ผู้ดูแลตลาดเห็นรายชื่อสมุนไพรยาวเหยียดนับร้อยชนิดเลยทีเดียวเขาตกตะลึงในใจ แค่โอสถสองชนิดยังใช้สมุนไพรมากถึงเพียงนี้เชียวรึ!?
แน่นอนว่า 2 ชนิดที่ว่าก็คือโอสถพิษศิลากับโอสถแก้พิษศิลาเขาเห็นคุณชายโอหยางยังไม่หยุดเขียนจึงรู้สึกตกตะลึงขึ้นเรื่อยๆยังจะเขียนต่ออีกหรือ?
เฉินมู่อิ๋งเขียนรายชื่อสมุนไพรที่เขา้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งครบ 500 ชนิด เขาจึงหยุดเขียน แล้วยื่นให้ผู้ดูแลตลาด “เอ้า ท่าน...”
“ข้าแซ่หนิงชื่อเฉิงหนิงเฉิง (宁成)”หนิงเฉิงบอกพลางรับกระดาษปึกนั้นมา เฉินมู่อิ๋งบอก “ท่านหนิงค่าสมุนไพรก็หักจากค่าโอสถของข้าไปเลย”
“อ่อ แน่นอนๆเช่นนั้นคุณชายรอสักครู่เถอะ ข้าจะให้คนรีบไปเอาสมุนไพรมาให้ท่าน” หนิงเฉิงบอกเฉินมู่อิ๋งพยักหน้า “ขอบคุณท่านหนิง อ่อ ใส่ถุงฟ้าดินมาให้ข้าด้วยเลยล่ะกันค่าถุงก็หักไปได้เลย พอดีถุงของข้าเล็กเกินไปคงใส่สมุนไพรไม่หมดแน่”
“อ่อๆ ได้ๆ”หนิงเฉิงรับคำแล้วส่งกระดาษปึกนั้นให้ลูกน้องรับไปจัดการแล้วหันไปคุยกับคุณชายโอหยางต่อ “ไม่ทราบว่าอาจารย์ของท่านคือผู้ใดรึ?”
“อาจารย์ของข้ามิอาจเปิดเผยเพราะท่านอาจารย์ชอบความสันโดษ” เฉินมู่อิ๋งตอบเลี่ยงไปจะให้เขาตอบว่าอาจารย์ของเขาคืออาจารย์หยางก็ไม่ได้มิเช่นนั้นฐานะศิษย์สำนักหมื่นดาราที่เขาอุตส่าห์ปกปิดก็เปิดเผยออกไปน่ะซิอีกอย่างจะให้เปิดเผยว่าอาจารย์เฟยเทียนคืออาจารย์ของเขา ข้อนี้ยิ่งเปิดเผยไม่ได้ยิ่งกว่าอาจารย์หยางเสียอีกหนิงเฉิงฟังแล้วก็ไม่ถามต่อ คุณชายโอหยางคิดปกปิดฐานะเขาก็ไม่จำเป็ต้องต้อนให้จนมุมค่อยๆ สืบเอาเองก็ได้ เขาผายมือ “เชิญคุณชายจิบชารอก่อนข้าจะออกไปดูสมุนไพรของท่านให้”
“ขอบคุณมากๆ”เฉินมู่อิ๋งบอก หนิงเฉิงจึงลุกออกไป แน่นอนว่าเขาย่อมสั่งคนให้ลอบติดตามคุณชายโอหยางผู้นี้ไปอย่างลับๆแล้วก็ไปดูสมุนไพรตามรายชื่อที่คุณชายโอหยาง้า
เวลาผ่านไป หนิงเฉิงก็ถือถุงฟ้าดินใบหนึ่งเดินเข้าไปในกระโจมเขายื่นถุงฟ้าดินให้คุณชายโอหยาง “สมุนไพรของท่าน แล้วก็หยกปราณฟ้าดินข้าหักค่าสมุนไพร ค่าประมูลแล้วก็ค่าถุงฟ้าดินใบนี้เรียบร้อยแล้วเชิญท่านตรวจดูได้”
“ขอบคุณมาก”เฉินมู่อิ๋งรับถุงฟ้าดินใบนั้นมาแล้วตรวจดูของภายในถุง เมื่อตรวจเสร็จแล้วก็เก็บถุงฟ้าดินลุกขึ้นกุมมือ “ข้าลาล่ะ”
หนิงเฉิงผายมือส่งเฉินมู่อิ๋งเดินออกจากกระโจมไป เขาเดินไปเรื่อยๆ ยังไม่ออกจากตลาดเพราะเขาอยากดูการประมูลอาวุธเซียนที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้เขารู้ว่ามีคนลอบตามเขามา เขาก็ไม่สนใจคนๆ นั้น ตราบใดที่เขายังไม่เผยโฉมหน้าออกไปย่อมยังไม่เกิดคลื่นลมอะไรแน่ คนของตลาดลอบติดตามไปอย่างลับๆเห็นคุณชายคนนั้นเดินเล่นอยู่ในตลาดไม่มีท่าทีว่าจะออกจากตลาดไปเขาก็แอบตามไปอย่างเงียบเชียบ
เฉินมู่อิ๋งเดินเล่นจนเหนื่อยแล้วจึงไปยังกระโจมที่พักซึ่งมีให้เช่าตั้งเรียงรายเป็ทิวแถว ราคากระโจมที่พักขนาดเล็กอยู่ที่ 10 หยกต่อ 1 วัน ตอนนี้เขามีหยกแล้วจึงหยิบมาใช้จ่ายอย่างไม่ต้องกังวลใจเมื่อจ่ายค่ากระโจมแล้วเขาก็เข้ากระโจมไปพักผ่อน คนของตลาดก็เฝ้าจับตาดูอยู่
ภายในกระโจม เฉินมู่อิ๋งเอาสมุนไพรกับหยกย้ายไปใส่ไว้ในแหวนคุนเฉียนแล้วก็เอาอาภรณ์บางส่วนมาใส่ไว้ในถุงฟ้าดินแทนมีถุงฟ้าดินแล้วเขาก็ปิดบังเื่แหวนคุนเฉียนได้อย่างแเีล่ะ
วันรุ่งขึ้น เฉินมู่อิ๋งก็ยังไม่ออกจากกระโจมไปไหนเขายังคงพักผ่อนอยู่ในกระโจมไปเรื่อยๆ บางคราวก็สั่งอาหารให้มาส่งที่กระโจมกินอิ่มแล้วเขาก็ยังคงพักผ่อนอยู่ในกระโจม รอจนกว่าจะถึงเวลาเปิดประมูลอาวุธคนของตลาดก็ยังคงเฝ้าจับตาดูอย่างลับๆ จนกระทั่งมีการตีฆ้องร้องป่าว“งานประมูลอาวุธกำลังจะเริ่มแล้วๆ”
เฉินมู่อิ๋งได้ยินเสียงประกาศจึงลุกขึ้นนั่งใส่รองเท้าแล้วเดินออกจากกระโจมไปเขาเดินไปที่เวทีเมื่อวานนี้ซึ่งวันนี้เปลี่ยนมาเป็เวทีประมูลอาวุธมีผู้คนมาล้อมอยู่รอบๆ เวทีเหมือนเช่นเมื่อวานนี้บุรุษชุดดำคนเดิมเดินขึ้นเวทีไปประกาศว่า “เริ่มการประมูลอาวุธ ณ บัดนี้”
เขามองกวาดไปทั่วๆแล้วกล่าวต่อ “อาวุธชิ้นแรกคือทวนน้ำ”
บุรุษคนหนึ่งถือทวนยาวเล่มหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวทีทวนนี้มองแล้วคล้ายทำมาจากสายน้ำอย่างไรอย่างนั้นภายในตัวทวนมีสายน้ำไหลวนอยู่ข้างในบุรุษชุดดำผายมือไปทางทวนเล่มนั้นแล้วบรรยายอานุภาพว่า“ทวนเล่มนี้ควบคุมพลังธาตุน้ำ...”
ขณะที่เขาบรรยายอยู่นั้นบุรุษผู้ถือทวนก็แทงทวนไปข้างหน้า ตรงปลายทวนมีสายน้ำพุ่งออกมาราวกับลูกธนูพุ่งเฉียงขึ้นฟ้าไปแล้วแตกดังบึ้ม! เกิดแรงะเืจนผู้คนเบื้องล่างรู้สึกได้พลันมีสายฝนโปรยลงมาใส่ผู้คนเบื้องล่างเซียนบางคนกางพลังกันสายฝนนั้นทำให้อาภรณ์ไม่เปียกแต่ก็มีบางคนกางพลังไม่ทันจึงเปียกนิดหน่อย
“นี่เป็เพียงอานุภาพเล็กๆของทวนเล่มนี้ ยังมีอีก...” บุรุษชุดดำบรรยายอานุภาพไปเรื่อยๆผู้คนฟังแล้วเกิดความรู้สึกอยากได้ขึ้นมา ทันทีที่บุรุษชุดดำประกาศว่า“เริ่มประมูลได้”
ก็มีคนรีบเสนอราคาทันที“1,000 หยก”
“2,000”
“2,500”
มีคนเสนอราคาแข่งกันไปแข่งกันมาทำให้เฉินมู่อิ๋งได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ หากเขาสามารถหลอมอาวุธเซียนได้เช่นนั้นเขาจะมีช่องทางหาหยกเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งเห็นทีข้าต้องกลับไปศึกษาตำราหลอมอาวุธเสียหน่อยแล้ว
จนในที่สุดราคาทวนน้ำเล่มนั้นก็พุ่งทะยานไปถึง5 หมื่นหยก คนที่ประมูลได้ไปเป็คนของสำนักเทียนเต๋าเขาฉีกยิ้มร่าแล้วเดินเข้าไปในกระโจมเพื่อจ่ายค่าอาวุธจากนั้นก็มีบุรุษอีกคนถือดาบเล่มหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที บุรุษชุดดำก็พูดว่า“นี่คือดาบเพลิง”
บุรุษผู้ถือดาบก็ชักดาบออกจากฝักเสียงดังชิ้ง! เสียงนี้สั่นะเืโสตประสาทของทุกคนจนเกิดเสียงวิ๊งๆในรูหู บุรุษชุดดำก็บรรยายอานุภาพของดาบเพลิงเล่มนั้นไปเรื่อยๆ“ดาบเล่มนี้.......”
เฉินมู่อิ๋งมองดูการประมูลอาวุธเฉยๆเขาไม่คิดจะเข้าร่วมประมูลด้วยเลย เขาแค่มาเปิดหูเปิดตาเท่านั้นเขาเห็นผู้คนแข่งกันประมูลราคาอย่างดุเดือด จนบางครั้งเกิดการข่มขู่กันซึ่งหน้าแต่ผู้คนก็ไม่กล้าลงมือลงไม้กันจริงๆ มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษสถานหนักตามกฎของตลาดทันทีแต่หากออกจากตลาดไปแล้วจะไปฆ่ากันตายอย่างไรก็เป็เื่ของคนเ่าั้แล้วทางตลาดจะไม่ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอีกดังนั้นหลังจบการประมูลแล้วคนที่ประมูลของได้ไปมักจะรีบจากไปทันที
จนกระทั่งการประมูลอาวุธจบลง ผู้คนก็แยกย้ายกันไป ตลาดก็เริ่มเก็บข้าวของกันแล้วมีคนบางกลุ่มชอบไปซื้อหาของตอนที่ตลาดกำลังจะปิดเพราะมักจะได้ราคาถูกลงเล็กน้อยทำให้การค้าในตลาดกลับมาคึกคักชั่วครู่หนึ่งเฉินมู่อิ๋งก็อาศัยจังหวะนี้เดินปะปนไปกับผู้คนออกจากตลาดไปคนของตลาดก็แอบติดตามไปอย่างลับๆเฉินมู่อิ๋งอาศัยจังหวะหนึ่งย่อตัวลงต่ำแล้วถอดหน้ากากออกจากนั้นก็เก็บผ้าคลุมสีดำไปในพริบตาเขายืดตัวขึ้นมาแล้วเดินไปเรื่อยๆ คนของตลาดที่ตามหลังมามองไม่เห็นคนชุดคลุมดำแล้วก็รีบเดินไปทันทีเขาหันซ้ายหันขวาเหลียวมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นคนชุดคลุมดำคนนั้นเลย ทำเขากัดฟันกรอดๆที่พลาดท่าเสียแล้ว!
เฉินมู่อิ๋งเดินไปเรื่อยๆผ่านคนของตลาดที่ติดตามเขามาั้แ่เมื่อวาน มุมปากกดลึกนิดหนึ่งเดินผ่านไปอย่างไร้พิรุธ หึ! คิดจะตามเขาไปงั้นรึ! กลับไปฝึกฝีมือมาใหม่ก่อนเถอะ!
คนของตลาดยังคงกวาดตามองไปในหมู่ผู้คนเขามองหาคนที่อาจจะมีพิรุธเล็กน้อยแต่มองอย่างไรก็ไม่เห็นใครที่คาดว่าจะเป็คุณชายโอหยางคนนั้นเลย เขามองๆจนกระทั่งผู้คนค่อยๆ สลายตัวไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดก็ไม่เหลือใครอีกเขาจึงกลับไปรายงานผู้ดูแลตลาดอย่างเจื่อนจ๋อยผู้ดูแลตลาดฟังแล้วรู้สึกโมโหลูกน้องยิ่งนัก ชี้นิ้วด่า “เ้ามันไร้ความสามารถเกินไปแล้วไปๆ ไสหัวไปซะ”
คนของตลาดรีบถอยออกไปครั้งนี้เขาทำงานพลาดทำให้รู้สึกแย่จริงๆ ปกติแล้วเขาไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง
เฉินมู่อิ๋งกลับถึงเขาไผ่ เขาก็ไปหาอาจารย์หยางที่เรือนไผ่ส่งหยกปราณฟ้าดินให้อาจารย์หยาง “นี่เป็ค่าสมุนไพรของท่าน”
“หึ! ขนแพะงอกจากตัวแพะเอง*” หยางซีหยุนแค่นเสียงเ็าเฉินมู่อิ๋งไม่สนใจคำด่าของเขา เดินออกจากเรือนไผ่ไปเขายังต้องเอาหยกไปคืนศิษย์พี่เลี่ยงอีก
(羊毛出在羊身上 yángmáo chū zài yáng shēnshang. (ขนแพะงอกจากตัวแพะเอง)หมายถึง ได้ทรัพย์สินจากผู้ใดผู้หนึ่งแล้วตอบแทนหรือคืนประโยชน์แก่ผู้นั้นด้วยอีกวิธีหนึ่งโดยที่ตนเองไม่เสียอะไร ตรงกับสำนวนไทยว่า อัฐยายซื้อขนมยาย
เช่น 拿我的钱请我吃饭,真是羊毛出在羊身上。
Ná wǒ de qián qǐng wǒ chīfàn, zhēnshi yángmáo chū zài yáng shēnshang.
เอาเงินของฉันเลี้ยงข้าวฉันนี่มันอัฐยายซื้อขนมยาย*จริงๆ
อัฐยายซื่อขนมยาย สํานวนสุภาษิตนี้ หมายถึงการได้รับสิ่งของหรือทรัพย์สินจากผู้ใดผู้หนึ่ง แล้วนำทรัพย์นั้นๆมาใช้กับผู้นั้นโดยที่ตนเองไม่ต้องลงทุนอะไร
ที่มาของสํานวน คำว่า“อัฐ” หมายถึง เงิน เป็คำเรียกเงินในสมัยโบราณ เปรียบเปรยถึง การขอเงินยายมาเพื่อที่จะนำไปซื้อขนมของยายเองผู้ซื้อไม่ต้องเสียเงินซักบาท และยังได้ขนมกลับมาทานอีกด้วย)
เมื่อไปถึงโรงครัว เฉินมู่อิ๋งก็คืนหยกให้ศิษย์พี่เลี่ยงทั้งยังทบดอกเบี้ยให้ด้วยเลี่ยงจินเห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึงไป “ศิษย์น้องเฉิน นี่มันมากกว่าที่เ้ายืมข้าไปนะ!”
“ส่วนที่เพิ่มมาถือเป็ดอกเบี้ยอย่างไรล่ะท่านก็รับไว้เถอะศิษย์พี่เลี่ยง ข้าไม่ชอบติดค้างใคร” เฉินมู่อิ๋งบอกแล้วรีบจากไปเลี่ยงจินอยากจะปฏิเสธแต่ศิษย์น้องเฉินก็วิ่งหายลับไปแล้วเขาจึงเก็บหยกไปแล้วรีบไปทำกับข้าวต่อเพราะเขายังตุ๋นน้ำแกงคาเตาอยู่เลย
เฉินมู่อิ๋งมุ่งหน้าไปยังหอตำรา เขาเข้าไปอ่านตำราหลอมอาวุธเขาอ่านตำราม้วนแล้วม้วนเล่าอยู่ในหอตำราจนแทบจะกลายเป็หนอนหนังสือแล้วศิษย์คนอื่นๆ เห็นศิษย์ของอาจารย์หยางขลุกอยู่ในหอตำราพวกเขาก็ไม่เข้าไปยุ่งด้วยเพราะศิษย์คนนั้นดูไม่โดดเด่นอะไร ไม่ว่าจะเป็รูปร่างหน้าตา หรือความสามารถเรียกว่าไม่มีอะไรโดดเด่นจริงๆ
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน เฉินมู่อิ๋งจึงอ่านตำราหลอมอาวุธในหอตำราจนหมดทุกม้วนเขาออกจากหอตำรากลับไปที่กระท่อมของตัวเอง แล้วเก็บตัวเงียบอยู่ในกระท่อมเอาตำราของอาจารย์เฟยเทียนออกมาอ่านศึกษาไปเรื่อยๆ ตำราหลอมอาวุธของอาจารย์เฟยเทียนนี้แตกต่างจากตำราหลอมอาวุธพื้นฐานในหอตำราในหอตำราต้องใช้เตาหลอมอาวุธและใช้เพลิงปฐีเป็ตัวหลอมโลหะแต่ในตำราของอาจารย์เฟยเทียนใช้พลังเซียนเป็เตาหลอมใช้พลังเซียนแทนเพลิงปฐีหลอมโลหะเขารู้สึกว่าวิธีการตามตำราของอาจารย์เฟยเทียนช่างท้าทายยิ่งนัก
เวลาผ่านไป 10วัน ในที่สุดเขาก็อ่านตำราม้วนนั้นจบเขารอให้ศิษย์พี่เลี่ยงมาส่งปิ่นโตแล้วถาม “ศิษย์พี่เลี่ยงหากข้า้าโลหะหลอมอาวุธจะซื้อได้จากที่ไหนรึ?”
“โลหะหลอมอาวุธซื้อจากอาจารย์หานก็ได้แต่นี่ก็ใกล้เวลาที่ตลาดจะมาตั้งแล้ว ข้าว่าเ้ารออีกหน่อยแล้วค่อยไปดูในตลาดดีกว่าบางทีอาจจะมีโลหะที่แม้แต่พ่อค้าก็ยังไม่รู้ที่มาๆ ขายก็ได้ หากโชคดีเจอโลหะดีๆก็ถือเป็โชคดีของเ้าทีเดียว” เลี่ยงจินแนะนำเฉินมู่อิ๋งนึกขึ้นได้ว่าเขายังต้องหลอมโอสถพิษศิลาเอาไปขายที่ตลาดอีกเขาจึงยิ้มให้ศิษย์พี่เลี่ยง “ขอบคุณมาก ข้าลืมไปเลยว่านี่ก็ใกล้เวลาที่ตลาดจะมาเปิดอีกครั้ง”
“อันที่จริงท่านอาจารย์หยางก็มีโลหะเก็บไว้ไม่น้อยเลยนะเ้าไม่ลองขอท่านอาจารย์หยางดูล่ะ?” เลี่ยงจินแนะนำ เฉินมู่อิ๋งส่ายหน้า “ไม่ล่ะข้าไปซื้อเอาจากข้างนอกดีกว่า”
เลี่ยงจินรู้ว่าศิษย์น้องเฉินไม่ค่อยถูกกับท่านอาจารย์หยางสักเท่าไหร่จึงไม่พูดอะไรอีกเขาเห็นอาจารย์กับศิษย์คู่นี้ต่างคนต่างอยู่เหมือนไม่ใช่ศิษย์อาจารย์กันอย่างนั้นแหละเขามาส่งข้าวให้อาจารย์หยางกับศิษย์น้องเฉินจนรู้เื่นี้โดยบังเอิญเขาก็ได้แต่มองดูไม่อาจพูดอะไรได้
“เอาล่ะ ข้ากลับล่ะยังต้องไปทำบะหมี่ให้อาจารย์อีก” เลี่ยงจินบอก เฉินมู่อิ๋งยิ้มส่งเลี่ยงจินเดินกลับไป เฉินมู่อิ๋งก็ยกปิ่นโตเข้ากระท่อมไปเขาต้องหลอมโอสถพิษศิลากับโอสถแก้พิษศิลาเพื่อเอาไปขายที่ตลาดอีกคาดว่าเที่ยวนี้คงไม่ได้มากเหมือนอย่างคราวที่แล้วแน่นอน ของอะไรก็ตามหากว่าเป็ของหายากและมีหนึ่งเดียวย่อมราคาแพงหากว่ามีชิ้นที่ 2 ราคาย่อมถูกลง อีกทั้งเขาก็ไม่คิดจะขายโอสถพิษศิลาในปริมาณมากๆหรอก ของยิ่งน้อยยิ่งได้ราคาอย่างไรล่ะ ฮี่ๆๆๆๆ...
หยางซีหยุนแอบมองอยู่ไกลๆเห็นเ้าศิษย์ชั่วเก็บตัวอยู่แต่ในหอตำรากับกระท่อมไม่ออกไปไหนเขาจับตาดูมันอยู่ห่างๆ จนป่านนี้เขาก็ยังไม่อาจแยกแยะได้เลยว่าโอสถพิษศิลานั่นใช้สมุนไพรอะไรบ้าง?ด้วยความที่มันไร้กลิ่นจึงทำให้ยากจะแยกแยะจากกลิ่นได้อีกทั้งดูจากเนื้อโอสถก็ไม่อาจแยกแยะได้อีกเขาไม่เคยเจอโอสถที่แยกแยะสมุนไพรไม่ได้เช่นนี้มาก่อน เขาลองสูดดมมันเข้าไปเพื่อที่จะแยกแยะสมุนไพรแต่ก็ยังไม่อาจแยกออกมาได้ ทั้งเขายังถูกพิษของมันซ้ำอีก ดีที่มีโอสถแก้พิษอยู่ไม่เช่นนั้นเขาคงตายอย่างอนาถแน่นอน ลองโอสถจนถูกพิษตกตายหากรู้ไปถึงไหนย่อมอับอายขายขี้หน้ามากแน่นอน
วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงวันที่ตลาดกลับมาเปิดอีกครั้ง เฉินมู่อิ๋งกับเลี่ยงจินก็ขี่กระบี่ออกจากสำนักไปด้วยกันหยางซีหยุนมองตามคนทั้งสองไป แล้วเข้าไปในกระท่อมของเ้าศิษย์ชั่ว เขามองไปรอบๆเห็นข้าวของเครื่องใช้มีไม่กี่อย่าง โต๊ะไม้ไผ่ เก้าอี้ไม้ไผ่ เตียงหลังหนึ่ง ปูเครื่องนอนผ้าไหมชั้นดีแม้แต่ม่านมุ้งก็เป็ผ้าไหมโปร่งบาง นี่ทำให้เขาอึ้งงันไปเครื่องนอนของเขายังใช้แค่ผ้าฝ้ายเองนะแต่เ้าศิษย์ชั่วนี่กลับใช้เครื่องนอนผ้าไหม!
เขาเดินไปจับเนื้อผ้าของเครื่องนอนและม่านมุ้งให้แน่ใจว่าใช่ผ้าไหมจริงๆััเรียบลื่นนุ่มมือยิ่งนัก แน่ชัดว่าเป็ผ้าไหมราคาแพงระยับจากโลกมนุษย์เขาจับๆ เครื่องนอนพบว่ามันนุ่มมาก เขาลองนั่งลงไป พบว่ามันนุ่มยิ่งนักเขาได้กลิ่นจางๆ โชยมา เขาดมกลิ่นหาที่มาจึงพบว่ากลิ่นมาจากเครื่องนอนอ่อนนุ่มนี่เองเป็กลิ่นหอมของซุนอีเฉ่า(ลาเวนเดอร์) ดมไปดมมาทำให้เขารู้สึกอยากจะนอนหลับอยู่บนเครื่องนอนอ่อนนุ่มที่หอมกรุ่นนี้ยิ่งนักเขาสะบัดๆ หน้าตั้งสติแล้วลุกไปเดินดูรอบๆ กระท่อมหลังเล็กๆ นั้น เขาเห็นประตูบานหนึ่งตรงด้านข้างจึงเปิดดูพบว่าเป็ห้องอีกห้องหนึ่ง ภายในห้องนั้นมีบ่อน้ำร้อน ผนังไม้ไผ่กั้นธารน้ำร้อนเล็กๆสายนั้นเอาไว้จนกลายเป็ห้องอาบน้ำ
ห้องแบบนี้เขาเคยเห็นตามแหล่งธารน้ำร้อนในโลกมนุษย์ที่ผู้มีอำนาจราชศักดิ์ทั้งหลายมักจะทำเรือนแช่น้ำร้อนไว้ให้สตรีสูงศักดิ์สร้างเรือนคร่อมบ่อน้ำร้อนเอาไว้ ปิดบังสายตาคนภายนอกทำให้ไม่อาจมองเห็นคนข้างในได้เขาส่ายๆ หน้ากับห้องนี้คล้ายกับว่าเป็เื่ไร้สาระจริงๆแค่แช่น้ำร้อนจะต้องทำห้องหับปิดมิดชิดไปทำไมกัน ด้านหลังเรือนไผ่ของเขาก็มีบ่อน้ำร้อนแต่เขาก็ไม่ได้สร้างเรือนคร่อมบ่อเหมือนเช่นนี้เลยบ่อน้ำร้อนของเขาเปิดโล่งจนมองเห็นทิวทัศน์อย่างชัดเจน
เขาเห็นอาภรณ์ตากอยู่บนราวเขามองผ่านทีหนึ่งแล้วต้องหันกลับไปมองซ้ำอีกครั้ง เขาเดินไปดู ยื่นมือไปหยิบอาภรณ์ชิ้นน้อยขึ้นมาอาภรณ์ชิ้นนั้นก็คือเอี๊ยมของสตรี เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง “เหตุใดจึงมีเอี๊ยมของสตรีตากอยู่ที่นี่?”
เขาจ้องเอี๊ยมตัวนั้นครู่ต่อมาก็เบิกตากว้าง “หรือว่าเ้าเด็กนั่นจะพาสตรีมาบำเพ็ญเพียรคู่ที่นี่!”
เขาละมือจากเอี๊ยมตัวน้อยแล้วรีบเดินออกจากห้องนั้นอย่างไวยิ่งเ้าเด็กนั่นอายุเท่าไหร่กันเชียว ริบำเพ็ญเพียรคู่เสียแล้วรึ!
ตัวเขาอายุป่านนี้แล้วยังไม่เคยบำเพ็ญเพียรคู่กับสตรีเลยสักครั้งเ้าศิษย์ชั่วนั่นล้ำหน้าเขาไปแล้วรึ!
เขาเดินออกจากกระท่อมไปเพราะในกระท่อมไม่มีตำราอะไรเลย คาดว่าเ้าเด็กนั่นคงเอาตำราติดตัวไปด้วยกระมังเขาอยากดูตำราโอสถพิษศิลา เมื่อไม่มีตำราก็ไม่มีอะไรให้น่าดูน่ามองอีกเขาเดินกลับเรือนไผ่ไปนั่งจิบชา คิดๆ ว่าสตรีคนไหนกันที่แอบมามีสัมพันธ์กับเ้าศิษย์ชั่วโดยที่เขาไม่ระแคะระคายเื่ราวเลย?
ในสำนักก็มีศิษย์สตรีมากมายส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็ศิษย์ของอาจารย์หง เื่ศิษย์หนุ่มสาวคบหากันทางสำนักไม่ได้ห้ามปรามอะไรเหมือนอย่างสำนักเทียนเต๋าที่ฝึกบำเพ็ญเต๋าไร้รักศิษย์ที่เข้าสำนักเทียนเต๋าจะต้องผ่านการแช่สระน้ำ 3 สระ คือสระไร้โกรธ สระไร้โลภและสระไร้รัก หากใครไม่ผ่านการทดสอบ 3สระนี้ก็ไม่อาจเป็ศิษย์ของสำนักเทียนเต๋าได้
เลี่ยงจินกับเฉินมู่อิ๋งไปถึงตลาด ทั้งสองก็เดินดูสินค้าในตลาดไปเรื่อยๆ เฉินมู่อิ๋งเดินดูเฉยๆยังไม่มีเป้าหมายในการซื้อส่วนเลี่ยงจินเขามีหน้าที่ซื้อเครื่องเทศกลับไปให้อาจารย์ของเขาดังนั้นทุกครั้งที่ตลาดมาเปิดเขาจะต้องออกจากสำนักมาซื้อเครื่องเทศกลับไปหลังจากเลี่ยงจินซื้อเครื่องเทศเสร็จแล้วเขาก็ขี่กระบี่บินกลับสำนักไปส่วนเฉินมู่อิ๋งก็เดินเล่นอยู่ในตลาดไปเรื่อยๆ เขาเดินเข้าไปดูในกระโจมที่ขายโลหะส่วนใหญ่เป็แร่ดิบที่ขุดขึ้นมาได้ยังไม่ผ่านการหลอม คนที่รู้จักแร่ดิบเป็อย่างดีก็จะได้ประโยชน์มากหน่อยเพราะมองเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าแร่ก้อนนั้นเป็แร่โลหะชนิดใดส่วนคนที่ไม่รู้จักก็จะต้องถามพ่อค้าหรือไม่ก็ให้พ่อค้าเป็คนเลือกออกมา
เฉินมู่อิ๋งไม่ค่อยมีความรู้เื่แร่ดิบมากนักแต่เขาก็รู้จักชนิดของแร่ดิบอยู่หลายอย่างทีเดียวเช่น แร่ทอง แร่เงิน แร่เหล็ก เขามองๆ ไปทั่วๆ จนกระทั่งสะดุดตากับหินก้อนหนึ่งซึ่งเป็หินทรายหินก้อนนี้ถูกวางทิ้งไว้ไม่มีใครให้ความสนใจมันเลย พ่อค้าเดินโฉบเข้ามาทันใดรีบบอกว่า “เ้าหนู หินทรายก้อนนี้ไม่มีค่าอะไรหรอก เ้าดูอย่างอื่นเถอะดูท่าเ้าคงเป็ศิษย์สำนักหมื่นดารากระมัง ส่วนใหญ่ศิษย์ของอาจารย์หานก็จะมาซื้อแร่กับข้าเป็ประจำเ้าหน้าตาไม่คุ้นเลยคงเป็ศิษย์เข้าใหม่กระมัง?”
“อืม”เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า แล้วชี้ไปที่หินทรายก้อนนั้น “หินทรายก้อนนี้ท่านขายเท่าไหร่รึ?”
“เ้าจะเอาไปทำอะไรรึ?หากว่าจะเอาไปหลอมอาวุธหินทรายก้อนนี้ไม่มีประโยชน์หรอก” พ่อค้าถาม เฉินมู่อิ๋งตอบ“ข้าอยากได้เอาไปทำหินขัดตัวน่ะ”
“หือ?”พ่อค้าเลิกคิ้วขึ้น เฉินมู่อิ๋งก็ไม่พูดอะไรอีกเขาเห็นพ่อค้ายังคงมองจ้องจึงพูดว่า “ในสำนักมีศิษย์หญิงไม่น้อยหากข้าเอาหินทรายก้อนนี้ไปตัดทำหินขัดตัวขายให้พวกนางคงพอได้กำไรบ้างน่ะ”
“อ่อ มีหัวคิดดีนี่นาเ้าหนู”พ่อค้ายิ้มๆ แล้วบอกว่า “ข้าขายไม่แพงหรอก 5 หยกก็แล้วกัน”
“แพงเกินไปข้าให้แค่ 1 หยก ถ้าไม่ขายเดี๋ยวข้าไปเดินหาหินทรายแถวๆ ูเาก็ได้”เฉินมู่อิ๋งต่อรองแล้วทำท่าจะเดินจากไป พ่อค้ารีบยื่นมือขวาง “เอ้า ขายๆ”
เฉินมู่อิ๋งจึงหยิบหยกปราณฟ้าดินส่งให้พ่อค้า1 ก้อน แล้วเก็บหินทรายก้อนนั้นใส่ถุงฟ้าดิน จากนั้นเขาก็เดินไปดูแร่ดิบก้อนอื่นๆเขาดูๆ แล้วซื้อก้อนแร่เงินมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็เดินออกจากกระโจมไปเขาเดินไปเช่ากระโจมพักผ่อนตลอด 5 วัน แล้วก็เข้ากระโจมไปเมื่ออยู่ในกระโจมเขาก็เอาหินทรายก้อนนั้นย้ายไปเก็บไว้ในแหวนคุนเฉียนพ่อค้าคนนั้นไม่รู้หรอกว่าหินทรายก้อนนี้ข้างในมีเหล็ก 5 ธาตุ เขาเคยเห็นเหล็ก 5ธาตุจากตอนที่เฝ้ามองชีวิตของฮองเฮาหลิวแห่งแคว้นเสิ่นหยาง นางได้เหล็ก 5ธาตุมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง แล้วนางก็เอามาหลอมเป็กระบี่กับมีดสั้นอย่างละ 6 หรือ 7เล่มนี่แหละ เขาก็จำไม่ค่อยได้แล้ว นี่เรียกว่าเขาโชคดีจริงๆ ที่มาเจอเหล็ก 5ธาตุโดยบังเอิญ ซ้ำยังซื้อมาแค่ราคา 1 หยกเอง ถูกเหมือนได้เปล่าจริงๆ ฮี่ๆๆๆ
ส่วนแร่เงินพวกนั้นเขาซื้อมาก็เพราะคิดจะเอามาหลอมเป็มีดสั้นที่ใช้สำหรับรักษาคนเขามีมีดสั้นเงินชุดหนึ่งอยู่ในแหวนคุนเฉียน มีดสั้นชุดนี้ใช้ได้กับร่างกายมนุษย์แต่ใช้กับร่างเซียนไม่ได้เขาเคยลองใช้มีดสั้นชุดนั้นมาตัดแต่งเล็บตัวเอง ปรากฏว่ามีดคดงอทันที ยู่ราวกับกระดาษอย่างไรอย่างนั้นทำให้เขารู้ว่ามีดจากโลกมนุษย์ใช้กับร่างเซียนไม่ได้เลยร่างเซียนแข็งแกร่งเกินไป หากเขาต้องใช้มีดรักษาคนขึ้นมาทั้งมีดทั้งเข็มพวกนั้นใช้กับร่างเซียนไม่ได้ เขาต้องหลอมใหม่ให้เป็เครื่องมือหมอระดับเซียน
เขานอนเล่นอยู่ในกระโจมเอาตำราหลอมอาวุธของอาจารย์เฟยเทียนออกมาอ่านซ้ำอีกรอบ เขาอ่านไปเรื่อยๆ บางคราวก็สั่งอาหารมากินรอจนกว่าจะถึงวันที่ 4 จึงจะปลอมตัวไปพบผู้ดูแลตลาดแน่นอนว่าทางตลาดจะต้องจับตามองคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ ‘โอหยาง’เป็พิเศษ เขาไม่รีบใช้รูปลักษณ์นั้นออกไปเดินเตร็ดเตร่แน่
วันเวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 4 เฉินมู่อิ๋งจึงสวมหน้ากากแล้วสวมผ้าคลุมสีดำจากนั้นก็ออกจากกระโจมไปพบผู้ดูแลตลาด ทันทีที่องครักษ์หน้ากระโจมเห็น ‘โอหยาง’ ก็รีบผายมือเชิญ “เชิญคุณชายโอหยาง”
“อืม”เฉินมู่อิ๋งเดินเข้าไป ผู้ดูแลตลาดรีบลุกมาต้อนรับทันที “โอ!คุณชายมาเสียที”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 5 บาท 10 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ