บทที่ 4 สะกดรอยตาม
“ไปเถอะน่า เดี๋ยวก็ไม่ทันเที่ยวรถไฟซะหรอก”
ชายคนหนึ่งกำลังตบไหล่เพื่อนสนิทอย่างเร่งเร้าพร้อมออกปากชวน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกับเหรินห้าวหรง ซึ่งเป็คนที่ค่อนข้างเ็าและไม่สนใจเื่พรรค์นี้ ตอนนี้ถึงได้สนใจเื่น่าหนวกหูของชาวบ้านขึ้นมาได้ ถึงขั้นหยุดเท้ามุงดูคนทะเลาะกัน
จะว่าไปผู้หญิงปากร้ายคนนั้นก็หน้าตาสะสวยใช้ได้ เสียอย่างก็ตรงที่หล่อนวาจาฉะฉานเกินไป ใครได้ไปเป็ภรรยาคงต้องมีเสียวสันหลังกันบ้าง แต่ส่วนดีก็ใช่ว่าจะไม่มี ผู้หญิงฉลาดและไหวพริบดีแบบนี้ ใครก็ไม่กล้าเอาเปรียบ
พอเหตุชุลมุนเริ่มคลี่คลาย ชายที่มีส่วนสูงเท่าใบหูของเหรินห้าวหรง ก็เลิกออกความเห็นแล้วเปลี่ยนมาเร่งเร้า ให้เพื่อนสนิทรีบตรงไปที่จัตุรัสหน้าสถานีรถไฟ ก่อนที่เที่ยวรถไฟจะออกตัวไปก่อน
“นายกลับกองทหารไปก่อนเถอะ ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่ามีเื่ต้องจัดการ คงอยู่ที่นี่อีกสักพักใหญ่ ๆ ยังไงก็ช่วยเขียนจดหมายลาพักร้อนให้ฉันหน่อยล่ะ ส่วนเื่โยกย้ายหัวเมืองประจำการ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
จู่ ๆ เหรินห้าวหรงก็พูดอะไรแปลก ๆ ขึ้นมา โดยไม่ได้ปรึกษาใครล่วงหน้า ทำเอาเพื่อสนิทคนเดิมอึ้นงันแทบหงายท้องหงายไส้ แต่ก็นะ! นิสัยของเหรินห้าวหรง ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่าย ๆ เขาก็เป็คนแบบนี้มาั้แ่ไหนแต่ไร
เมื่อชายที่ร่างเตี้ยกว่าถูกดันหลังให้เดินไปข้างหน้า เขาก็ไม่ได้ถามอะไรอีก เพียงแค่โบกมือลาแล้วพยักหน้ารับ บ่งบอกว่าจะทำตามคำฝากฝังของเพื่อนสนิท ชายหนุ่มในระเบียบลำลอง สวมเสื้อหนังสีน้ำตาลหม่นปกคลุมลงมาถึงท่อนเข่า บนหัวสวมหมวกเบเร่ต์ไร้สัญลักษณ์ เฝ้ามองเพื่อนสนิทจนสุดระยะสายตา
จากนั้นจึงค่อย ๆ ย่องเบา สะกดรอยตามผู้หญิงสวยฝีปากกล้าอย่างเหยาฟางหนิงไปที่สหกรณ์แห่งรัฐ หล่อนเลือกเนื้อหมูสองชิ้น ผักสด และไก่หนึ่งตัว ก่อนจะจ่ายตั๋วอาหารสี่ใบ แล้วเดินออกมาข้างหน้า เขาเฝ้าสังเกตทุกอิริยาบถของหล่อนอย่างละเอียด พอเห็นหล่อนเดินออกมาบนลู่ถนนอีกครั้ง เขาก็รีบหลบมุมในทันที อันที่จริงเหรินห้าวหรงก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าจะทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แบบนี้ทำไม
ไม่มีเหตุผลไหนจะตอบได้ดีไปกว่า คำว่า ‘เคยชิน’
เหรินห้าวหรงสะกดรอยตามฟางหนิงมาเรื่อย ๆ กระทั่งเห็นเธอเดินเข้าไปในโรงละครหน้าจัตุรัสเมือง รออยู่นานสองนานฟางหนิงคนสวยก็ไม่ออกมาซะที ชายหนุ่มเ้าของใบหน้าหล่อเหลาเริ่มร้อนใจจนออกลีลาท่าเดิน ว่าง่าย ๆ ก็คือยืนอยู่ไม่เป็สุขนั่นเอง
อีกนิดเดียวเหรินห้าวหรงจ้องจะบุกเข้าไปในโรงละครซานเจ๋อ แต่ก็ต้องสะดุดไปหนึ่งจังหวะ เมื่อเห็นฟางหนิงเดินสะบัดใบหน้ายิ้มแย้ม...ออกมาจากตัวอาคาร รอยยิ้มหวานดวงนั้นสะท้อนบางอย่างเข้ามาในดวงตาของเหรินห้าวหรง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันบอกกับห้าวหรงว่าอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด
ขณะชั่งใจอยู่นั้น…เป็จังหวะเดียวกันกับที่เหยาฟางหนิงกำลังมีภัย อยู่ดีไม่ว่าดีกระถางต้นไม้จากชั้นบน...พลัดหล่นลงมาเหมาะเหม็งกับจุดที่หล่อนยืนอยู่ หากไม่ได้เหรินห้าวหรงเข้าไปคว้าตัวมากอด หัวเล็ก ๆ ของหล่อนน่าจะเย็บไปหลายเข็ม
อึก!!!
กระถางดินเผาที่บรรจุดินปลูกจนหนักอึ้ง ร่วงกระทบลงที่หัวไหล่ของชายหนุ่ม...จนเส้นเอ็นเคล็ดไปครึ่งซีก พวกสาวน้อยสาวใหญ่ที่ใช้ชีวิตกินนอนอยู่บนชั้นสามของโรงละคร...กรีดร้องเสียงดังลั่น รีบแบกใบหน้าประหม่าวิ่งตรงมาดูคนเจ็บ
“ตายจริง! พ่อรูปหล่อ ท่าจะเจ็บหนักแล้ว ขึ้นไปประคบร้อนบนห้องนอนของฉันเถอะค่ะ”
สาวใหญ่เ้าของเหตุการณ์เป็ฝ่ายเอ่ยกับชายหนุ่มอย่างรู้งาน พวกคำพูด หรือแม้แต่เื่น้ำใจ ไม่ได้มีปัญหาสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เป็ปัญหา...เห็นทีจะเป็ดวงตาเย้าแหย่พวกนั้นซะมากกว่า
ดูก็รู้ว่าพวกนางโชว์ที่อุดอู้อยู่แต่ในห้องเก็บตัวพวกนี้ กำลังหิวผู้ชาย สายตาของฟางหนิงมองคนไม่ผิดแน่ ชาติที่แล้วหล่อนเป็นักแสดงเบอร์ต้น ๆ เชียวนะ คลุกคลีกับคนในวงการมาก็มาก
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ เขาเจ็บตัวเพราะฉัน เดี๋ยวฉันดูแลเขาเอง ต่อไปคุณก็ช่วยระวังหน่อยก็แล้วกันค่ะ”
เหยาฟางหนิงขมวดคิ้วหงิก ทนเห็นสายตาจิ้งจอกของสาวใหญ่ไม่ได้อีก ไม่รู้หรือไงว่าทำสายตาแบบนั้นชาวบ้านเขาดูออกว่าคิดไม่ซื่อ และดูเสียมารยาทมาก ๆ ด้วย แต่ก็อย่างว่า! คนเราร้อยพ่อพันแม่ ในโลกนี้ยังมีอะไรประหลาด ๆ อีกตั้งเยอะ
“หล่อนช่วยไม่สาระแนสักเื่ได้ไหม ฉันรู้นะว่าหล่อน...เข้าไปในโรงละครของเราตั้งนานสองนานเมื่อครู่นี้ ก็เพื่อเสนอตัวให้นายท่านใหญ่ตระกูลกู้ ผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานแล้วอย่างหล่อน! อย่าหวังสูงนักเลย!”
สาวใหญ่ชิงเอ่ยคำพูดที่ไม่สมควรพูดออกมาเต็มปาก ทั้งที่รู้ไม่จริงก็กล้าพูดออกมา นี่สินะที่เขาเรียกว่าฟังไม่ได้ศัพท์แต่จับเอาไปกระเดียด
“อ้อ! แบบนี้นี่เอง งั้นเื่กระถางต้นไม้คงไม่ใช่แค่อุบัติเหตุสินะ”
เหยาฟางหนิงหรี่เปลือกตาแคบ แล้วเดินไปชนหัวไหล่ของสาวใหญ่อย่างท้าทาย เมื่ออีกฝ่ายออกท่าว่ารู้ทันแผนตายน้ำตื้นของหล่อน สาวใหญ่คนเดิมก็รีบสะบัดหน้าสวยถอยห่างออกไปทันที
“เหอะ! ทำเป็รู้ดี ผู้หญิงนิสัยแบบหล่อน สมควรแล้วที่ต้องครองตัวเป็หม้าย”
ที่ต้องรีบปลีกตัวออกไป เพราะกลัวว่าเหยาฟางหนิงจะเอาเื่นี้ไปแจ้งทางการ โดยมีชายหนุ่มรูปหล่อเป็พยานให้ เพราะหล่อนไม่แน่ใจว่า ชายหนุ่มคนนั้นเห็นตอนที่หล่อนจงใจผลักกระถางต้นไม้ลงมาใส่เหยาฟางหนิงหรือเปล่า
หล่อนจะทำให้เหยาฟางหนิงเจ็บตัวไปสักเดือนสองเดือน เหยาฟางหนิงเสียโฉมไปซะได้ยิ่งดี จะได้ไม่ต้องมาที่โรงละครซานเจ๋ออีก ใครจะไปคิดว่า จู่ ๆ ชายรูปหล่อคนนั้นจะสอดมือเข้ามาหาเื่
เหยาฟางหนิงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา เหตุผลก็คงหนีไม่พ้นเื่หึงหวงอะไรทำนองนั้น แค่นางโชว์คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็ภรรยาของคุณท่านแซ่กู้ ซึ่งเป็เ้าของโรงละครซานเจ๋อ แต่พิรี้พิไรออกท่าหึงหวง เที่ยวปองร้ายผู้หญิงคนอื่นไปทั่วอย่างไม่ลืมหูลืมตา คงเดาได้ไม่ยากว่าหล่อนเป็ภรรยาเก็บของกู้เผยเจ๋อแน่ ๆ
หล่อนคงกลัวว่าหากคุณท่านกู้ เจอผู้หญิงหน้าใหม่ที่เด็กกว่าสวยกว่า ตัวหล่อนเองจะไม่ได้รับความนิยมในสายตาของกู้เผยเจ๋ออีกต่อไป นี่จึงเป็เหตุผลว่าทำไมหล่อนถึงได้เป็เอามากขนาดนี้
แล้วจะบอกอย่างหนึ่งให้ฟัง!
ที่ฟางหนิงเข้าไปพบนายท่านใหญ่แซ่กู้ในห้องด้านใน ก็เพื่อเสนอขายบทละคร ที่เธอตั้งใจเขียนออกมาจากจินตนาการของหล่อนต่างหาก เห็นป้ายติดประกาศเื่ประกวดบทละครของโรงละครซานเจ๋อ ฟางหนิงก็อนุมานได้ไม่ยาก ว่าโรงละครกำลัง้าบทละครใหม่ ๆ
แน่นอนว่ายุคนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับการศึกษามากนัก พวกผู้ชายก็ไปเป็ทหารซะส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยมีคนสนใจเกี่ยวกับงานพวกนี้สักเท่าไหร่ อย่างมากก็ทำเป็งานอดิเรกแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งผิดกับฟางหนิงที่ชำนาญการเขียนบทละครมาก
ส่วนหนึ่งก็เพราะตอนที่ยังเป็เฟยชิงหลี หล่อนแสดงละครมาหลายบทบาท อ่านบทประพันธ์ของนักเขียนชื่อดังมานับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นจินตนาการของหล่อนจึงเฟื่องฟูมาก หล่อนใช้เวลาตั้งนานสองนาน...กว่าจะเล่าพล็อตเื่คร่าว ๆ ให้นายท่านใหญ่แซ่กู้ฟังจนจบ
แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนายท่านใหญ่แซ่กู้...ก็ประทับใจในตัวเธอมาก ในมุมมองของนายท่านใหญ่กู้เห็นหล่อนเป็เพชรเม็ดงาม ที่น่าจะทำเงินให้โรงละครซานเจ๋อได้จำนวนมากในอนาคต ใครไหนเลยจะไปคิดแต่เื่ชู้สาวอะไรพวกนั้น สมองอกุศลสิ้นดี!
นี่คือสิ่งที่ฟางหนิงเล่าให้ชายตรงหน้าฟัง หล่อนไม่ได้อธิบายว่าหล่อนมาจากต่างโลก เพียงแค่อธิบายผิวเผิน...ว่าไม่ได้เข้าไปเสนอตัวเหมือนที่ถูกกล่าวหา หล่อนเข้าไปเสนอบทละครเท่านั้น หล่อนรับปากกับนายท่านใหญ่แซ่กู้...ว่าจะลองกลับไปเขียนบทละครให้เสร็จแล้วส่งเข้าประกวด
แล้วยังตกลงกับกู้เผยเจ๋ออีกว่า หากหล่อนชนะการประกวด บทละครฉบับต่อไปหล่อนจะไม่ขายขาด แต่จะรับเป็ส่วนแบ่งลิขสิทธิ์จากโรงละคร หล่อนไม่ขอมากหรอก แค่ 1 ในสี่ส่วนของรอบแสดงเท่านั้น ซึ่งเงินหนึ่งส่วนที่ว่า ไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมายอะไร แต่สำหรับฟางหนิงกับโม่หลิน ถือเป็เงินก้อนโตที่สามารถต่อยอดชีวิตของพวกหล่อนได้เป็อย่างดี
“เอ๋?…คุณยิ้มอะไรน่ะ”
ฟางหนิงอธิบายทุกอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะไม่อยากให้ตัวเองเป็ผู้หญิงที่มีมลทินมัวหมอง ก็อย่างที่รู้ดี...ว่าเฟยชิงหลีที่มาจากต่างโลกไม่ชอบถูกกล่าวหาว่าเป็ชู้กับใคร หรือเอาตัวเข้าแลกอะไรทำนองนั้น
หล่อนกำลังคิดว่าถูกชายตรงหน้าหัวเราะเยาะความฝันของหล่อน ฟางหนิงจึงเริ่มหัวเสียเข้าไปใหญ่
“ผมยิ้มให้คุณครับ คุณกำลังทำให้ผมนึกถึงใครคนหนึ่ง”
สีหน้าร้ายกาจของฟางหนิงเริ่มผ่อนความเคร่งเครียดลง เปลี่ยนเป็สีหน้าของความคับข้องสงสัยแทน แล้วกล่าวถามอย่างลืมตัวคล้ายคนเสียมารยาท
“ฉันทำให้คุณต้องนึกถึงใครเหรอคะ?”