"ดังนั้น หากเ้าท้าทายใครจริง ผู้นั้นจำเป็ต้องรับคำท้าทาย หาไม่จะต้องออกจากลำดับ แต่หากคนนั้นอยู่ลำดับที่ต่ำกว่าอยู่แล้ว หากแพ้ ก็ยังคงอยู่ลำดับเดิม" าุโเฒ่ากล่าวอธิบาย
ผู้คนรอบด้านได้ยินกันทั่ว หลายคนส่ายหน้ากับกฏที่บังคับให้รับคำท้าทาย หากแต่ไม่ใช่เื่ของตนเอง จึงไม่อยากมีปัญหา
"ข้าของท้าทายลำดับที่สี่ หนิงเซียน จากสำนักเทพ์" เสี่ยวอี้จากสำนักทวนจื่อหยางประกาศบนลานประลอง
าุโเฒ่าหันมาทางหนิงเซียน "เ้าจะว่าอย่างไร ออกจากลำดับถ้าไม่ยอมรับ หรือถ้าชนะ เ้าก็จะกลายเป็อันดับหนึ่ง หากแพ้ เ้าก็ยังอยู่ลำดับเดิม"
"ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว จะให้ทำอย่างไรได้"
"ข้ารับคำท้า" หนิงเซียนพยักหน้า จงฮวาเข้ามาเกาะแขนให้กำลังใจนาง
บนลานประลอง ...
หนิงเซียนถือกระบี่ประจำตัวนางไว้ ส่วนเสี่ยวอี้จากสำนักทวนจื่อหยาง ถือทวนปลายแหลมไว้ในมือ หนิงเซียนเริ่มโจมตีด้วยท่าเทพประทาน ซึ่งเป็วิชารากฐานของสำนักเทพ์ ที่มีชื่อเสียงมาก ทว่าไม่ว่าจะรุกด้วยท่าเทพประทานท่าใด กลับถูกพลังทวนของเสี่ยวอี้ทำลายได้อย่างรวดเร็ว
เสี่ยวอี้มองยิ้มกระหยิ่ม "เ้าช่วยจริงจังกว่านี้ได้หรือยัง ข้ายังไม่เห็นฝีมืออะไรของสำนักเ้าเลย"
"เ้า..." หนิงซานกัดฟัน ใช้ท่าปราณกระบี่นิล์ ส่งปราณ เสียงปราณกระบี่ดังกระหึ่ม พุ่งเข้าไปที่เสี่ยวอี้มากมาย หากแต่เสี่ยวอี้ใช้พลองปัดป้องได้ทั้งหมด
หนิงเซียนครุ่นคิดจะใช้วิธีการใดที่จะรุกได้ สักครู่หนึ่ง หนิงเซียนใช้ท่าร่างกระโจมทองบุกเข้าไป ใส่คู่ต่อสู้ เสี่ยวอี้หรี่ตาลง และแปลกใจวิชานี้ หากดูผิวเผิน เหมือนไม่มีอะไร หากแต่วิชานี้เป็ท่าร่างกระบี่รุก เมื่อใกล้คู่ต่อสู้ ปราณกระบี่เกิดเป็เกลี่ยวหมุนเข้าสู่เป้าหมาย เกลียวที่หมุนเข้าไป ส่งปราณกระบี่จำนวนมากตามแรงปราณของผู้ฝึก
เสี่ยวอี้ ไม่ประมาท ใช้พลองทวนตั้งรับ และกระแทกปรานกระบี่นับร้อยที่พุ่งมาด้านหน้า ฉับพลันหนิงเซียนหมุนตัวด้วยท่าเคลื่อนเมฆี หมุนตัวอ้อมมาด้านหลัง สลับด้านข้างอย่างรวดเร็ว ปราณกระบี่จึงมาจากทั่วทิศที่หนิงเซียนหมุนไป
กระนั้นเสี่ยวอี้ก็ตั้งรับอย่างไม่ประมาท ทว่าไม่คาดคิด ปราณกระบี่สองปราณตัดเข้าไปที่แขนเสื้อจนขาดเข้าไปถึงเนื้อ การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกสักพัก เริ่มปรากฏรอยเืไหลออกที่แขนเสื้อของเสี่ยวอี้
"เอาละ ไม่เลว ทำข้าเืออกได้ ข้าจำเป็จะลงมือแล้ว" เสี่ยวอี้ใช้พลองพุ่งไปที่หนิงเซียน หนิงเซียนตั้งรับ เพียงยี่สิบกระบวนท่า กระบี่ของนางก็หลุดจากมือ พลองพุ่งมาที่ตัวนางอย่างรวดเร็วแล้วหยุดลง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่เลว เ้ารับข้าได้ยี่สิบกระบวนท่า"
"ข้าจะไม่ทำอะไรเ้า มิเช่นนั้น ข้าจะได้ชื่อว่าทำร้ายผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่งดงามเช่นเ้า"
"หาได้ยาก ข้าจะไม่ทำร้ายเ้า แต่...เ้าติดหนี้ข้า" เสี่ยวอี้หัวเราะแล้วเดินลงจากลานประลอง าุโเฒ่าประกาศให้เสี่ยวอี้ชนะ
การท้าประชันจบลงแล้ว จงฮวาเดินเข้ามากอดให้กำลังใจนาง แม้ว่ามันจะไม่มีผลในการเลื่อนลำดับจากการท้าประชันในครั้งนี้ แต่มันก็ทำให้หนิงเซียนเกิดความอับอาย และเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง จงฮวาเองก็ตระหนักดี หากเป็นางก็ย่อมเสียความเชื่อมั่น จึงเข้าใจหนิงเซียนเป็อย่างดี ที่สำคัญมันเหมือนกับการโดนท้าทายแบบหาเื่มากกว่า
การประลองและทดสอบยังดำเนินต่อไป ในขณะที่จงหมานและจงซื่อก็ได้เข้ามาเป็ลำดับที่เก้าและสิบด้วยความยากเย็น ทั้งสองคนต้องท้าทายอยู่หลายรอบ ทุ่มสรรพกำลังและวิชาที่ฝึกซ้อมมาตลอด การต่อสู้เืตาแทบกระเซ็น เรียกได้ว่า าเ็มิใช่น้อย แต่สุดท้าย ผลลัพธ์ย่อมคุ้มค่าที่ได้เป็ศิษย์นอก ได้อยู่ในกลุ่มศิษย์สายนอกเช่นเดียวกับหนิงเซียน
ในขณะที่การทดสอบของแต่ละสำนักยังคงดำเนินต่อ ...
ลู่ซือนั่งมองดูอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ได้ไปรับการทดสอบใด ๆ ไม่แม้จะกังวลใจ เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเดินเข้ามาหาหนิงเซียน ที่นั่งซึมอยู่มุมหนึ่งพร้อมจงฮวา
"ข้าจะแนะนำอะไรให้เ้า"
"เ้าก็ด้วย จงฮวา ฟังและดูไปพร้อมกัน" ลู่ซือใช้ปลายนิ้วกดไปที่จุดอุณาโลมของหนิงเซียน เพียงไม่ถึงอึดใจ หนิงเซียนสะดุ้ง ลืมตามองลู่ซือด้วยความตกตะลึง ไม่ทันจะกล่าวอะไร ลู่ซือก็ใช้ปลายนิ้ว จิ้มไปที่จุดอุณาโลมของจงฮวาด้วยเช่นกัน และเหตุการณ์ก็เหมือนกัน ทั้งสองตกตะลึงในสิ่งที่ได้รับ
"เอาละข้าจะสรุปให้ฟัง พวกเ้ามีท่าร่างเทพ์ และท่าร่าง์สร้างที่เป็พื้นฐานการเคลื่อนตัวและส่งพลังปราณที่ดีอยู่แล้ว"
"สิ่งที่พวกเ้าได้รับคือ ปราณสิบสองวิถีอสุรา ที่ข้าได้รับมาตอนที่ออกไปรับภาระกิจของสำนักเทพ์โดยบังเอิญ"
"มันเหมาะกับพวกเ้า ฟังให้ดีนะ"
"วิถีเต่าอสูร ไม่เหมาะกับการเคลื่อนที่ หากแต่แข็งแกร่งในการตั้งรับ ส่วนว่าจะนานเท่าใด ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของเ้า"
"วิถีพยัคฆา จู่โจมว่องไว ไม่พลาดเป้า พลังทำลายสูง แต่หากประชิดตัว พลังคชวิถี จะรุนแรงกว่า และทำลายเป้าหมายได้มากกว่า"
"ในการท้าทายของเ้ากับเสี่ยวอี้ เ้าจงประยุกต์ใช้ท่าวิถีอสุราทั้งสิบสองท่า เ้ายังไม่ต้องรีบเร่งในการฝึก แต่ถ้าพวกเ้าตั้งใจจริง ๆ เพียงใน่เวลาหนึ่งก้านธูป ข้าเชื่อว่า ด้วยความสามารถของพวกเ้า สามารถฝึกขั้นตอนของบางวิถีอสุรา แล้วใช้ต่อกรกับผู้อื่นได้ไม่ยาก รวมถึงเ้าเสี่ยวอี้ด้วยได้ไม่ยากเย็นเกินไป"
"ในวิถีที่เ้าปะทะกับพลอง แม้พลองจะยาว แต่หากแต่เ้าสามารถฝึกใช้วิถีวานรในการเคลื่อนที่ ร่วมกับวิถีพยัคฆาเพื่อเข้าประชิดคู่ต่อสู้ จากนั้นใช้วิถีพลังคชวิถีที่รุนแรงดังช้างสาร หรือ วิถีพลังคชสีห์ที่รวดเร็วทั้งเข้าถึงและทำลายฉับไว ดังนั้น ไม่ยากเลยที่จะประยุกต์วิถีเหล่านี้เพื่อเข้าทำลายเป้าหมาย มันจะได้ผลทีเดียว"
"เ้าลองทบทวน และถ้าเ้ามั่นใจเมื่อใด เ้าสามารถไปประลองฝีมือกับเ้าเสี่ยวอี้ในภายหน้าได้" ลู่ซืออธิบายอย่างชัดเจน
หลังจากเสร็จเื่ราว และมั่นใจผลในการทดสอบของทั้งจงฮวาและหนิงเซียนผ่านเรียบร้อยแล้ว ลู่ซือจึงขอตัวแยกออกมาเพื่อเดินทางไปรับการทดสอบ
ลู่ซือไม่ได้สนใจสำนักหยวนั และอารามไตรวิหค หากแต่ก็ไม่ได้สนใจสำนักอสุนีหิมะ หากแต่เมื่อได้ฟังเื่ราวของสำนักอสุนีหิมะ จึงรู้สึกสงสัยบางอย่าง จึงจะลองเข้าไปรับการทดสอบ อย่างน้อยก็เป็การฝึกฝนเื่ขุมพลังจิต
ในวัฏะเดิม ขุมพลังจิตของลี้เฟย อยู่ในระดับวิถีปราชญ์อริยอนันต์ขั้นสูงแล้ว ขุมพลังที่ทรงพลังเกินกว่าจะจินตนาการและบอกเล่าให้เชื่อกันได้ ดังนั้น ลู่ซือในวัฏะนี้ จึง้ามาที่นี่ อย่างน้อยก็เป็การทบทวนความรู้เก่าในยามว่างเท่านั้นเอง
ใน่เวลาใกล้เคียงกัน ในเมืองซีแดน ผู้คนมากมายพูดคุยกัน เื่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของเรือเหาะา ที่จอดนิ่งมาหลายวัน
"เรือขยับอีกแล้ว"
"คลื่นพลังเปลี่ยนสี"
"มีเสียงดังออกมาจากตัวเรือ"
"เกิดอะไรขึ้น"
เสียงสนทนามากมายเกิดขึ้นทั่วสารทิศทั่วเมือง ในสามสำนักก็เช่นกัน ในไม่ช้า บริเวณรอบเรือเหาะาก็ปรากฏเรือเหาะของสามสำนักใหญ่ลอยอยู่โดยรอบ