สายลมหนาวที่เคยพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งบนยอดเขาหมอก์ บัดนี้ได้สงบลงเหลือเพียงสายลมอ่อนๆ ที่พัดพาเอากลิ่นคาวเืและเถ้าถ่านลอยละล่องไปในอากาศ ซากปรักหักพังของสำนักกระบี่ไร้นามที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรและกุมอำนาจอยู่เื้ัจักรวรรดิเมฆาสมุทร บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและกองูเาซากศพที่ถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยียบของฤดูหนาว หลินเฟยทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานศิลาที่แตกแหงง ร่างกายของเขาบอบช้ำอย่างหนักจากการฝืนใช้เคล็ดวิชา 'กายากระบี่หลอมรวม' เพื่อทะลวงขีดจำกัดและสังหารยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวิญญาแรกกำเนิดอย่างเจี้ยนอู๋ิ แม้ศัตรูจะดับดิ้นไปแล้ว แต่าแภายในของเขากลับสาหัสจนแทบจะทำให้รากฐานแก่นแท้ที่เพิ่งก่อกำเนิดต้องสั่นคลอน
หลินเฟยหลับตาลง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกยาว พยายามดึงสติสัมปชัญญะที่กำลังพร่ามัวให้กลับมาแจ่มใส มือขวาของเขากำ 'แผ่นศิลาสีทองคำ' ที่ยึดมาได้จากซากศพของประมุขสำนักแน่น พลังิญญาอันอบอุ่นและเก่าแก่ที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นศิลา ช่วยประโลมเส้นชีพจรที่ปริร้าวของเขาได้อย่างน่าประหลาดใจ เขาล้วงเอาขวดหยกบรรจุโอสถวิเศษระดับ์หลายสิบขวดที่ได้มาจากคลังสมบัติของตระกูลเฉินและแหวนมิติของเจี้ยนอู๋ิออกมา เทเม็ดยาทั้งหมดกรอกเข้าปากอย่างไม่เสียดาย พลังยาทิพย์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตบริสุทธิ์ะเิออกในกระเพาะอาหาร กลายเป็กระแสน้ำอุ่นไหลทะลักเข้าซ่อมแซมกระดูกและกล้ามเนื้อที่แหลกเหลว
เวลาล่วงเลยผ่านไปสามวันสามคืน หลินเฟยนั่งนิ่งสงบดุจรูปสลักหินอยู่ท่ามกลางกองซากศพ ร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยรังสีแสงสีทองแดงและสีเืที่สลับกันเปล่งประกาย ชิ้นส่วนทั้งสามของศาสตราไร้ลักษณ์ที่สถิตอยู่ในกระดูกสันหลังค่อยๆ ดูดซับพลังยาทิพย์และพลังิญญาฟ้าดินรอบขุนเขา เพื่อซ่อมแซมภาชนะของมันอย่างช้าๆ ในวันที่สี่ เกล็ดเืที่แห้งกรังตามิัของเขาก็หลุดร่อนออก เผยให้เห็นผิวพรรณที่เปล่งประกายสีทองแดงอมแดงดุจโลหะศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกตีรั้งมาอย่างสมบูรณ์แบบ าแทั้งหมดสมานตัวไร้รอยแผลเป็ แก่นแท้ในจุดตันเถียนกลับมามั่นคงและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม พละกำลังของเขาฟื้นฟูขึ้นมาถึงแปดส่วน
หลินเฟยลืมตาขึ้น ั์ตาสีเืของเขาทอประกายคมกริบและลึกล้ำยิ่งกว่าก้นบึ้งของมหาสมุทร เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังกังวาน เขาก้มลงมองแผ่นศิลาสีทองคำในมืออีกครั้ง พลังปราณถูกส่งเข้าไปเพื่อปลุกกลไกที่ซ่อนอยู่ภายใน ทันใดนั้น ตัวอักษรโบราณและเส้นสายของแผนที่ก็สว่างวาบขึ้น ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเบื้องหน้า แผนที่นี้ไม่ได้ชี้ไปยังสถานที่ใดๆ บนทวีปตะวันออก แต่มันชี้ไปยังมิติที่ซ้อนทับอยู่ ณ สุดขอบของโลก ดินแดนที่ถูกเรียกขานว่า 'รอยแยกา'
"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์า... ที่สถิตแห่งชิ้นส่วนที่สี่ บัลลังก์จักรพรรดิมาร" หลินเฟยอ่านทวนข้อความที่ปรากฏขึ้นในอากาศด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "เจี้ยนอู๋ิคงใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อไขปริศนานี้ แต่ด้วยพลังของมัน คงไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าเข้าไปในรอยแยกมิติ ทว่าสำหรับข้า... ไม่มีสถานที่ใดในเก้า์สิบดินแดนที่ข้าจะไม่กล้าเหยียบย่าง หากมันมีชิ้นส่วนของศาสตราไร้ลักษณ์ซ่อนอยู่!"
หลินเฟยเก็บแผ่นศิลาทองคำลงในสาบเสื้อ เขาสะบัดชายเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่น เปลี่ยนไปสวมชุดเกราะอ่อนชุดใหม่ที่ยึดมาจากคลังสมบัติสำนัก ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศด้วยความเร็วที่ทำลายกำแพงเสียง ทิ้งยอดเขาหมอก์ที่กลายเป็เพียงตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไว้เื้ั มุ่งหน้าสู่ทิศอุดรสุดของทวีป สถานที่ที่แผนที่ิญญาได้ชี้ทางไว้
การเดินทางมุ่งสู่รอยแยกานั้นเต็มไปด้วยความทุรกันดารและโหดร้าย ยิ่งเดินทางห่างไกลจากความเจริญมากเท่าใด สภาพแวดล้อมก็ยิ่งแปรปรวน ภูมิประเทศที่เป็น้ำแข็งถูกแทนที่ด้วยผืนดินสีดำทมิฬที่แห้งแล้งและแตกระแหง ท้องฟ้าเบื้องบนไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ มีเพียงเมฆหมอกสีเทาและพายุสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอยู่ตลอดเวลา กลิ่นอายของพลังมารและความตายลอยคลุ้งอยู่ในชั้นบรรยากาศ สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ล้วนเกิดจากการกลายพันธุ์ กลายเป็สัตว์ร้ายระดับสูงที่มีสติปัญญาต่ำทรามแต่กระหายเือย่างถึงที่สุด
หลินเฟยเดินทางรอนแรมมาถึงสิบห้าวัน ในที่สุดเขาก็มาหยุดยืนอยู่ริมหน้าผาขนาดั์ที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา เบื้องล่างของหน้าผาไม่ใช่หุบเขาหรือแม่น้ำ แต่มันคือ 'รอยแยกมิติ' ขนาดมหึมาที่มืดมิดและไร้ก้นบึ้ง กระแสพลังงานมิติที่บ้าคลั่งพัดหมุนวนอยู่ภายในรอยแยกนั้น ก่อให้เกิดพายุอวกาศที่สามารถฉีกกระชากผู้ฝึกยตนระดับแก่นแท้ให้แหลกเป็ผุยผงได้ในพริบตา นี่คือพรมแดนที่กั้นระหว่างโลกมนุษย์และดินแดนศักดิ์สิทธิ์า สถานที่ที่เคยเป็สมรภูมิรบระหว่างทวยเทพและจอมมารในยุคโบราณกาล
หลินเฟยยืนมองลงไปในความมืดมิดของรอยแยกมิติ แววตาของเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว เขาชูแผ่นศิลาทองคำขึ้นเหนือศีรษะ พลังปราณสีทองแดงถูกอัดฉีดเข้าไปอย่างเต็มกำลัง แผ่นศิลาเปล่งแสงสีทองเจิดจ้า พุ่งทะลวงเข้าใส่พายุอวกาศที่บ้าคลั่งเบื้องล่าง แสงสีทองนั้นทำหน้าที่ประดุจกุญแจไขประตูลับ มันแหวกกระแสพลังงานมิติที่ปั่นป่วนให้แยกออกเป็สองฝั่ง เผยให้เห็นเส้นทางอุโมงค์แสงที่ทอดยาวลึกลงไปในความว่างเปล่า
ไม่รอช้า หลินเฟยะโทิ้งตัวลงสู่หุบเหวมิติทันที ร่างของเขาพุ่งดิ่งลงไปตามอุโมงค์แสงสีทอง แรงเหวี่ยงและแรงบีบอัดของมิติรอบด้านมหาศาลจนทำให้เกราะปราณของเขาเกิดรอยร้าว ทว่าชิ้นส่วนศาสตราในกระดูกสันหลังก็ปลดปล่อยพลังงานมาค้ำจุนร่างกายเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที หลินเฟยหลับตาลง ปล่อยให้ร่างร่วงหล่นผ่านมิติและกาลเวลาที่บิดเบี้ยวไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ จนกระทั่งแรงดึงดูดกลับมาเป็ปกติ ร่างของเขากระแทกเข้ากับพื้นดินที่แข็งกระด้างเสียงดังสนั่น
ตูม!
หลินเฟยค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนท่ามกลางฝุ่นควันที่ลอยคลุ้ง เมื่อวิสัยทัศน์เปิดกว้าง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เขาต้องหรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจ ที่นี่ไม่ใช่สุสานที่มืดมิดหรือนรกที่เต็มไปด้วยลาวา แต่มันคือโลกอีกใบหนึ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าเบื้องบนเป็สีแดงคล้ำดุจสีของโลหิตที่แห้งกรัง ไร้ซึ่งดวงอาทิตย์หรือดวงดาว แสงสว่างเดียวที่มีมาจากรอยแยกของแผ่นดินที่ปลดปล่อยประกายไฟสีม่วงดำออกมา ผืนดินที่เขาเหยียบย่ำเป็ทรายสีขี้เถ้าที่เต็มไปด้วยซากโครงกระดูกขนาดั์ โครงกระดูกบางชิ้นใหญ่โตเท่าูเา บ่งบอกถึงตัวตนของสิ่งมีชีวิตในยุคาที่ทรงอำนาจเหนือจินตนาการ
"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์า..." หลินเฟยพึมพำขณะกวาดสายตามองไปรอบด้าน "ที่นี่มันสุสานของทวยเทพและอสูรชัดๆ กลิ่นอายมารที่เข้มข้นถึงเพียงนี้ หากผู้ฝึกยตนธรรมดาหลุดเข้ามา คงถูกครอบงำจนสติแตกภายในไม่กี่ลมหายใจ"
ทันใดนั้น เสียงสั่นะเืก็ดังกึกก้องมาจากระยะไกล ผืนดินสั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หลินเฟยหันขวับไปตามทิศทางของเสียง ที่เส้นขอบฟ้า ปรากฏเงาร่างของสิ่งก่อสร้างขนาดั์ มันคือพระราชวังสีดำทมิฬที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาหัวกะโหลก พระราชวังแห่งนั้นแผ่กลิ่นอายของความตายและการทำลายล้างที่รุนแรงจนทำให้มิติรอบๆ บิดเบี้ยว แผ่นศิลาทองคำในสาบเสื้อของเขาสั่นพ้องอย่างรุนแรง ชี้เป้าหมายไปยังสถานที่แห่งนั้นอย่างชัดเจน
"บัลลังก์จักรพรรดิมาร... ชิ้นส่วนที่สี่รอข้าอยู่ที่นั่น" หลินเฟยแสยะยิ้ม เขาไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างแหวกอากาศมุ่งหน้าสู่พระราชวังสีดำทมิฬด้วยความเร็วสูงสุด
ทว่า การจะเข้าถึงสถานที่พำนักของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ในยุคา ย่อมไม่ง่ายดาย เมื่อหลินเฟยเดินทางเข้ามาใกล้รัศมีสิบลี้ของยอดเขาหัวกะโหลก กลิ่นอายความตายที่เข้มข้นก็ควบแน่นกลายเป็หมอกสีดำหนาทึบขวางกั้นเส้นทาง หมอกเหล่านี้มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง เพียงแค่ัักับเกราะปราณก็ทำให้เกิดเสียงฟู่และควันคละคลุ้ง หลินเฟยจำต้องลดความเร็วลงและร่อนลงสู่พื้นดินเพื่อเดินเท้าฝ่าหมอกเข้าไป
ขณะที่เขาก้าวเดินอย่างระมัดระวัง โสตประสาทของเขาก็รับรู้ได้ถึงเสียงกระพือปีกที่หนักหน่วงและเสียงคำรามที่แหบพร่าดังก้องมาจากเบื้องบน หมอกสีดำถูกแหวกออกอย่างรุนแรง ร่างของอสูรั์พุ่งทะยานลงมาหมายจะขย้ำร่างของเขา มันคือ 'อสูรการ์กอยล์หกปีกา' สัตว์ร้ายเฝ้าสุสานที่มีรูปร่างคล้ายค้างคาวผสมกับั ลำตัวของมันถูกสร้างขึ้นจากหินอัคนีสีดำสนิท ปีกทั้งหกคู่กางแผ่บดบังท้องฟ้า ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองมาที่หลินเฟยด้วยความหิวโหย รังสีพลังของมันเทียบเท่ากับสัตว์อสูรระดับห้า หรือผู้ฝึกยตนระดับแก่นแท้ขั้นปลาย!
"ผู้บุกรุก... ต้องถูกสังเวยแด่องค์จักรพรรดิ!" อสูรการ์กอยล์หกปีกแผดเสียงคำรามเป็ภาษามนุษย์ที่แหบพร่า มันอ้าปากกว้าง พ่นเปลวเพลิงนรกสีดำอมม่วงที่ร้อนระอุจนสามารถหลอมละลายมิติ พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของหลินเฟย
หลินเฟยไม่หลบหลีก แววตาสีเืของเขาทอประกายความดุดัน "สัตว์เดรัจฉานเฝ้าหลุมศพ คิดจะขวางทางข้ากระนั้นรึ?"
เขาตวัดมือขวา ดาบโลหิตสีดำสนิทถูกควบแน่นออกมาจากจุดตันเถียน เจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ถูกขับเน้นจนขีดสุด หลินเฟยตวัดดาบฟาดฟันสวนกลับไปข้างหน้า คลื่นกระบี่ที่ไม่มีรูปลักษณ์พุ่งแหวกอากาศ ตัดผ่านเปลวเพลิงนรกสีม่วงดำให้แยกออกเป็สองฝั่งอย่างง่ายดายราวกับผ่าผืนน้ำ เปลวเพลิงที่ถูกตัดขาดตกลงกระทบพื้นดิน ทำให้ทรายขี้เถ้าหลอมละลายกลายเป็หลุมลาวาลึก
อสูรการ์กอยล์หกปีกเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นการโจมตีของมันถูกทำลายอย่างง่ายดาย มันแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว กระพือปีกทั้งหกพุ่งทะยานลงมาพร้อมกับกรงเล็บหินที่แหลมคม หมายจะบดขยี้ร่างของเด็กหนุ่มให้แหลกคาพื้น
"มาดูกันว่าหินของแกกับกระบี่ของข้า อะไรจะแข็งแกร่งกว่ากัน!" หลินเฟยย่อเข่าลงเล็กน้อย ก่อนจะดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศเข้าปะทะกับอสูรั์อย่างบ้าบิ่น
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
การต่อสู้กลางอากาศเป็ไปอย่างดุเดือดและรวดเร็ว ดาบโลหิตสีดำฟาดฟันปะทะกับกรงเล็บและปีกหินของอสูรการ์กอยล์จนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้าสีเื แม้อสูรั์จะมีพลังระดับแก่นแท้ขั้นปลายและมีร่างกายที่ทนทานยิ่งกว่าเหล็กกล้า ทว่าด้วยเจตจำนงแห่งการสะบั้นของศาสตราไร้ลักษณ์ การโจมตีของหลินเฟยสามารถฝากรอยร้าวลึกไว้บนร่างหินของมันได้ทุกครั้งที่ตวัดดาบ
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์! สะบั้นกฎเกณฑ์!"
หลินเฟยรวบรวมพลังปราณสีทองแดงทั้งหมดในร่าง ผสานเข้ากับจิติญญาแห่งการทำลายล้าง เขาพุ่งหลบกรงเล็บมฤตยูไปได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะตวัดดาบโลหิตฟาดฟันเข้าที่ข้อต่อของปีกคู่กลางอย่างสุดแรง รอยแยกมิติสีดำปรากฏขึ้นตามวิถีดาบ ตัดผ่านร่างหินอัคนีของอสูรั์อย่างราบรื่น
กร๊อบบบบ! โฮกกกกก!
ปีกคู่กลางของอสูรการ์กอยล์ถูกตัดขาดสะบั้น ร่างขนาดั์ของมันสูญเสียสมดุลร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นเถ้าลอยคลุ้ง หลินเฟยไม่ปล่อยให้ศัตรูตั้งตัว เขาพุ่งทะยานตามลงมาดุจดาวตก ดาบโลหิตในมือชี้ตรงไปยังหน้าอกของอสูรั์ ตำแหน่งที่แผ่กลิ่นอายของแก่นอสูรออกมา
"จบสิ้นกันที!"
หลินเฟยแทงดาบโลหิตสีดำทะลวงผ่านเกราะหินหน้าอกของอสูรการ์กอยล์ เจาะลึกลงไปบดขยี้แก่นอสูรระดับห้าที่ซ่อนอยู่ภายในจนแหลกละเอียด พลังชีวิตของสัตว์ร้ายยุคาดับสูญลงในพริบตา ร่างหินขนาดั์ค่อยๆ สลายตัวกลายเป็ผุยผงสีดำร่วงหล่นลงกองกับพื้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
หลินเฟยหอบหายใจเล็กน้อย เขาสะบัดดาบโลหิตเก็บเข้าสู่จุดตันเถียน ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปยังพระราชวังสีดำทมิฬที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาหัวกะโหลก การเอาชนะทวารบาลระดับห้าได้เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่รอคอยอยู่ภายในนั้นอันตรายกว่านับร้อยเท่า เขาก้าวเดินฝ่าฝุ่นเถ้ามุ่งหน้าขึ้นสู่บันไดหินที่ทอดยาวไปยังประตูพระราชวัง
เมื่อหลินเฟยผลักบานประตูทองเหลืองขนาดั์ที่สลักลวดลายอสูรนรกให้เปิดออก บรรยากาศภายในพระราชวังก็เผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกล้ำ มีเพียงคบเพลิงที่ลุกโชนด้วยไฟสีม่วงดำประดับอยู่ตามเสาหินเรียงรายไปจนถึงสุดโถงทางเดิน อุณหภูมิภายในหนาวเหน็บจนเสียดกระดูก ทว่ามันไม่ใช่ความเย็นของน้ำแข็ง แต่มันคือความหนาวเหน็บของิญญาแค้นนับล้านดวงที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่
หลินเฟยก้าวเดินไปตามโถงทางเดินอย่างระมัดระวัง เสียงฝีเท้าของเขาสะท้อนดังก้องไปทั่วพระราชวัง จนกระทั่งเขาเดินมาถึงห้องโถงกว้างใหญ่ที่อยู่ลึกที่สุด ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาต้องหยุดยืนนิ่ง ั์ตาสีเืหรี่ลงด้วยความตึงเครียด
ใจกลางห้องโถง ปรากฏบัลลังก์ขนาดั์ที่ถูกสร้างขึ้นจากการนำหัวกะโหลกของสัตว์อสูรและมนุษย์นับหมื่นชิ้นมาหลอมรวมกัน มันตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทว่าสิ่งที่ทำให้บัลลังก์นี้น่าสะพรึงกลัว ไม่ใช่รูปลักษณ์ของมัน แต่เป็สิ่งที่นั่งอยู่บนนั้น
บนบัลลังก์หัวกะโหลก ปรากฏโครงกระดูกของมนุษย์ขนาดั์ที่มีความสูงกว่าสองจั้ง สวมใส่ชุดเกราะสีดำทมิฬที่แม้จะเก่าคร่ำคร่าแต่ก็แผ่กลิ่นอายของความเป็าาที่เคยปกครองใต้หล้า โครงกระดูกนี้คือซากศพของ 'จักรพรรดิมาร' ผู้เคยสร้างความหวาดหวั่นให้แก่เก้า์สิบดินแดนในยุคา แม้จะตายไปนับหมื่นปี แต่รังสีความกดดันและเจตจำนงแห่งความเป็ใหญ่ยังคงหลงเหลืออยู่อย่างเข้มข้น
ทว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาของหลินเฟยมากที่สุด ไม่ใช่ซากศพของจักรพรรดิมาร แต่เป็ 'วัตถุโลหะ' สีดำสนิทที่ปักคาอยู่กลางกะโหลกศีรษะของจักรพรรดิมาร!
มันคือชิ้นส่วนที่สี่ของศาสตราไร้ลักษณ์! ชิ้นส่วนบริเวณโกร่งดาบและสัญลักษณ์แห่งอำนาจ มันปักลึกทะลุกะโหลกของจักรพรรดิมาร ราวกับเป็อาวุธที่ปลิดชีพจอมมารในอดีตกาล ทว่าตลอดระยะเวลานับหมื่นปี ชิ้นส่วนศาสตรานี้ได้ถูกแช่อยู่ในทะเลแห่งความแค้นและจิตมารของจักรพรรดิผู้ตาย มันได้ดูดซับความมืดมิดและพลังมารอันบริสุทธิ์เข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม จนพื้นผิวโลหะสีดำเปล่งประกายรัศมีสีม่วงดำที่ชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าชิ้นส่วนใดๆ ที่หลินเฟยเคยพบเจอ
ทันทีที่หลินเฟยก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถง ชิ้นส่วนที่สี่ก็รับรู้ได้ถึงการมาเยือนของผู้ชิ้นส่วนที่เหลือ มันสั่นะเือย่างรุนแรง แสงสีม่วงดำสว่างวาบขึ้น ทันใดนั้น เบ้าตากลวงโบ๋ของโครงกระดูกจักรพรรดิมารก็ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีม่วง!
"ผู้ใด... บังอาจรบกวนการหลับใหลของข้า..." เสียงที่แหบพร่า ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยแรงอาฆาต ดังก้องสะท้อนมาจากโครงกระดูก มันไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาทางกายภาพ แต่มันพุ่งตรงเข้ากระแทกโสตประสาทและจิติญญาของหลินเฟยโดยตรง
เศษเสี้ยวิญญาของจักรพรรดิมารที่ฝังตัวอยู่ในชิ้นส่วนศาสตราได้ตื่นขึ้นแล้ว! มันพยายามจะใช้พลังมารที่สะสมมานับหมื่นปี พุ่งเข้าครอบงำจิตใจของหลินเฟย แรงกดดันระดับิญญาที่เหนือล้ำกว่าเจี้ยนอู๋ินับร้อยเท่า กดทับลงมาบนร่างของเด็กหนุ่มจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ ภาพหลอนของขุมนรกและทะเลเืพุ่งเข้าโจมตีสติสัมปชัญญะ หวังจะทำลายตัวตนของหลินเฟยและแย่งชิงร่างของเขาไปเป็ภาชนะใหม่
หลินเฟยกัดฟันแน่นจนเืไหลซึม เขายืนหยัดต้านทานแรงกดดันมหาศาลอย่างไม่ยอมคุกเข่า ั์ตาสีเืของเขาทอประกายความดุดันและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
"จักรพรรดิมารงั้นรึ? เป็แค่ซากกระดูกที่ตายไปนับหมื่นปี ยังคิดจะมาอวดเบ่งพลังครอบงำข้า!" หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต มือขวาจับที่ด้ามกระบี่ั์ร่ายรำที่เอว "ต่อให้เ้าเป็มารร้ายที่เก่งกาจที่สุดในยุคา แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศาสตราไร้ลักษณ์ เ้าก็เป็ได้แค่เหยื่อสังเวยคมดาบของข้าเท่านั้น! มาดูกันว่าจิตมารของเ้า หรือเจตจำนงกระบี่ของข้า ใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน!"
หลินเฟยก้าวเท้าเดินเข้าไปหาบัลลังก์หัวกะโหลกอย่างองอาจ การเผชิญหน้าระหว่างปีศาจผู้หวนคืนจากขุมนรก และเศษเสี้ยวิญญาของจักรพรรดิแห่งมวลมาร กำลังจะเปิดฉากขึ้นในสุสานาแห่งนี้!