าอาจจะพอมี”
ฟงซวนเว่ยเอ่ยไปยังผู้ติดตาม“งั้นพวกเรากลับกันเถอะ”เอ่ยจบมันก็มุมปากยกยิ้มพยักหน้าเล็กน้อย
ผู้ติดตามตระกูลฟงเอ่ยไปยังเหล่าอวุโส“สรุปแล้วก็คือพวกท่าน้าเช่นนี้สินะ” เอ่ยจบพวกมันทั้งสองก็เดินตรงไปทางประตูใหญ่ของตระกูล
เหล่าอวุโสปรมาจารย์ทั้งหลายไหนเลยจะไม่เข้าใจคำว่า‘้าเช่นนี้’ ในความหมายของมันก็คือ้าเป็ศัตรูกับตระกูลฟงพวกมันต่างมีสีหน้าแตกตื่น อวุโสผู้หนึ่งเอ่ยตวาด “ท่านผู้นำท่านบ้าไปแล้วหรือ ท่านจะพาพวกเราซวยกันหมด”
ปรมาจารย์ผู้หนึ่งเอ่ย“ท่านส่งนางไป นางอย่างมากก็เป็เพียงสาวใช้ ท่านจะหาให้นายน้อยใหม่อีกกี่คนก็ได้เพียงสาวใช้คนเดียวจะทำให้มีเื่ยุ่งยาก”
ลู่เทียนฉีเอ่ยเสียงดัง“หุบปาก! พวกเ้าเห็นแก่ตัวยิ่งนักกลับคิดจะเอานางไปแลกไม่ต่างจากสิ่งของ”
ลู่เฟยขบฟันแน่นพึมพัมกับตัวเอง“พวกบัดซบ” ไม่ว่าจะเป็ใครในตอนนี้ก็คาดไม่ถึงว่ามันมีโทสะถึงเพียงไหนที่ตัวมันเองไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยได้แต่นึกคิดว่าหากตนเองมีพลังมากพอเื่ราวก็คงจะไม่เป็เช่นนี้ ที่เื่มันเป็แบบนี้ก็เพราะว่ากฎเกณฑ์ของโลกมันง่ายดายยิ่งไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยแม้แต่น้อยคนแข็งแกร่งปกครองส่วนคนอ่อนแอทำได้เพียงเชื่อฟังอย่างว่าง่าย
ผู้อวุโสผู้หนึ่งเอ่ยดัง “คุณชายฟง โปรดอย่าเพิ่งใจร้อน” เอ่ยจบมันก็หันไปยังทางเหล่าอวุโสปรมาจารย์พลันเอ่ยอีกครั้ง“พวกเราชิงนางมา!” เอ่ยจบพวกมันทั้งหลายก็พุ่งตรงไปยังมู่ไฉซู
“ ฮ่าฮ่าฮ่า พวกท่านช่างชาญฉลาดนัก” ฟงซวนเว่ยมุมปากยกยิ้มหัวเราะอย่างพึงพอใจ
ลู่เทียนฉี “พวกเ้า! บังอา..”
เอ่ยยังไม่จบกระบวนท่าหมัดตรงที่พุ่งมาหลายสายแต่ทุกกระบวนท่าที่โจมตีมาไม่ได้เล็งมู่ไฉซูแต่อย่างใดทั้งหมดล้วนพุ่งมาที่ลู่เทียนฉีลู่เทียนฉีมีสองแขนสองขาไหนเลยจะรับกระบวนท่าได้ทั้งหมดคิดจะหลบก็ไม่ทันมันไม่ได้คาดว่าจะเป็เช่นนี้ด้วยซ้ำแถมมิหนำซ้ำขุมกำลังที่จู่โจมมาต่างก็เป็ขุมกำลังหลักของตระกูลเหตุการณ์ผ่านไปไวเพียงไม่กี่ลมหายใจลู่เทียนฉีก็ล้มเข่าทรุดลงกับพื้นแล้ว ถึงจะรับไว้ได้บ้างแต่ก็โดนอีกหลายกระบวนท่านโจมตีเข้าจังๆผู้อวุโสต่างพากันจับกุมล็อกแขนขาไว้ไม่ให้หนี อย่าว่าแต่หนีเลยคิดจะขยับนิ้วยังยากลำบาก
“ข้าไม่ปล่อยพวกเ้าไว้แน่!” ลู่เทียนฉีเอ่ยเสียงต่ำ น้ำเสียงของมันบ่งชี้ชัดว่ามีโทสะอย่างมาก
ผู้อวุโสผู้หนึ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจนปัญญา “อีกไม่นานท่านก็จะเข้าใจนี่ก็เพื่อตระกูลเราทั้งหมด”
ผู้อวุโสผู้หนึ่งเอ่ยไปทางผู้อวุโสหกที่ยืนเหม่อไม่ได้ทำอะไรเลยั้แ่แรก“ท่านอวุโสหก ท่านยืนเหม่ออันใดจับนางไปให้คุณชายฟง”
ผู้อวุโสหก “พวกเ้าทำอะไรกัน!” มันกำหมัดแน่นแต่ก็ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวมีเพียงสายตาที่แปลกไปเมื่อมองดูตระกูลตัวเอง
ฟงซวนเว่ยเอ่ยไปยังผู้ติดตาม“ไปจับนางมา”
หนึ่งในเหล่าอวุโสจับมู่ไฉซูแน่นคิดจะขัดขืนซักนิดยังไม่อาจทำได้พร้อมกับเดินไปทางผู้ติดตามของฟงซวนเว่ย
มู่ไฉซูไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากลู่เฟยที่จนปัญญาแล้วนางนั้นจนปัญญายิ่งกว่านางในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากลูกกวางผอมแห้งที่กำลังถูกจับกุมโดยเสือร้ายมู่ไฉซูได้แต่ร้องไห้สะอื้นด้วยความหวาดกลัว
ลู่เฟยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแต่เมื่อเด็กหนุ่มต้องได้มาเห็นน้ำตาของมู่ไฉซูสภาพนางในตอนนี้ทำให้มันรู้สึกเ็ปราวถูกเข็มนับพันทิ่มทะลวงหัวใจจนพรุนปรากฏโหลิตสองสายหลั่งไหลออกมาจากมุมปาก ในแววตาพลันจุดประกายความโกรธแค้นดุจมารร้ายที่เพิ่งจะออกมาจากขุมอเวจี