ฝนฤดูปราณจากพ้นยอดเขายังไม่มา แต่ลมเบา ๆพัดผ่านตรอกแคบของเมืองจิ่นหลิง ่บ่ายนั้นแสงแดดอ่อนกว่าปกติเพราะไอความร้อนถูกพัดให้กระจายไปทั่วทว่าในห้องชั้นบนของโรงเตี๊ยม “เมฆอุ่น”บรรยากาศกลับแปลกประหลาด—เสียงตะครุบของเชือกพัดลม ดังคละกับเสียงกระดาษที่ถูกพลิกทว่าแล้วก็มีเสียงพิณหวาน ๆ ดังจากหน้าประตูด้านล่าง เสียงนั้นชวนให้คนหยุดหายใจชั่วครู่
เจียงฟานนั่งพิงขอบหน้าต่าง ผ้าเปียกจากเหงื่อแปะติดหลังแต่เมื่อได้ยินเสียงพิณ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยมากกว่าได้ความสงบ “ใครมาอีกแล้ววะ”เขาพึมพำ แล้วดึงผ้าขึ้นเช็ดหน้า
หลินเทียนที่ยังคงเป็ผู้รักษาประตูอย่างเคร่งครัดรีบก้มหัวอย่างเคารพจนกระโปรงชายเสื้อกระดิกเมื่อก้าวเข้าไปหาประตูแล้วก็เงยหน้าขึ้น พลางกล่าวด้วยเสียงตื่นเต้นคละเคล้ากังวล
“ท่านอาจารย์! มีผู้หญิงงามผู้หนึ่งมาขอเข้าคารวะเธาขอให้ท่านชี้แนะแนวทางการบำเพ็ญ!”
ประตูถูกเปิดอย่างสุภาพและช้า ๆ —เหมือนการเปิดประตูห้องบรรทมของบุตรธิดาขุนนาง — และปรากฏร่างหญิงผู้หนึ่ง
ซูเม่ยประกายความงามที่ได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในสตรีผู้เก่งที่สุดของอาณาจักรเธอสวมชุดหรูสีขาวครีมตัดด้วยลายเงินบาง ๆ ทอเป็ลวดลายดอกบัวผ้าระบายปลิวตามฝีเท้า ผิวแก้มเหมือนแผ่นกระดาษบาง เธอถือพัดย่นรูปดอกไม้ที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่งริมฝีปากงามสั่นน้อย ๆ ดวงตาของนางทั้งสง่างามและเศร้าสร้อย
เมื่อเห็นเจียงฟาน นางก้มลงคุกเข่าด้วยท่วงท่าที่สง่าและอ่อนช้อยพลางกล่าวคำทูลด้วยน้ำเสียงไพเราะราวพิณ:
“ขอฝ่าพระบาทรับฟัง ข้าชื่อซูเม่ย บุตรีของมหาเสนาบดีหลี่ เ้าน้อยผู้รักในการบำเพ็ญได้มาบอกขอคำชี้แนะแด่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสัจธรรม”
ทุกคำแต่ละพยางค์ล้วนเป็วาจาพิธีการแต่ความทุกข์ภายในดวงตาไม่อาจซ่อน นางยกมือประนมโดยความเคารพแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะสั่น:
“พลังปราณข้าก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ข้าสามารถเรียกหยินหยางได้คล่องแต่หัวใจของข้ากลับไม่แน่นอนข้าได้ให้คำมั่นกับบุรุษผู้หนึ่ง...แต่ข้าไม่แน่ใจว่าคำมั่นนั้นเป็พันธะที่ผูกมัดทางบำเพ็ญหรือเป็ความรักแท้จริงโปรดเมตตามาชี้แนะข้าด้วยเถิด”
คำพูดตรง ๆ และจริงใจนั้นทำให้ห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะกลิ่นธูปจาง ๆ จากมุมห้องพัดมาข้ามโต๊ะไม้พัดยังแกว่งอย่างช้าจนสร้างจังหวะเหมือนหัวใจเต้น
หลินเทียนยืดตัวตรง ใบหน้าเป็ประกายเต็มไปด้วยความศรัทธเขาจ้องมองซูเม่ยด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อยต่อความผูกพันทางโลกในความคิดของตน
เจียงฟานเงยหน้าขึ้น ชะงักเพียงเสี้ยววินาที แล้วถอนหายใจยาวพูดอย่างเรียบง่ายและมีน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายแบบคนที่เข้าใจโลกสองใบพร้อมกัน
“เอาล่ะ เื่รักน่ะ...มันไม่ได้ยากอะไรหรอก” เขาว่า“ชีวิตมันสั้นกว่าที่คิด ไปหาอะไรทำ หาเทคนิค ทำอาหาร ทำบัญชีทำอะไรที่ได้ประโยชน์กับชีวิตเถอะ”
คำพูดนั้นเรียบง่ายจนแทบจะเป็การขยิบตาแต่มันกลับกลายเป็ประกาศศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของผู้มารับฟัง
สำหรับซูเม่ย — หญิงผู้เรียนรู้ทั้งตำราและพิธีกรรม — ประโยคสั้นๆ นั้นเหมือนโคมสว่างในความมืด เธอเข้าใจว่าเจียงฟานได้ชี้ให้เห็นความจริงสำคัญ:
· “เื่รักๆ ใคร่ๆ เป็เื่เล็ก”= ความรักทางโลกเป็ภาพลวงตาที่ขัดขวางการบรรลุ
· “ไปหาอะไรทำ” = ละทิ้งพันธนาการหันหน้าเข้าสู่การบำเพ็ญอย่างแท้จริง
น้ำตาที่ไม่ใช่เพียงความเศร้าแต่เป็การปลดปล่อยร่วงลงบนพรมมือขาวของนางสั่น น้ำตาไหลราวสายฝนแต่ในดวงตากลับมีประกายแห่งการเข้าใจอันเด็ดเดี่ยว
“ข้าเข้าใจแล้ว…ขอขอบพระคุณท่านปรมาจารย์!” ซูเม่ยกล่าวแล้วกราบสามครั้งด้วยความนอบน้อม ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสง่างามกว่าเดิมผิวหน้าของนางดูคลายความทุกข์
หลินเทียนลุกขึ้นมาด้วยความเคารพ เขาผงกศีรษะจนหน้าผากแทบแตะพื้นกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ:
“ท่านอาจารย์! คำกล่าวของท่านช่างยิ่งใหญ่นักท่านได้ปลดเปลื้องพันธะแห่งโลกให้แก่ยอดอัจฉริยะ! ท่านคือ ‘ผู้ปลดปล่อยิญญา’!”
เจียงฟานแค่ยักไหล่ เขาหวังว่าเื่จะจบแค่นั้น
“ก็แค่บอกให้เลิกจมกับเื่ไม่เป็เื่เท่านั้นแหละ”เขาพูดจาง ๆ แล้วหันไปมองพัดลมที่ยังหมุนอยู่อย่างพอใจ
ซูเม่ยออกจากโรงเตี๊ยมด้วยใจแน่วแน่ต่อมานางส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงบุรุษผู้นั้น — เ้าชายหยางหลง(เป็เ้าชายหนุ่มรูปงาม นิสัยจริงจัง และเคยให้คำมั่นแก่ซูเม่ยในพิธีลับ) —รายละเอียดในจดหมายสั้นและเด็ดเดี่ยว:
“ข้าขอละทิ้งพันธนาการทางโลก และขออุทิศตนเองให้การบำเพ็ญขอท่านอย่าโกรธ หากข้าต้องหลีกทางให้กับการแสวงหาสัจธรรม”
จดหมายมื้อนั้นถึงมือเ้าชายหยางหลงในคืนที่เปลืองหมีกลางพระราชวังเขาอ่านแล้วหน้าเปลี่ยน สีหน้าพลันเคร่งเครียด ราวกับถูกทดสอบโดยฟ้าดิน
เ้าชายหยางหลงเป็ชายผู้มีความจริงใจและความกล้าหาญเขาอ่านจดหมายด้วยความะเืใจและตีความทันทีว่า:
“ถ้านางยอมละทิ้งโลกเพราะคำชี้นำของปรมาจารย์ นั่นหมายถึง:ปรมาจารย์้าให้ผู้ที่รักนางพิสูจน์ความรักด้วยการละทิ้งทุกสิ่งเช่นกัน!”
คิดเช่นนั้น เ้าชายรีบจับดาบมาด้วยความกระตือรือร้นสวมเสื้อคลุมยาว เดินออกจากพระราชวังโดยไม่บอกใคร เขาตั้งใจจะไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อนำตนเองมาทดสอบว่าความรักของเขาจริงแท้หรือไม่
แต่การกระทำของเขาเป็ไปในสไตล์ของคนที่ไม่คุ้นกับชีวิตแบบนักบวช:เขาสั่งให้คนรับใช้หยิบผ้าเช็ดหน้าและกระป๋องน้ำแข็งขึ้นมาแล้วะโว่า“ข้าจะพิสูจน์ตัวด้วยการ...ตัดสินใจปล่อยของรัก!” —ประชาชนที่เห็นคิดว่าเ้าชายจะทำการพิธีอภินิหารบางอย่าง จึงมุงดูเต็มถนน
เมื่อข่าวเ้าชายจะมาหา “ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่” แพร่สะพัดไปคนทั้งเมืองพากันตกตะลึงและตื่นเต้น บางคนเตรียมผลไม้บางคนเตรียมบทกวีสำหรับการสรรเสริญ และพ่อค้าก็มองเห็นโอกาสทางการค้า
หลวงพ่อขายยาหยิบถุงยาออกมาพร้อมบอกว่า“ถ้าจักรพรรดิหรือเ้าชายจะพิสูจน์ตัว จงเตรียมยาหอมไว้!”
เด็ก ๆ พากันพับกระดาษเป็รูปดาบและวิ่งไปตามท้องถนนแล้วะโว่า“เ้าชายมานะๆ!”
เ้าชายหยางหลงมาถึงโรงเตี๊ยมด้วยการกรีดกรายของเกวียนราชการแทนการยกมือคำนับ เขาลงจากหลังม้าด้วยท่าทางสม่ำเสมอแต่จริงจังแล้วกล่าวเสียงเข้ม:
“ขอทูลปรมาจารย์! หากท่านบอกให้นางสละสินมีบททดสอบสำหรับข้ามหรือไม่ ข้าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อแสดงว่ารักแท้!”
เจียงฟานมองหน้าเ้าชาย เขาคิดในใจว่า “โอเค นี่มันเกินไปแล้ว”แต่โชคชะตาและสายลมแห่งความเข้าใจผิดกลับผลักดันเหตุการณ์ต่อไป
หลินเทียน ซึ่งอยากให้เหตุการณ์เป็ทางการมากขึ้น รีบประกาศว่ามี‘การทดสอบสัจธรรม’ ที่้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจิตใจ เ้าชายยินดีเขาถอดเสื้อคลุมราชสีห์ออกเพื่อเตรียมพิธี แต่เนื่องจากไม่มีพิธีการเหมาะสมกลายเป็การฉายภาพประหลาด:
· เ้าชายถูกขอให้“วางของรักไว้กลางลาน” — เขาวางดาบและแหวนไว้กลางลาน แล้วนั่งลงทำท่าครุ่นคิด
· พ่อค้าที่เข้าใจผิดชี้ให้เขา“ล้างมือกับน้ำแข็ง” — เ้าชายลงไปแช่เท้าในถังน้ำแข็งตามแบบล้าสมัยทำให้ชาวบ้านหัวเราะคิกคัก
· บางสำนักเสนอให้เ้าชาย“ตัดเครื่องประดับ” — เ้าชายตัดริบบิ้นเล็ก ๆ ออกจากหมวกแล้วโยนทิ้งไป แต่พอโยนริบบิ้นกระเด็นไปพันกับหมวกของนักบวชคนอื่น เกิดการแย่งริบบิ้นอย่างโกลาหล
เหตุการณ์ทั้งหมดกลายเป็ฉากตลกที่เต็มไปด้วยความจริงใจ —เ้าชายแสดงความเต็มใจ บางครั้งเขาก็ขำกับความไม่เข้าใจบางครั้งก็กลั้นน้ำตาด้วยความสับสนใจตัวเอง
ท่ามกลางความวุ่นวาย ซูเม่ยยืนอยู่ในมุมหนึ่งของลานเธอเห็นเ้าชายพยายามพิสูจน์ด้วยวิธีแปลก ๆ ความจริงใจของเขาชัดเจนและไม่ปั้นแต่งความตั้งใจบริสุทธิ์ของเขาทำให้ใจเธออ่อนลง
เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ทั้งสองได้พบหน้ากันอีกครั้งเ้าชายก้มลงด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ข้าเข้าใจผิด แต่ข้ารักเ้าเสมอข้าจะไม่ขอให้เ้าละทิ้งตน แต่หากเ้า้าบำเพ็ญ ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างหรือหากเ้า้าไป พวกเราจะหาหนทางที่ไม่เป็พันธนาการ”
ซูเม่ยซับน้ำตา เธอเห็นว่า “การบำเพ็ญ” และ “ความรัก”ไม่จำเป็ต้องเป็ศัตรูกันเสมอไป เธอยิ้มในที่สุด และประกาศว่า “ข้าจะบำเพ็ญแต่ไม่ละทิ้งความรักโดยปราศจากการพูดคุยและความเข้าใจ”
เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็บทเรียนสำหรับเมืองจิ่นหลิง — เื่รักเื่ศรัทธาไม่ใช่เื่ตัดสินง่ายๆ และการตีความสัจธรรมต้องมาคู่กับเมตตาและการสื่อสาร
ข่าวการทดสอบและการคืนดีกระจายไปใน Qi Web ทั่วราชอาณาจักรบางคนยกย่องเจียงฟานว่า “ผู้ชี้ทางให้หัวใจคน”บางคนหัวเราะว่าทั้งเื่เป็ละครจบหนึ่งตอน — แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องแล้วนี่เป็จุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้พวกเขาเข้าใจกันมากขึ้น
เจียงฟานกลับมานั่งที่โต๊ะจดบัญชีพลางบอกหลินเทียนด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ แต่เต็มไปด้วยความเห็นใจแบบแปลก ๆ:
“ครั้งต่อไป ถ้าจะมีใครมาขอคำชี้แนะเื่หัวใจบอกให้เขาเอาชามก๋วยเตี๋ยวมา แล้วคุยกันก่อนดีไหม?”
หลินเทียนยิ้มอย่างจริงใจและยอมรับคำแนะนำแบบเรียบง่ายนั้นทันที“รับทราบ ข้าจะจดบันทึกเป็บทที่…เอ่อ... ‘วิถีรักกับการบำเพ็ญ’ในคัมภีร์ของท่าน!”
คืนลง เมืองจิ่นหลิงหลับอย่างอ่อนล้าแต่เต็มไปด้วยความเป็ไปได้ใหม่ ๆ — ทั้งการพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้คนไม่ร้อนการปรับปรุงคัมภีร์ เตรียมการทดลอง และ...เื่รักที่จะค่อย ๆ คลี่คลายตามกาลเวลา
และแม้ว่าเจียงฟานยังคงเป็ชายธรรมดาที่อยากกาแฟและอินเทอร์เน็ตอยู่แต่ครั้งนี้เขาได้เห็นว่าโลกเซียนก็ไม่ใช่โลกที่ปิดกั้นอารมณ์มนุษย์ ทั้งรักทั้งขัน และทั้งการเรียนรู้ต่างมากันได้ —เพียงแต่ต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนเสียก่อน