จวนสกุลหยาง
วันนี้มู่หรงเซียวตื่นนอนช้ากว่าปกติเพราะคืนวานมัวแต่เพลิดเพลินเสียงกู่ฉินของเสี่ยวเหมยฮวาจนลืมเวลาว่าดึกดื่นเข้ายามโฉ่วจึงนอนหลับเต็มที่โดยไม่มีใครรบกวน
“…” หญิงสาวมองที่นอนข้างกายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำใจไม่ได้เสียทีว่าเวลานี้เขาไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว
มือเล็ก ๆ แตะที่นอนว่างเปล่าตรงหน้าแล้วกลิ้งไปมาอยู่หลายตลบ ยืดเหยียดแขนขาเต็มที่ จบลงด้วยการนอนแผ่หลา ดวงตาสีทับทิมมองเพดานพลางปลอบใจตัวเอง “มู่หรงเซียว ไม่เป็อันใดหรอก เดี๋ยวเ้าก็ชิน”
ั้แ่กลับมาที่จวน มู่หรงเซียวเพิ่งรู้ว่าหยางเสวี่ยเฟยสั่งให้สาวใช้จัดแจงข้าวของแยกห้องนอนไว้เรียบร้อย ทั้งยังไม่พูดคุยกับนางสักคำ ไม่แม้แต่จะมองหน้าราวกับลืมความสัมพันธ์ระหว่างกันไปทั้งหมดแล้วเริ่มดำเนินเนื้อเื่ไปตามเดิมเสียอย่างนั้น
ทว่า มู่หรงเซียวไม่คิดรั้งเขาเอาไว้เพราะรู้ว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด เื่ที่ผ่านมาเขายังลืมได้ ผูกพันกันไปเดี๋ยวเขาก็คงลืมอีกครั้งเพราะพระรองถูกเขียนให้มีนางเอกคนเดียวในใจ
“คุณหนู” เสียงเมิ่งเซียงดังมาจากทางหน้าประตู “รองแม่ทัพออกไปข้างนอกแล้วเ้าค่ะ”
“อืม” นางตอบรับพลางบิดี้เีอีกรอบหนึ่ง แล้วเตรียมตัวออกไปฝึกธนูเหมือนอย่างเคยแต่เพราะผู้คนรับรู้แล้วว่าฮูหยินร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถมีบุตรได้จึงต้องแอบออกไปราวกับทำความผิดไว้
ครั้งนั้นที่รู้ว่าหมอยาจะมาตรวจอาการ หญิงสาวให้เมิ่งเซียงเตรียมยาหลอกไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายที่แข็งแรงดีพลันอ่อนแอลงในทันทีจึงตบตาหมอยาได้อย่างง่ายดาย
“อืม… แปลกยิ่งนัก” หมอยาขมวดคิ้วเพราะก่อนหน้านี้เคยตรวจร่างกายนางแล้วครั้งหนึ่ง
ท่านหมอบอกให้รองแม่ทัพหยางเตรียมสมุนไพรให้นางดื่มทุกวันเพื่อบำรุงร่างกายและประคบประหงมเป็อย่างดี ทั้งยังให้กำลังใจบอกว่าสักวันหนึ่งร่างกายของฮูหยินจะกลับมาแข็งแรงได้เหมือนวันวาน
หยางเสวี่ยเฟยจึงสั่งสาวใช้ให้ทำตามคำแนะนำที่หมอบอกด้วยเหตุผลที่ว่า “คนในจวนเจ็บป่วย ต่อให้เป็บ่าวรับใช้หรือเชลย ข้าก็ต้องดูแล นับประสาอะไรกับฮูหยินพระราชทาน”
“อืม” นางเพียงพยักหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของเขา คิดในใจว่า เกลียดคำพูดเช่นนี้จริง ๆ จำเป็ต้องพูดออกมาด้วยหรือ
แม้ในใจนึกอยากโพล่งะโออกมาอย่างที่้าแต่คงทำไม่ได้เพราะนิสัยของมู่หรงเซียวผู้นั้นมักอดกลั้นเก็บความรู้สึกไว้เพียงลำพัง หากไม่หนักหนาเกินไป ไม่มีวันเอ่ยปากพูด
นับจากวันนั้นจึงได้รับสมุนไพรที่สาวใช้จัดเตรียมให้มาดื่มทุกเช้า เวลานี้ไม่ต้องกินว่านดาราโรยแล้วเพราะหยางเสวี่ยเฟยไม่ได้แตะต้องตัวนางอีก
อย่าว่าแต่ถูกเนื้อต้องตัวเลย ใบหน้านาง เขายังไม่อยากมอง เข้าใกล้เป็ต้องถอยหนีราวกับรังเกียจ จนบางครั้งเมิ่งเซียงต้องเป็คนห้ามไม่ให้เ้านายเผลอสบถคำผรุสวาทใส่เ้าของจวน
หญิงสาวได้แต่ถามตัวเองว่ามู่หรงเซียวในนิยายอดทนได้อย่างไรแต่ใครเล่าจะตอบนางได้ในเมื่อนางสวมร่างนี้อยู่ พลางคิดในใจว่า หยางเสวี่ยเฟย หากวันใดข้าไม่อยากอดทนกับเ้าแล้ว ข้าจะทำให้เ้าได้รู้ว่าอย่าริอาจยั่วโมโหข้าผู้นี้
วันนี้ก็เป็อีกวันที่มู่หรงเซียวคิดแอบหนีออกไปนอกจวนแต่ก่อนหน้านั้นต้องทำทีนั่งเล่นอยู่ในศาลา ปักลายผ้าตามประสาตบตาสาวใช้ของหยางเสวี่ยเฟยที่เป็ทั้งคนที่นำน้ำสมุนไพรมาให้นางดื่มเป็ประจำทุกเช้าและยังเป็คนที่เขาสั่งให้จับตามองอีกด้วยว่านางดื่มยาถ้วยนั้นจนเกลี้ยง
ครั้นสิ้นสุดกิจวัตรที่บังคับให้ทำก็ไม่มีผู้ใดสนใจนางอีก คราวนี้จึงถึงเวลาได้ออกไปโลดแล่นทำสิ่งที่ตนเอง้า
มู่หรงเซียวรีบวิ่งไปทางด้านหลังจวนทันที ที่ตรงนั้นมีบันไดไม้เล็ก ๆ ที่เสิ่นจื้อเหลียงเตรียมเอาไว้ให้นางหลบหนีโดยเฉพาะ แม้ในใจนึกกลัวหัวหน้าของตัวเองแต่อีกใจกลับอยากเรียนรู้วิชาธนูจากฮูหยินผู้เป็ศิษย์สายตรงของใต้เท้าหวัง ตำนานนักธนูมือทองของแคว้นฉินิที่เวลานี้ร่อนเร่พเนจรไปทั่วแคว้น
เมื่อปีนพ้นกำแพงจวนแล้ว ทั้งสามคนก็รีบไปยังที่ประจำในพริบตา ต่างคนต่างพากันถอนหายใจเหมือนทำภารกิจได้สำเร็จแล้วนั่งเล่นสักพักก่อนจะฝึกธนูด้วยความจริงจัง
ฉึก ฉึก ฉึก
ลูกศรปักที่เป้าอย่างแม่นยำทำเอามู่หรงเซียวเอ่ยปากชมลูกศิษย์ของตนเองแล้วบอกเขาว่าจะพาไปเลี้ยงที่หอราตรีเพราะได้ข่าวว่านักดนตรีสาวนามว่าเซียงเซียงผู้นั้นเดินทางมาถึงเยว่จวนเรียบร้อยแล้ว
“ฮูหยิน…” เ้าตัวเสียงอ่อยเพราะคืนนั้นต้องเข้าเวรเฝ้าประตูค่าย สีหน้าเศร้าสร้อยที่รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว
นางยิ้มกว้างปลอบใจเด็กหนุ่มแล้วพูดอีกว่า “ตุ๋นซี่โครงหมู อยากกินหรือไม่”
“ขอรับ” สายตาเสิ่นจื้อเหลียงเป็ประกาย หากไม่ได้ฟังเสียงกู่ฉินอย่างน้อยลิ้มรสอาหารฝีมือฮูหยินก็พอจะทดแทนกันได้อยู่จึงพยักหน้าตอบทันควัน
หลังจากฝึกหนักเสร็จแล้วก็นั่งเล่น ทานของว่างที่เตรียมมาพลางพูดคุยเื่สภาพฟ้าฝนและร้านอาหารที่เพิ่งเปิดใหม่ในตรอกเล็ก ๆ หญิงสาวมองคนทั้งสองแล้วยิ้มกว้าง ความสุขอบอวลเปี่ยมล้นจนไม่รู้สึกเลยว่าชีวิตขาดสิ่งใดไป
เมื่อกลับมาถึงจวนก็ต้องหุบยิ้มทันที รู้แล้วว่าถูกคนตรงหน้าจับได้จึงทำทีสงบเสงี่ยม
“ร่างกายไม่แข็งแรงแต่ยังแอบหนีไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่รู้หรือว่าหากถูกจับได้ต้องโดนลงโทษด้วยหวาย” รองแม่ทัพหยางพูดเสียงเรียบ แววตาดูเ็า
“วันนี้ถูกเ้าจับได้เสียแล้ว จะฟ้องสวีกงกงก็ตามใจเพราะถึงอย่างไรข้าก็เคยถูกลงโทษเพราะเ้ามาก่อนอยู่แล้ว โดนอีกสักครั้งจะเป็อันใดไป” นางโต้กลับ ดวงตาสีทับทิมจ้องคนตรงหน้าแล้วมองราชโองการในมือรู้ทันทีว่าเขาจะพูดเื่ใดต่อ
อันที่จริงแล้วนางเห็นสัญญาณว่าวันนี้สวีกงกงจะมาที่จวนรองแม่ทัพเพื่อแจ้งราชโองการที่ฮ่องเต้มีพระประสงค์ให้รองแม่ทัพหยางแต่งงานกับเหออันเหลียนตามคำรบเร้าของเหอกุ้ยเฟยผู้เป็ญาติของนาง
นอกจากจะเป็การทำตามใจกุ้ยเฟยที่โปรดปรานแล้วยังเป็การสร้างความขุ่นเคืองใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้หวังฮองเฮาที่แสนชังอีกด้วยเพราะคนสกุลมู่อยู่ในความดูแลของนาง
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเพราะบุตรสาวของขุนนางชั้นสูงสองตระกูลกำลังกลายเป็ตัวประกันให้รองแม่ทัพหยางที่เป็คนของเขาจับตาดู
“ฝ่าามีราชโองการเื่การแต่งงานของข้ากับเหออันเหลียน” เขาพูดออกมาด้วยสีหน้ายากจะคาดเดาความรู้สึก หากแต่มือข้างนั้นกำราชโองการไว้แน่นจนเส้นเืที่มือปูดขึ้น เ้าตัวยืนนิ่งราวกับรอฟังสิ่งที่ฮูหยินจะพูด
“เช่นนั้นหรอกหรือ” นางไม่รู้สึกรู้สาอันใดแล้วบอกผู้เป็สามีว่าจะจัดการงานแต่งให้เรียบร้อย “เ้ามีเื่ใดอีกหรือไม่”
“…” หยางเสวี่ยเฟยไม่พูด แววตามีความนัยซ่อนอยู่
“เช่นนั้นข้าขอตัว” เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบจึงไม่จำเป็ต้องอยู่เผชิญหน้า มู่หรงเซียวกลับเรือนของตัวเองในทันที ก่อนจะบอกให้เมิ่งเซียงเตรียมน้ำอาบแล้วลงไปแช่เพื่อผ่อนคลายความคิดและความรู้สึกของตัวเอง
นางเงยหน้าขึ้นมองเพดาน ปิดเปลือกตาแล้วปล่อยใจไปกับความเงียบสงบหลงอยู่ในภวังค์ไปชั่วครู่พลันััได้ว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองอยู่จึงรีบสะบัดข้อมือจัดการก่อนลืมตาในทันใด
มือหนาคว้าหมับ ใบหน้าห่างกันเพียงคืบเกือบเผลอโพล่งคำผรุสวาทจึงได้เห็นว่า “หยางเสวี่ยเฟย ปล่อยมือข้า”
“...”
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ปล่อยจึงใช้มืออีกข้างวักน้ำสาดใส่ใบหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก นางรู้สึกว่านั่งเงยหน้ามองเขาเช่นนี้เสียเปรียบไม่น้อยจึงลุกขึ้นยืนแล้วหันไปเผชิญหน้า
ร่างกายบอบบางเปลือยเปล่าแดงระเรื่อเพราะเพิ่งแช่น้ำอุ่น ผิวขาวต้องแสงนวลอาจทำให้ใครบางคนหลงใหล
“อย่ามายั่วยวนข้า”
มู่หรงเซียวนิ่วหน้าที่ได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม รู้สึกหมั่นไส้ไม่น้อย พยายามสะบัดมือข้างนั้นหนีแต่เขาไม่ยอมปล่อยจึงยิ้มมุมปากแล้วคิดว่าคนที่เกลียดตัวเองคงผละออกทันทีที่นางทำเช่นนั้น
หญิงสาวเขย่งเท้าโอบคอคนตรงหน้าเอาไว้ ขยับร่างบางใกล้ชิดจนยอดปทุมเปลือยเปล่าบดเบียดแผ่นอกกว้างของชายหนุ่ม ใบหน้าโน้มเข้าหาเอียงเล็กน้อยจนริมฝีปากเฉียดกัน พลันเคลื่อนใบหน้าไปข้าง ๆ ลมหายใจร้อนััใบหูหยางเสวี่ยเฟย
เสียงเอ่ยกระซิบวาบหวาม “ยั่วยวนต้องทำเช่นนี้ต่างหาก”
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่ามายั่วยวนข้า” เขาพูดเสียงเข้มแต่ร่างกายยังไม่ถอยหนีไปไหนจนมู่หรงเซียวรู้สึกว่าแปลกพิลึก
ร่างกายเปลือยเปล่าต้องสายลมเย็นจึงสั่นระริกเล็กน้อย นึกอยากรีบไปจากที่ตรงนี้ “เ้า้าสิ่งใดก็รีบบอกมาเถิดหรือว่าไม่ขยับหนีจากข้าเพราะหวังให้ร่างกายเราสองประสานแแ่ทั้งคืนอย่างนั้นหรือ”
“ไม่มีทาง” ชายหนุ่มปฏิเสธแล้วปล่อยมือ ถอยหลังหนึ่งก้าว “ข้าเพียงแค่มาบอกว่างานแต่งครั้งนี้เ้าต้องจัดการให้ดี อย่าให้เสียชื่อสกุลหยางเป็อันขาด”
“เหตุใดจึงพูดเื่ที่ข้ารู้อยู่แล้วเล่า” รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้างาม “ไม่ว่าเ้าต้องแต่งกับผู้ใด ข้าย่อมทำหน้าที่ฮูหยินให้ดีอยู่แล้ว รองแม่ทัพหยางอยากมีฮูหยินรอง ฮูหยินสามหรืออนุภรรยา…”
“รู้เช่นนั้นก็เตรียมรับมือให้ดีเถิด” เขาพูดกระแทกเสียงแต่เพียงเท่านั้นแล้วหันหลังเดินออกไป ทิ้งหญิงสาวยืนงงอยู่คนเดียว
แปลกคนนัก เหตุใดต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงปานนั้น จะว่าโกรธเพราะต้องแต่งงานก็ไม่ใช่ ตอนที่ต้องแต่งกับข้าไม่ได้แสดงออกเช่นนี้ สายตาที่มองมาเหมือนโกรธข้าชัด ๆ เ้าต้องจากไปอย่างไม่แยแสสิ เหตุใดทำตัวราวกับรอข้าไปง้อเสียอย่างนั้น