สวีปิงช่านใบหน้าซีดเผือดขณะรับฟังรายงานจากเสมียนที่เพิ่งเข้ามาหาตนเองภายในห้องหนังสือ
“เ้าว่าอะไร เกิดโรคระบาดที่ใด”
“ขอรับใต้เท้า ตอนนี้ที่ด้านนอกประตูเมืองรวมทั้งในเมืองเองมีคนติดโรคหลายสิบคนจนน่าจะถึงหลายร้อยแล้วขอรับ”
เสมียนวัยกลางคนกล่าวน้ำเสียงเป็กังวล
หลายวันก่อนผู้อพยพที่อยู่นอกเมืองเกิดเจ็บป่วยพร้อมกันหลายสิบคน มีคนเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น ทหารที่ตรวจตราอยู่ด้านนอกเมืองเข้ามารายงาน ไม่กี่วันถัดมาภายในเมืองก็เริ่มมีคนล้มป่วยติดตามมาอีกหลายสิบคน หมอในเมืองต่างจนปัญญาที่จะช่วยเหลือ
“ให้แยกผู้ที่เจ็บป่วยกับคนใกล้ชิดเอาไว้นอกเมืองก่อน สั่งการให้ปิดประตูเมืองห้ามคนเข้าออก ส่งทหารไปตรวจตราตามบ้านเรือน หากมีคนเจ็บป่วยในบ้านให้ส่งออกไปนอกเมืองให้หมด”
“ขอรับใต้เท้า”
นี่มันเกิดอะไรขึ้นอยู่ ๆ เหตุใดถึงเกิดโรคระบาดขึ้นได้ สวีปิงช่านทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้อย่างหมดแรง ตอนนี้คงต้องห้ามคนเข้าออกเพื่อกำจัดการแพร่ระบาดก่อน หากคนติดโรคเสียชีวิตจนหมด โรคระบาดก็จะหายไปได้เอง แต่ว่าไม่รู้ว่าจะมีคนโชคร้ายเสียชีวิตในคราวนี้สักกี่ร้อยกี่พันคน สวีปิงช่านสั่งการให้คนในที่ว่าการอำเภอปิดประตูที่ว่าการ ปิดยันต์กันโรคร้ายเอาไว้ที่ประตูด้านนอกที่ว่าการอำเภอ
เมืองถานโจวที่เคยคึกคักมีผู้คนเดินเข้าออกประตูเมืองหลายพันคนในแต่ละวัน กลับกลายเป็เงียบเหงา ท้องถนนแทบไม่มีคนกล้าออกจากบ้าน นอกจากทหารที่ออกลาดตระเวนตรวจตราผู้ที่เจ็บป่วย กับหมอในเมืองกว่าสิบคนออกไปช่วยจ่ายยาอยู่ที่ด้านนอกเมืองแล้ว แต่ยาที่จ่ายออกไปทำได้ก็เพียงประคับประคองอาการ ผู้ที่ตายก็ยังตาย ผู้ที่ป่วยก็ยังคงป่วย
เว่ยฉางนำเกวียนนับสิบคันบรรทุกผักที่เก็บเกี่ยวได้จากในไร่ นำเข้ามาขายที่เมืองถานโจว ผลผลิตในไร่คนงานจะแบ่งให้เหมืองเกลือหกส่วนอีกสี่ส่วนที่เหลือคนงานสามารถเก็บเอาไว้เองหรือจะขายให้กับเหมืองเกลือเพื่อจะได้เป็เงินกลับไปใช้ในครอบครัวก็ได้ เหมืองเกลือจะนำเข้ามาขายที่ในตัวเมืองถานโจวในทุกสิบวัน หากมีน้อยเกินไปก็จะนำไปดองเก็บไว้เป็ผักดอง
เว่ยฉางนำคนงานมาด้วยไม่กี่คน ั้แ่ค่ายโจรโดนปราบไปเมื่อคราวนั้น ทางเมืองถานโจวก็ยังร่วมมือกับเหมืองเกลือสกุลซุนจัดการค่ายโจรน้อยใหญ่ที่อยู่ข้างเคียงไปอีกหลายแห่ง เวลานี้บริเวณโดยรอบเมืองถานโจวปลอดภัยอย่างยิ่ง กำแพงเมืองถานโจวปรากฎอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก
แต่เว่ยฉางรู้สึกว่าบรรยากาศของเมืองถานโจวในวันนี้ดูต่างไปจากทุกวัน คนที่อยู่นอกตัวเมืองดูเหมือนมีมากขึ้นกว่าครั้งที่เว่ยฉางมาที่ถานโจวเมื่อหลายวันก่อน ที่ห่างออกไปด้านหนึ่งมีกองเพลิงลุกไหม้อยู่กลิ่นควันเหม็นราวกับเนื้อไห้ม
“หัวหน้าเว่ย ท่านจะเข้าเมืองใช่หรือไม่”
ทหารที่เฝ้ากำแพงเมืองะโลงมาด้านล่าง เว่ยฉางเงยหน้ามองทหารที่อยู่้าประสานมือคำนับ
“พี่โจว ด้านนอกเมืองมีผู้อพยพมาเพิ่มเติมกระมั่ง?” เว่ยฉางหยุดขบวนเกวียนอยู่ไม่ห่างจากกำแพงเมืองมากนัก
“มิใช่ ตอนนี้ที่เมืองถานโจวเกิดโรคระบาด ใต้เท้านายอำเภอให้คนที่ติดโรคออกมาอยู่นอกเมืองเพื่อทำการรักษา ประตูเมืองต้องปิดเอาไว้ชั่วคราว คงต้องรบกวนให้หัวหน้าเว่ยกลับไปก่อนจนกว่าโรคจะสงบลง”
เว่ยฉางหันมองไปรอบ ๆ มองเห็นมีโรงเรือนปลูกสร้างเอาไว้อย่างง่ายหลายหลัง ด้านในมีเตียงไม้วางเรียงอยู่เต็ม ผู้ป่วยนอนเรียงรายส่งเสียงโอดโอยส่งกลิ่นเหม็นไปจนทั่ว ดูเหมือนนายอำเภอสวีจะตัดใจให้คนป่วยเหล่านี้ตายอยู่ที่นอกเมือง
แต่วิธีการจัดการโรคระบาดก็เป็เช่นนี้ หากเกิดในหมู่บ้านใดหมู่บ้านนั้นก็จะถูกปิดตาย หากคนในหมู่บ้านโชคร้ายป่วยตายจนหมด ทั้งหมู่บ้านก็จะถูกเผาไปพร้อมกัน หากเกิดในเมือง ผู้ป่วยจะถูกโยกย้ายออกมาตายนอกเมืองพร้อมกับเผาศพทิ้งไปวันต่อวัน ไม่ให้แพร่กระจ่ายจนคนที่เหลืออยู่ติดโรคร้ายไปด้วย
คงต้องเอาผักพวกนี้กลับไปทำผักดองก่อนแล้ว เว่ยฉางขอบคุณทหารที่เฝ้าประตูเมืองสั่งการให้คนงานเดินทางกลับไปที่เหมืองเกลือ เห็นทีระยะนี้คงต้องงดเดินทางเข้ามาที่เมืองถานโจวไปก่อน
ซุนิเจี๋ยออกมาอยู่ที่กำแพงดินด้านหน้าที่สร้างจนเสร็จแล้ว กำแพงเหมืองสร้างเพียงสองด้าน ด้านหน้าที่เป็ประตูเข้าออกของเหมืองสร้างเสร็จแล้วเพียงรอให้ดินแห้งขึ้นกว่านี้ อีกด้านหนึ่งเพิ่งเริ่มก่อสร้างโครงไม้ คนงานยังคงช่วยกันขนดินที่ริมฝั่งคลองเข้ามาถมให้สูงขึ้น
ซุนิเจี๋ยนำขบวนเด็กชายในเหมืองออกลาดตระเวนเลียนแบบกองกำลังของจางฉิง ทั้งยังสวมเครื่องแบบสีดำเหมือนกัน ในมือของซุนิเจี๋ยมีกล้องส่องทางไกลที่ซุนิฉวนมอบให้ สิ่งของนี้ดียิ่งสามารถมองออกไปได้ไกลหลายสิบหลี่ หากอยู่ในที่สูงแทบจะมองไปจนถึงกำแพงเมืองถานโจวที่อยู่ห่างไปเกือบร้อยหลี่
“นายน้อยสามขอข้าเล่นบ้าง” เด็กคนหนึ่งกล่าว
ซุนิเจี๋ยสนิทสนมกับลูกสมุนในวัยเดียวกันดี ทั้งยังไม่ได้ทำตัวเป็นายน้อยกดข่มผู้อื่น พอได้ยินเสียงคนทวงถามกล้องในมือก็เพียงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“เ้าระวังอย่าได้ทำตก พี่ใหญ่บอกว่าเป็ของที่มีมาจากต่างแดนไม่แน่ว่ามีเพียงอันเดียว”
“ขอรับ” อาเป่ารับกล้องไปส่องดูอย่างดีใจ เด็กคนอื่นที่อยู่ข้างเคียงต่างรอคอยที่จะทดลองดูบ้าง
“นายน้อยขอรับ ดูเหมือนพวกของหัวหน้าเว่ยกำลังกลับมาแล้วขอรับ”
ขบวนรถขนผักของเว่ยฉางที่กำลังเดินทางกลับมาจากเมืองถานโจวมองเห็นอยู่ไกลลิบ แต่พอมองจากกล้องส่องทางไกลกลับเห็นได้เด่นชัด แทบจะมองเห็นสีหน้าของเว่ยฉางที่ขี่ม้านำหน้าเข้ามา เกือบครึ่งชั่วยามเว่ยฉางถึงนำขบวนเกวียนเข้ามาถึงประตูเหมืองด้านหน้า
“ฉางเกอ ท่านกลับมาแล้ว” ซุนิเจี๋ยกล่าวจาก้ากำแพงดิน
“นายน้อยสาม” เว่ยฉางยังคงกังวลกับเื่โรคระบาดที่เมืองถานโจว พอได้ยินเสียงเรียกก็เงยหน้าขึ้นมองรับคำอย่างเหม่อลอย
“ฉางเกอ ท่านมิใช่เอาผักไปขาย เหตุใดดูเหมือนผักยังมีอยู่เท่าเดิม”
ซุนิเจี๋ยมองเห็นคนงานลากจูงเกวียนที่ตามหลังเว่ยฉางมา ยังคงมีผักเต็มลำเกวียนไม่ต่างจากเมื่อตอนออกจากเหมืองไปเมื่อตอนเช้า
เว่ยฉางมองหันกลับหลังทำสีหน้าจนใจ
“ประตูเมืองถานโจวปิดห้ามคนเข้าออก ข้าเลยต้องนำผักพวกนี้กลับมาก่อน นายน้อยสาม ท่านตามข้าเข้าไปหานายน้อยซุนด้านในเถอะขอรับ”
“พวกเ้าเล่นกันไปก่อน ข้าจะไปหาพี่ใหญ่กับฉางเกอ”
ซุนิเจี๋ยวิ่งลงบันใดกำแพงดินลงมาด้านล่าง เว่ยฉางอุ้มซุนิเจี๋ยขึ้นบนหลังม้า สั่งให้คนงานเอาผักไปเก็บไว้ที่โรงครัว ตนเองขี่ม้าพาซุนิเจี๋ยมุ่งหน้าไปที่เรือนที่ซุนิฉวนพักอยู่
“โรคฮั่วหลวน?” (霍乱 - อหิวาตกโรค)
“ขอรับนายน้อย จากที่ข้าดู ดูเหมือนจะมีคนติดโรคหลายร้อยคน” เว่ยฉางกล่าว
“นายน้อย ่นี้คงต้องงดเข้าไปที่เมืองถานโจวก่อนชั่วคราว โรคฮั่วหลวนขนาดหมอที่มีชื่อยังจนปัญญารักษา หากติดต่อมาถึงเหมืองเกลือเราก็คงย่ำแย่แล้ว”
เซี่ยเจียเหยียนกล่าว
ในสมัยโบราณอหิวาตกโรคยังไม่มีหนทางรักษาโดยตรง ส่วนมากผู้ป่วยจะตายภายในไม่กี่วัน ผู้ที่อยู่รอดมาได้มักเป็คนที่มีอาการไม่มาก หมอที่รักษาทำได้เพียงจ่ายยาเพื่อประคองอาการเอาไว้ ทั้งยังไม่ใคร่มีหมอที่ยินดีที่จะรักษามากนัก โดยทั่วไปทางการมักปล่อยให้โรคสงบลงไปเอง
ที่ซุนิฉวนให้สร้างส้วมขึ้นมานับสิบหลัง ทั้งยังห้ามคนงานในเหมืองขับถ่ายไม่เป็ที่ ก็เพื่อป้องกันโรคที่มาจากสุขลักษณะที่ไม่ดีในสมัยนี้ แต่หากเกิดโรคนี้ที่เมืองถานโจวจริง คงมีผู้คนล้มตายอีกมาก จำนวนหลายร้อยในตอนนี้คงแค่เริ่มต้นเท่านั้น
เมืองถานโจวมีผู้คนอาศัยอยู่เกือบสองหมื่นคน หากมีผู้คนล้มตายไปมาก เมืองถานโจวก็จะอ่อนแอลงไปอีก ในอีกไม่ถึงสามปีข้างหน้า ทุกพื้นที่ของจงหยวนจะเกิดาขึ้น ซุนิฉวนยังต้องอาศัยเมืองถานโจวเพื่อปกป้องเหมืองเกลือของสกุลซุน หากเมืองถานโจวล่มสลายไปในตอนนี้ ก็ไม่ต่างจากปล่อยให้เหมืองเกลือล่มสลายไปด้วย แต่ซุนิฉวนไม่ใช่หมอไม่มีความรู้ที่จะรักษาโรคอหิวาต์ แต่ถ้าให้ป้องกันไม่ให้การระบาดแพร่ออกไป ซุนิฉวนยังพอกระทำได้
“จะปล่อยให้เมืองถานโจวเผชิญกับโรคระบาดนี้ตามลำพังไม่ได้ หากโรคนี้แพร่ออกไป ไม่ช้าไม่นานคงส่งผลกระทบกับเหมืองเกลือของพวกเรา”
ซุนิฉวนกล่าว
“นายน้อยหรือว่าท่านมีหนทาง” หวงเหวินถามด้วยความคาดหวัง
ตอนนี้ในสายตาของคนในเหมืองเกลือ ซุนิฉวนรอบรู้นัก ไม่แน่ว่าซุนิฉวนมีหนทางรักษาโรคนี้ขึ้นมาจริง หากซุนิฉวนบอกว่ามีหนทาง คนเหล่านี้คงเชื่อถือโดยไม่มีข้อสงสัย
ซุนิฉวนส่ายหน้า “พวกเ้าคิดว่าข้าเป็ใครกัน ข้ามิใช่หมอ หนทางรักษาอาจจะไม่มีแต่ให้ช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่ติดโรคยังพอมีหนทางอยู่”
“ข้านึกแล้วว่านายน้อยต้องมีหนทาง” ผู้ที่อยู่ในห้องหนังสือต่างสบสายตากัน เข้าใจกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ิเย่ เ้ากับฉีหรง สั่งให้โรงครัวต้มน้ำเกลือ ใช้เกลือหนึ่งส่วน น้ำตาลสี่ส่วนต้มกับน้ำจนเดือดจากนั้นปล่อยให้เย็น ทำให้ยิ่งมากยิ่งดี”
“ขอรับ ข้าจะรีบไปทันที”
“ท่านอาหวง ท่านให้โรงตัดเย็บจัดทำผ้าผืนเล็ก ตัดออกมาให้ยาวราวสองฝ่ามือ เตรียมไว้ให้มากสักหลายพันชิ้น ส่วนท่านเซี่ยท่านช่วยจัดการเตรียมคน พวกเราจะเข้าไปที่เมืองถานโจวในวันพรุ่งนี้”
“ขอรับนายน้อย”
คนที่อยู่ในห้องหนังสือต่างออกไปทำตามที่ซุนิฉวนสั่งการ โรงครัวต้มน้ำเกลือออกมาหลายสิบไห ซุนิฉวนยังสั่งให้ตระเตรียมเกลืออีกมากพร้อมกับนำเอาน้ำตาลที่เก็บไว้ใช้ให้เอาออกมาเตรียมไว้ ผ้าที่โรงตัดเย็บช่วยกันทำตลอดทั้งคืนได้ออกมาเกือบหนึ่งพันชิ้น ไม่ทราบว่านายน้อยจะเอาไว้ทำสิ่งใด
โรคอหิวาต์เกิดจากสุขลักษณะที่ไม่ดี การขับถ่ายที่ไม่เป็ที่ เชื้อโรคปะปนไปกับน้ำที่ใช้บริโภค ติดต่อผ่านการัักับสิ่งปนเปื้อน ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากการขาดน้ำมากเกินไป คนในสมัยโบราณไม่มีความเข้าใจเื่โรคติดต่อมากนัก โรคนี้น่าจะเริ่มจากผู้อพยพที่อยู่นอกเมืองจนระบาดแพร่เข้าไปในเมือง
ร่างกายที่ขาดน้ำต้องได้รับน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชย เมื่อผ่านไปหลายวันอาการถ่ายท้องจะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้เอง การทำเกลือแร่ขึ้นมาเองนั้นง่ายดายนัก เหมืองเกลือมีเกลือกองอยู่เป็ูเา เอาออกมาช่วยเหลือคนป่วยเพียงเท่านี้ไม่นับว่าสิ้นเปลืองอันใด
“ิเจี๋ยเ้ากับท่านเซี่ยอยู่ดูแลเหมืองใน่ที่ข้ากับิเย่ไม่อยู่ จำเอาไว้ว่าหากเกิดเื่ขึ้นให้รีบส่งคนไปที่เมืองถานโจวในทันที” ซุนิฉวนหันมาสั่งการ
“ขอรับพี่ใหญ่”
“ขอรับนายน้อย”
ซุนิฉวนให้ซุนิเย่ติดตามไปที่เมืองถานโจวด้วยเพื่อเรียนรู้เื่ต่าง ๆ เหมืองเกลือให้เซี่ยเจียเหยียนกับซุนิเจี๋ยช่วยกันดูแล ยังมีจางฉิงกับจางอวี้สองพี่น้องอยู่คอยป้องกันจึงไม่น่ามีปัญหาหากตนเองจะไม่อยู่สักหลายวัน
หวงเหวิน หานฉีหรง เว่ยฉาง กับผู้คุ้มกันชาวเจี่ยหนูจะติดตามซุนิฉวนไปที่เมืองถานโจว พร้อมกับคนงานอีกสิบคนเพื่อคอยช่วยเหลือ เกวียนบรรทุกน้ำเกลือหลายสิบไห ผ้าที่ตัดเป็ชิ้นกับสิ่งของอีกหลายอย่างตระเตรียมออกเดินทางไปที่เมืองถานโจว ซุนิฉวนขี่ม้านำหน้าโบกมือให้ทั้งหมดออกเดินทาง
ซุนิฉวนมาถึงด้านนอกเมืองถานโจวใน่บ่าย ดูเหมือนว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ โรงเรือนไม้ถูกก่อสร้างขึ้นเพิ่มเติมอีกหลายหลัง เมื่อเข้าไปใกล้ซุนิฉวนมองเห็นทหารขนศพใส่เกวียนอย่างเร่งรีบเพื่อนำไปเผาทำลาย เสียงผู้คนคร่ำครวญร่ำร้องเรียกผู้ที่ตายไปดังระงม
“นายน้อยซุน ตอนนี้ประตูเมืองปิดห้ามคนเข้าออก ต้องรบกวนให้พวกท่านกลับไปก่อน”
เสียงคนคุ้นเคยร้องเรียกมาแต่ไกล หม่าอินเดินนำหน้าทหารหลายคนเข้ามาหาขบวนของซุนิฉวน
“นายกองหม่า” ซุนิฉวนลงจากหลังม้ากล่าวทักทาย
หม่าอินมองไปด้านหลังของซุนิฉวน เห็นมีเกวียนบรรทุกไหกับผ้าที่ตัดเป็ชิ้นกับสิ่งของอีกหลายอย่าง ไม่ทราบว่าเป็สิ่งใดกับผู้ติดตามอีกหลายคน
“ตอนนี้เมืองถานโจวเกิดโรคระบาด ท่านอยู่ที่นี่คงไม่ปลอดภัยนัก” หม่าอินกล่าว
“นายกองหม่า ข้ามาที่นี่ก็เพราะเื่นี้ ข้าเคยได้รับการสั่งสอนจากนักพรตผู้หนึ่ง โรคฮั่วหลวนอาจมีวิธีป้องกัน”
ซุนิฉวนทราบดีว่าคนในสมัยโบราณเชื่อเื่ลี้ลับ หากบอกว่าตนเองเรียนรู้วิชาแพทย์ หม่าอินไม่แน่ว่าจะยินยอมเชื่อแต่หากบอกว่าเป็นักพรตนักบวชที่เป็ผู้ที่มอบวิธีรักษามาให้ คนเหล่านี้กลับยินยอมเชื่อถือมากกว่า
หม่าอินยังทำหน้าตาสงสัย แต่ในตอนนี้หมอในเมืองเองยังไม่กล้าออกนอกเมืองมารักษาผู้ป่วย โรคระบาดแพร่กระจายเข้าไปในเมือง ทุกวันทหารต้องขนคนป่วยออกมานอกเมือง จนแทบจะไม่มีที่ว่างให้วางร่างคนลงไปแล้ว กองไฟที่คอยเผาศพก็ไม่เคยดับลงั้แ่หลายวันที่ผ่านมา ตอนนี้กลับมีคนมาบอกว่ามีหนทางป้องกัน หม่าอินแม้ไม่เชื่อถือทั้งสิบส่วน แต่อย่างไรคงไม่ย่ำแย่ไปกว่านี้ อีกอย่างไม่แน่ว่าที่ซุนิฉวนกล่าวอาจเป็ความจริงก็ได้ ถือว่าทำการรักษาม้าตายต่างม้าเป็ก็แล้วกัน
หวงเหวินกับพวกที่อยู่ด้านหลังเองก็เพิ่งได้ยิน ว่าวิธีการนี้ซุนิฉวนรู้มาจากนักพรตท่านหนึ่ง นักพรตท่านใดกันเหตุใดไม่เคยรู้มาก่อน
ซุนิฉวนก่อนที่จะมาที่เมืองถานโจวก็อยู่แต่ในเมืองฉางอาน ที่เมืองฉางอานมีอารามพรตอยู่หลายแห่งแต่ไม่ยักทราบว่าซุนิฉวนแอบไปเป็ลูกศิษย์ของนักพรตท่านใด