บทที่ 5คำสัญญา
พรึ่บ !พรึ่บ ! พรึ่บ !
ห่าวเทียนตบเท้าทะยานร่างของมันขึ้นไปยังเวทีอย่างรวดเร็ว ด้านหลังมันยังมีชายวัยกลางคนตามมาด้วยอีกสองคนก่อนจะเร่งตรวจสอบชีพจรของบุตรชายทันที
อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตอนนี้เส้นชีพจรของห่าวเฉินแตกซ่านรวมถึงกระดูกทั่วทั้งร่างแตกละเอียดอย่างเลวร้ายจนเรียกได้ว่าการที่มันยังมีชีวิตรอดอยู่นั้นนับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้วใบหน้าของห่าวเทียนพลันปิดเบี้ยวจนดูน่าเกลียดจิตสังหารพวยพุ่งออกมาพร้อมกับจ้องมองไปยังหยางอี้ที่นั่งหอบหายใจโรยรินอยู่กลางลานประลอง
“เดรัจฉาน!ข้าจะเอาิญญาเ้าเส้นสังเวยให้กับเฉินเอ๋อร์”
มันปลดปล่อยพลังปราณออกมาแล้วพุ่งเข้าหาหยางอี้ด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง หยางอี้ในตอนนี้นั้นไม่มีแม้แต่พลังปราณสักนิดหลงเหลืออยู่ในร่างกายอย่าว่าแต่จะป้องกันตัวเลยเพียงจะฝืนลุกยืนเขายังทำมิได้เลยด้วยซ้ำสติของเขาเริ่มเรือนลางก่อนที่ดวงตาจะค่อยๆบิดลง ทว่าก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะมืดบอดสายตาของเขาพลันมีเงาของคนๆหนึ่งปรากฏขึ้นมา มันเป็เงาของชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมยืนอยู่อย่างองอาจ
“ท่านพ่อ”
หยางจื่อส้งที่บัดนี้ยืนอยู่บนลานประลองหันมามองร่างหมดสติของหยางอี้แววตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจพร้อมกับกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยนกับร่างไร้สติของบุตรชาย
“เ้าจงพักผ่อนเสียเถิดบุตรข้า...ต่อจากนี้ให้เป็หน้าที่ของบิดาเ้าเอง!”
เมื่อสิ้นคำหยางจื่อส้งหันกลับไปมองห่าวเทียนที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยสายตาเ็า
“ดี ดี! วันนี้ข้าจะส่งเ้าพ่อลูกไปเฝ้าบรรพบุรุษเ้าในนรก!”
ห่าวเทียนร้องะโออกมาก่อนที่มันจะพุ่งเข้าหาหยางจื่อส้งพลังปราณระดับก่อตั้งจิตพวยพุ่งออกมาจนทำให้พื้นเวทีเต็มไปด้วยรอยปริร้าว
5 จั้ง
4 จั้ง
จนกระทั่ง...ระยะห่างทั้งสองคนเหลือเพียง1 ชุ่น !
อย่างไรก็ตามราวกับบทละครฉากเดิมในขณะที่ห่าวเทียนเข้ามาประชิดตัวของหยางจื่อส้งฉับพลันพลังปราณที่เข้มข้นสายหนึ่งกลับะเิออกมา
ปัง !
บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนเป็น่าอึดอัดขึ้นทันที พลังปราณสายนี้มีความเข้มข้นกว่าของห่าวเทียนอย่างน้อยก็เป็สิบเท่า! ราวกับ์และโลกผู้คนโดยรอบลานประลองต่างสั่นเทาไปทั้งตัวด้วยแรงกดดันมหาสารที่หยางจื่อส้งปลดปล่อยออกมาจากพลังปราณสายนั้นมากพอที่จะทำให้บางคนถึงกับหมดสติไปทันที
“ป ป ปราณปฐี ? ผู้ฝึกยุทธ์ลมปราณปฐี? แท้จริงแล้วเก็บซ่อนความแข็งแกร่งไว้ !”
ใบหน้าของห่าวเทียนซีดเผือดลงทันทีเพราะเพียงแค่แรงกดดันอันหนักอึ้งที่หยางจื่อส้งปลดปล่อยออกมานั้นก็สามารถสะกดการเคลื่อนไหวของมันได้แล้วอย่างสมบูรณ์!
หยางจื่อส้งมองไปยังเบื้องหน้าของเขาที่ตอนนี้มีร่างของห่าวเทียนทรุดตัวเข้าสองข้างแตะพื้นด้วยสายตาเ็าสองมือของมันต้องใช้ค้ำยันลานประลองเพื่อมิให้ร่างนั้นกระแทกกับพื้นลานประลองแต่ภาพนี้ก็มิต่างอะไรไปจากการหมอบกราบ!
“สามหาวยิ่งนัก ! ทหารรับคำสั่ง ! ผู้นำตระกูลห่าวคิดทรยศไม่เกรงกลัวฟ้าดินลอบสังหารนายน้อยและเ้าเมืองธารา์ต่อหน้าผู้มากมาย ข้า หยางจื่อส้งในฐานะเ้าเมืองธารา์แห่งนี้ขอตัดสินให้ลงโทษโดยการ...ฆ่าล้างตระกูล!จงสังหารทุกคนที่มีแซ่‘ห่าว’ส่วนคนรับใช้ให้เนรเทศออกจะเมือง!”
เสียงของหยางจื่อส้งดังก้องไปทั่วลานประลอง แม้ทุกคนจะรู้ว่านี้เป็เพียงข้ออ้างในการกำจัดตระกูลห่าวออกจากเมืองธารา์แต่จะมีผู้ใดกล้าคัดค้าน ? อย่าลืมว่าผู้ที่กล่าวอยู่นั้นคือท่าเ้าเมืองและที่สำคัญคือเขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์คนเดียวในเมืองแห่งนี้ที่บรรลุถึงลมปราณปฐี!
บัดนี้ใบหน้าของห่าวเทียนซีดจนเหมือนศพมันนั้นมิอาจทำสิ่งใดได้เลยอย่าว่าแต่จะต่อสู้แตกหักเป็ตาย เพียงจะลุกขึ้นยืนมันยังทำมิได้เลยด้วยซ้ำ !
“ท ท่านเ้าเมือง ข้านั้นผิดไปแล้ว โปรดเมตตาด้วย โปรดเมตตาด้วย”
“ห่าวเทียนเอ๋ย แม้เราสองตระกูลจะไม่ถูกกันแต่ตระกูลหยางของข้านั้นมิเคยไปลุกลานตระกูลห่าวเป็เ้าเองที่คิดจะครองอำนาจในเมืองแห่งนี้หากจะโทษใครก็จงโทษตัวเ้าเองและไปสำนึกผิดในนรกเสียเถิด”
สิ้นคำหยางจื่อส้งสะบัดมือไปเบื้องหน้าราวกับประกายแสงวูบหนึ่งหัวของห่าวเทียนพลันหลุดออกจากบ่าทันทีก่อนที่สายเืพุ่งกระฉูดขึ้นฟ้าราวกับน้ำพุภาพนี้ทำให้เหล่าชาวเมืองต่างเบือนหน้าหนี
เมื่อสังหารห่าวเทียนแล้วหยางจื่อส้งก็รีบตรงไปยังร่างของหยางอี้ทันทีเมื่อสรวจสอบชีพจรแล้วพบว่าหยางอี้เพียงหมดสติไปเท่านั้นจึงทำให้เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะอุ้มร่างของของหยางอี้กลับตระกูลทันที
ภายในวันนั้นตระกูลห่าวได้ถูกลบออกจากเมืองธารา์โดยสมบูรณ์กิจการทุกอย่างต่างถูกยึดโดยตระกูลหยางแต่เดิมรากฐานของตระกูลห่าวก็มาจากกองกำลังภายนอกที่ควบคุมโดยห่าวเทียนอยู่แล้วดังนั้นเมื่อห่าวเทียนตายไปจึงทำให้คนเ่าั้แตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆโดยไม่ต้องกล่าวถึงว่าอีกฝ่ายคือผู้ฝึกยุทธ์ลมปราณปฐี !ด้วยเหตุนี้การเสียห่าวเทียนไปจึงทำให้ตระกูลห่าวพังทะลายลงอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเกิดความวุ่นวายอยู่บ้างที่ตระกูลใหญ่ของเมืองหายไปแต่เพียงไม่นานเมืองธารา์ก็กลับสู่สภาพปกติราวกับว่าไม่ได้มีเื่อะไรเกิดขึ้น
กลับมายังจวนเ้าเมืองหยางจื่อส้งเร่งให้คนตามหมอมาดูอาการหยางอี้ทันทีถึงแม้ว่าจะไม่เป็อันตรายถึงชีวิตแต่ด้วยความที่เป็บิดาเมื่อต้องเห็นบุตรชายในสภาพนี้จึงทำให้หยางจื่อส้งร้อนใจเป็อย่างมาก
“ท่านหมอลูกข้าเป็อย่างไรบ้าง”
“เรียนท่านเ้าเมืองแขนขวาของนายน้อยนั้นได้รับาเ็สาหัสยิ่งนักกระดูกแตกหักหลายส่วนแต่นับว่าโชคยังดีที่เส้นชีพจรนั้นเพียงบอบช้ำเล็กน้อย ส่วนาแภายนอกรวมทั้งกระดูกนั้นต้องใช้เวลาหลายเดือนในการรักษาแต่ว่าหากให้นายน้อยกินยาสมานกระดูกทุกสามวันคาดว่าจะใช้เวลารักษาไม่เกินหนึ่งเดือน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของหยางจื่อส้งก็สลดลงเล็กน้อย
“ยาสมานกระดูกนั้นนับว่าหายากยิ่งนักในเมืองธารา์การจะหามันให้ได้ถึง 10 เม็ดนั้นมิใช่เื่ง่ายเลย”
หยางจื่อส้งกล่าวออกมาอย่างแ่เบา สายตายังคงจ้องมองไปยังบุตรชายอย่างเป็ห่วงเขาเหลือบมองไปยังหยางจงที่ทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะถามออกมา
“หยางจง เ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ? เป็ไปได้หรือไม่ที่เ้าจะมีความคิดดีๆ?”
“ใช่ ใช่ ใช่ใช่แล้ว ข้าจำได้ว่าเมื่อ 2 เดือนก่อนนั้นตระกูลห่าวได้ประมูล ยาสมานกระดูกมาถึง 2ขวด หากโชคดีอาจจะยังพอมีเหลือ!”
“เ้ามั่นใจ ? ดี !เช่นนั้นเ้าจงเร่งไปยังตระกูลห่าวแล้วนำยาสมานกระดูกกลับมา!”
หยางจื่อส้ง พลันมีใบหน้ายิ้มแย้มทันทีและไม่นานหลังจากหยางจงออกไปท่านหมอก็ขอตัวกลับหยางจื่อส้งมองมายังหยางอี้คราหนึ่งด้วยสายตาเป็ห่วงก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ณ จวนเ้าเมืองธารา์
ในสวนน้อยของจวนเ้าเมืองปรากฏร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่รอบกายของเขามีไอความร้อนแผ่ออกมาราวกับเตาอบ ที่เบื้องหน้ามีก้อนหินขนาดเท่าสองคนโอบตั้งอยู่ชายหนุ่มค่อยยกมือขึ้นก่อนจะซัดฝ่ามือไปยังหินก้อนนั้น
ปัง !
ตรงจุดที่ฝ่ามือปะทะเข้ากับก้อนหินค่อยๆเริ่มเกิดรอยร้าวก่อนจะลามไปทั่วทั้งก้อนจนไม่นานก้อนหินขนาดใหญ่ก็พลันแตกออกเป็เสี่ยงๆ!
“ดูเหมือนว่าแขนขวาของข้าจะหายดีแล้ว...ถือว่าผลของยาสมานกระดูกเป็ไปตามที่คาดไว้ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาข้ากินยาสมานกระดูกไปกว่า 10 เม็ด!”
จากวันประลองยุทธ์ประจำปีตอนนี้เวลาผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้วผู้คนภายในเมืองธารา์นั้นต่างใช้ชีวิตกันอย่างปกติและดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่ตระกูลห่าวถูกล้างตระกูลนั้นจะไม่มีผลกระทบต่อชาวเมืองสักเท่าไหร่นัก
“อี้เอ๋อร์ แขนของเ้าหายดีแล้วหรือ?”
เสียงอันอ่อนโยนดังมาจากด้านหลังเรียกให้หยางอี้หันกลับไปมองก่อนจะพบว่าเป็บิดาของเขาหยางจื่อส้ง
“ลูกหายดีแล้วท่านพ่อ”
หยางอี้ยิ้มตอบกลับไปภายในหัวใจเต็มไปด้วยความอบอุ่นหยางจื่อส้งเดินผ่านหยางอี้ไปช้าๆก่อนจะเงยหน้ามองไปยังขอบฟ้าอันกว้างใหญ่พร้อมกับเอ่ยขึ้น
“อี้เอ๋อร์เ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ...แม่ของเ้าจะต้องภูมิในตัวเ้าเป็แน่”
หยางอี้หันไปมองหน้าบิดาของเขาด้วยสายตาประหลาดใจ ตัวเขานั้นหลังจากเกิดมาได้ไม่นานมารดาก็สิ้นใจจึงทำให้เขาไม่เคยได้พบหน้าผู้เป็มารดาเลยสักครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาหยางจื่อส้งนั้นเลี้ยงดูเขามาั้แ่เกิดและไม่เคยเอ่ยถึงเื่ของนางเลยสักครั้งหยางอี้นั้นเข้าใจดีว่าหยางจื่อส้งต้องเสียใจกับเื่นี้มากเพียงใดและเพื่อไม่้าสะกิดแผลใจของบิดาเขาจึงไม่เคยเอ่ยถามเื่ของนางเช่นกัน
ทั้งสองต่างมองไปยังท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มจนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานหยางจื่อส้งจึงจากไป
หลังจากแยกกับหยางจื่อส้งหยางอี้ก็ได้กลับห้องของตนทันทีด้วยที่หมอสั่งห้ามไม่ให้โคจรพลังปราณทำให้ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นเขายังคงติดอยู่ที่รวบรวมลมปราณขั้นที่8 เช่นเดิม
วูบ
ภายในมิติพิเศษหยางอี้เริ่มนั่งโคจรลมปราณให้ไหวเวียนไปทั่วร่างกายเพื่อฝึกฝนโดยไม่หยุดพักเวลาผันผ่านดำเนินไปเรื่อยวันแล้ววันเล่าจนกระทั่งผ่านไปถึง 15วันสัญญาณแห่งการทะลวงระดับก็มาถึง
ปัง !
รวบรวมลมปราณขั้นที่ 9 !
15วันที่ผ่านมานอกจากเวลากินและเวลานอนหยางอี้ใช้เวลาทั้งหมดในการบ่มเพาะพลังในมิติพิเศษและหลังจากนั้นเขายังคงโหมฝึกโดยใช้เวลาอีก5 วันในการไต่ไปสู่จุดสูงสุดของขอบเขตรวบรวมลมปราณและอีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นเขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดลมปราณ!
“ ตอนนี้ข้ามาถึงคอขวดของขอบเขตรวบรวมลมปราณแล้ว! แต่การจะทะลวงสู่ขอบเขตก่อกำเนิดนั้น...มิใช่เื่ง่าย!”
หยางอี้ลุกออกจากเตียงหินอ่อนเดินไปยังอ่างน้ำเพื่อชำระสิ่งสกปกที่ร่างกายขับออกมาก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องโถงของจวนเ้าเมือง
ภายในห้องโถงนั้นหยางจื่อส้งนั้งอยู่ที่โต๊ะทำงานร่างกายทรุดโทรมเบื้องหน้าเต็มไปด้วยแผ่นกระดาษจำนวนมากหลังจากที่ยึดกิจการของตระกูลห่าวมานั้น เหล่าผู้าุโตระกูลหยางนั้นแทบจะไม่ได้หยุดพักเลยเพราะต้องคอยจัดการงานที่เพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว
“คาราวะท่านพ่อ”
เมื่อเห็นบุตรชายมาหยางจื่อส้งจึงละจากงานที่ทำอยู่แล้วเดินออกมายังกลางห้องโถงถึงแม้ว่าตัวเองจะยุ่งจนแทบไม่มีเวลาแต่กับบุตรชายแล้วหยางจื่อส้งวางเขาไว้เป็อันดับหนึ่ง!
“อ่า...อี้เอ๋อร์เ้ามีอะไรเื่อันใด ?”
สายตาของหยางอี้ปรากฏแววจริงจังขึ้นมาก่อนจะบอกกล่าวกับบิดาในสิ่งที่เขา้า
“ข้าจะออกเดินทางไปยังเมืองหลวงขอรับ”
หยางจื่อส้งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกลับมาเป็เหมือนเดิม ตัวเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงหยางอี้นั้นนับเป็อัจฉริยะที่รอวันข้ามผ่านประตูั โลกนี้เองก็กว้างใหญ่ไพศาลการจะให้บุตรชายของเขามาอยู่ในกรอบเมืองเล็กๆแห่งนี้นับว่าเป็การกระทำที่โง่เขลา!
“เฮ้อ หากเ้า้าจะเดินทางไปยังเมืองหลวงนั้นข้าก็จะไม่ห้ามเ้าแต่ตอนนี้เ้านั้นยังถือว่าอ่อนแอยิ่งนักสำหรับโลกภายนอก อย่างน้อยเ้าควรจะไปถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดเสียก่อน!”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ ตอนนี้ข้ามาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตรวบรวมลมปราณแล้วพรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปยังป่าธารา์!”
หยางจื่อส้งชะงักไปอีกครั้ง เขาไม่เคยคาดคิดว่าการบ่มเพาะของหยางอี้จะรวดเร็วถึงเพียงนี้! อย่างไรก็ตามเขามิได้ถามออกไปว่าเขาทำได้อย่างไรแต่กลับหัวเราะออกมาแทน
“ดี !ป่าธารา์นั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับไม่สูงมากนัก เ้าในตอนนี้นับว่าสามารถรับมือกับพวกมันได้แต่จงจำไว้ว่าอย่าได้เข้าไปลึกมากนัก”
“ขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เมื่อออกจากห้องโถงหยางอี้ก็เดินออกจากจวนเ้าเมืองทันทีและจุดหมายของเขาครั้งนี้ก็คือตระกูลหวัง!
ใช้เวลาไม่นานด้วยระยะทางไม่ไกลนักเขาก็มาถึงตึกตระกูลหวัง หลังจากเข้าไปกล่าวทักทายหวังเสี่ยวป้อแล้วหยางอี้ก็ขอพบกับหวังจือทันที แม้ว่าเื่นี้จะทำให้หวังเสี่ยวป้อประหลาดใจอยู่บ้างแต่ก็มิได้กล่าวห้ามอันใดออกมาเขาให้หยางอี้ไปรอที่สวนน้อยภายในตระกูลก่อนให้คนไปตามหวังจือเพื่อออกไปพบหยางอี้
ภายในสวนน้อยของตระกูลหวังนั้นถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ทิวทัศน์นั้นแตกต่างจากตระกูลหยางเป็อย่างมากหยางอี้เพียงมองไปยังต้นไม้เ่าั้ก็สามารถบอกได้เลยว่าพวกมันถูกดูแลเป็อย่างดี
ตึก ตึก ตึก
ที่ด้านหลังหยางอี้มีเสียงคนเดินเข้ามาปลุกให้เขาหันกลับมามองไปยังผู้มาใหม่เบื้องหน้านั้นปรากฏเป็ร่างหญิงสาวสวมชุดสีฟ้าผิวขาวราวหิมะ ใบหน้าของนางเรียบเนียนสวยงามราวเทพธิดาที่ลงมาจาก์ดวงตากลมโตมองแล้วทำให้หลงใหลราวกับต้องมนต์สะกด หยางอี้จ้องมองอยู่นานก่อนจะตั้งสติจากเสียงอันไพเราะของหญิงสาวเบื้องหน้า
“หวังจือ คาราวะนายน้อยหยาง”
หยางอี้พลันได้สติด้วยท่าทีเก้กังก่อนกล่าวทักทายตอบด้วยรอยยิ้ม
“มิต้องมากพิธีเช่นนั้นแม่นางหวัง”
“ได้ยินว่าท่าน้าพบข้า ? มีเื่อะไรเช่นนั้นหรือ?”
หวังจือกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย ตัวนางนั้นก็แปลกใจมิใช่น้อยที่หยางอี้มาขอพบนางต้องรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาจนกระทั่งบัดนี้ชายหนุ่มเบื้องหน้านางนั้นไม่เคยมีความ้าที่จะพบนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ ข้าจะมากล่าวลาท่าน ”
“ลา ? ท่านจะไปไหน?”
ใบหน้าของนางแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความสงสัย
“พรุ่งนี้ข้าจะเข้าสู่ป่าธารา์และเมื่อกลับออกมาข้าจะเดินทางไปยังเมืองหลวง...บางทีคงอีกหลายปีจึงได้กลับมา...ข้าคิดว่าอย่างน้อยข้าก็สมควรมาบอกท่านก่อนจะจากไป”
หยางอี้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยตัวเขาใช้ความพยายามอย่างมากในการหันหน้าไปทางอื่นสตรีเบื้องหน้านั้นมีอำนาจแห่งมนต์สะกดอย่างแท้จริง!
“เมืองหลวง !”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหวังจือก็อุทานออกมา นางยกมือขึ้นมาป้องไว้ที่ปากก่อนพึมพำอะไรบางอย่างออกมาเหมือนการพูดคนเดียว
หยางอี้ที่บังเอิญเหลือบมาเห็นท่าทีของนางพลันใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีสำหรับเื่สตรีแล้วตัวเขานับว่าไร้ประสบการณ์อย่างแท้จริง !
‘ บัดซบ เหตุใดนางจึงงดงามเช่นนี้ยิ่งด้วยท่าทีไร้เดียงสานั่นอีก !‘
แม้เมื่อก่อนหยางอี้จะมิได้สนใจในตัวนางแต่นั่นมันก็เมื่อ 4-5ปีที่แล้ว ตอนนั้นนางเป็เพียงดรุณีน้อยยามแรกแย้มเท่านั้น แม้จะงดงามแต่นางก็ยังเด็กนักแต่บัดนี้หาเป็เช่นนั้นไม่! นางได้เติบโตเป็หญิงสาวแล้วเปรียบดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานและความงามของนั่นเทียบกับแต่ก่อนมิได้เลย
“อืม! ใช้แล้วข้าจะเดินทางไปยังเมืองหลวงแม้เราจะมิได้สนิทกันนักแต่ท่านและข้าก็เป็คู่หมั้นกันและนั่นคือเหตุผลที่ข้ามาในวันนี้”
หยางอี้กล่าวออกมาอย่างจริงจังเพื่อปกปิดอาการของเขา
“หวังจือเข้าใจแล้ว ข้าขอให้นายน้อยหยางเดินทางปลอดภัย”
หวังจือนั้นตอนนี้นางกลับมาอยู่ในสภาพปกติแล้ว สายตาของนางยังคงแน่นิ่งขณะที่กล่าวออกมา
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
เมื่อกล่าวจบหยางอี้ก็เดินไปยังทางออก เขาเหลือบมองมายังหวังจืออีกครั้งที่ตอนนี้กำลังยืนครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
หวังจือนั้นนางอยู่แต่ภายในตึกของตระกูลด้วยความที่นางนั้นเปรียบดังหัวแก้วหัวแหวนของหวังเสี่ยวป้อและคนในตระกูลหวังนางจึงมิค่อยได้ออกไปััโลกภายนอกสักเท่าไหร่นักตัวนางนั้นมีความฝันว่าสักวันหนึ่งนางจะได้เดินทางออกไปสู่โลกภายนอกนางอยากจะได้เจอธรรมชาติ ูเา ทิวทัศน์ ต่างๆที่นางยังมิเคยได้ััมัน
หยางอี้แม้จะทำเป็มิสนใจนางแต่ก็ยังคอยรอบสังเกตท่าทีของนางอยู่ตลอดเวลาการที่หวังจือมีท่าทีเช่นนั้นประกอบกับการที่นางแทบจะมิเคยออกจะตึกของตระกูลเลยเขาก็เข้าใจได้ไม่ยากว่านางคิดสิ่งใดอยู่ก่อนจะเดินพ้นซุ้มประตูไปเขาพลันหยุดนิ่งลงและกล่าวออกมา
“ ตัวข้าในตอนนี้นั้นยังอ่อนแอนักข้าจึงต้องออกเดินทางเพื่อแสวงหาความแข็งแกร่ง...ก่อนจะถึงกำหนดวันแต่งงานในอีก3 ปี ข้าสัญญาว่าข้าจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ใดเพื่อที่จะสามารถปกป้องท่านได้และเมื่อเวลานั้นมาถึงหากท่าน้าจะไปที่ใด...ข้าจะเป็คนพาท่านไปทุกที่บนโลกแห่งนี้!”
เมื่อพูดจบหยางอี้ก็เดินออกจากตระกูลหวังไปทันทีโดยมิได้หันกลับมามองนางแม้แต่น้อย
ทางด้านหวังจือเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็ได้จ้องมองไปยังแผ่นหลังของหยางอี้ที่กำลังเดินจากไปทางทิศตะวันตกประกอบกับแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าทำให้ภาพเบื้องหน้านางช่างเป็ทิวทัศน์ที่งดงามยิ่งนัก
“สัญญาว่าจะปกป้องข้าเช่นนั้นหรือ?”
นางกล่าวออกมาด้วยเสียงที่แ่เบาภายในใจเต้นสั่นระรัวก่อนที่ใบหน้าที่งดงามของนางจะปรากฏรอยยิ้มที่มิได้มีผู้ใดพบเห็นมาเป็เวลานานแล้ว...