เห็นซู่เสวี่ยที่มีท่าทางแปลกๆ ซิ่วอิ๋งตัดสินใจจะคอยจับตาชุยอี๋เหนียงไว้บ้าง ไม่รู้ว่าของในถุงนั่นคืออะไร
นางจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอยู่หลังพุ่มไม้รอให้รอยแดงที่อยู่บนใบหน้าจางลงส่วนหนึ่ง ซิ่วอิ๋งถึงจะพาผิงเอ๋อร์กลับไป
พวกเสิ่นซิ่วหว่านเลิกวิ่งไล่จับผีเสื้อแล้ว พวกนางจับมาได้ไม่น้อยเลย
เห็นซิ่วอิ๋งเดินมานวยนาดมา เสิ่นซิ่วหว่านดีใจมากรีบนำถุงตาข่ายมาให้นางดู โอ้อวดความสำเร็จของตน ผีเสื้อสีสันสดใสทั้งนั้น งดงามจริงๆ ซิ่วอิ๋งลูบศีรษะลูกพี่ลูกน้องที่เตี้ยกว่านางเพียงครึ่งศีรษะเป็การชมเชย ผิงเอ๋อร์ที่ดูอยู่อีกด้านหนึ่ง รู้สึกว่าฉากทั้งหมดนี้ดูแปลกๆ
“พี่หญิงใหญ่ ข้าแอบบอกท่าน ที่พี่สาวตระกูลิ่ไม่เดินใกล้กับพวกเรา เป็เพราะว่าฐานะของพวกเรากับนางเท่าเทียมกัน ทำให้นางโอ้อวดฐานะที่สูงกว่าไม่ได้”
จู่ๆ เสิ่นซิ่วหว่านกระซิบข้างหูของซิ่วอิ๋งด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
ซิ่วอิ๋งตะลึงงัน ลูบใบหน้าเรียวเล็กของนาง “เ้าพูดเหลวไหลอะไรน่ะ”
“ไม่ได้เหลวไหลนะ” ใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยจริงจัง “พี่สาวตระกูลเฉินเป็คนบอกข้า นางก็ไม่เข้าใกล้พี่สาวตระกูลเฉินเช่นกัน ท่านดู รอบตัวนางล้วนเป็บุตรที่เกิดจากอนุ นอกจากนี้...ข้ายังได้ยินอีกว่า”
ยังจะมีอีกหรือ
หางตาของซิ่วอิ๋งโก่งขึ้น น้องสาวร่วมสกุลคนนี้เป็สายสืบหรือ นางรู้เื่ซุบซิบเหล่านี้ได้อย่างไร
เสิ่นซิ่วหว่านคงไม่รู้หรอกว่ากำลังถูกพี่สาวร่วมสกุลเอ่ยถึงอยู่ “บ้านใหญ่ของตระกูลิ่เดี๋ยวต้องย้ายไปเมืองหลวงแล้ว เมื่อถึงเมืองหลวงแล้ว คาดว่านางอาจจะต้องอยู่ร่วมกับพวกบุตรสาวสายรอง นี่เป็พี่สาวเลี่ยวที่บอก บอกว่าในเมืองหลวงมีคุณหนูตระกูลผู้ดีเยอะ พวกนางไม่ชอบเล่นกับคุณหนูที่ย้ายไป พวกนางนิสัยเย่อหยิ่งยิ่ง”
พูดจบก็ราวกับได้ระบายความอัดอั้น
ซิ่วอิ๋งไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี แต่ว่าความอบอุ่นและเ็าของคนเมืองหลวง นางรู้ดี ถึงแม้จะไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็เช่นนั้น
“คำพูดเหล่านี้เ้าพูดกับข้าก็พอแล้ว อย่าไปพูดกับผู้อื่นไปทั่ว ผู้อื่นจะเกลียดเ้าได้” ซิ่วอิ๋งคิดดูแล้ว รู้สึกว่าอย่างไรก็ต้องตักเตือนสักประโยค
ใบหน้าของเสิ่นซิ่วหว่านแสดงออกว่าตนไม่ได้โง่ เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิ “นี่ ผู้อื่นอยากจะฟังข้ายังไม่พูดเลย ข้าแน่นอนว่าพูดแค่กับพี่หญิงใหญ่เท่านั้น”
ซิ่วอิ๋งยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อย แต่นางรู้ว่านิสัยของน้องสาวร่วมสกุลผู้นี้ยากจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะว่าเมื่อพวกนางทั้งคู่ออกจากห้องมาแล้ว นางก็ยังมาพูดคุยนินทากับตนตลอด
ด้านเรือนคังหนิงก็คุยกันเื่ที่บ้านใหญ่ของตระกูลิ่ต้องย้ายไปเมืองหลวง
เมื่อก่อนตระกูลิ่เคยมีคนได้เป็เก๋อเหล่า ที่เมืองหลวงจึงมีจวนหรูหราขนาดใหญ่จวนหนึ่ง ภายหลังเก๋อเหล่าผู้นั้นไม่รู้ทำไมถึงลาออกจากตำแหน่งแล้วขายจวนที่เมืองหลวงกลับมายังบ้านเกิดที่เมืองหย่งผิง สองชั่วอายุคนผ่านไปปัจจุบันมีเพียงนายท่านใหญ่แห่งบ้านใหญ่ตระกูลิ่ที่ได้เป็ขุนนางในเมืองหลวงอีกครั้ง การย้ายไปเมืองหลวงครั้งนี้ บางทีนี้อาจเป็การส่งสัญญาณที่ตระกูลิ่จะฟื้นขึ้นมา
สตรีที่นั่งอยู่ฟังแล้วมีความคิดต่างกันออกไป แต่ล้วนพูดแสดงความยินดีกับิ่ฮูหยิน ทั้งบางคนยังนัดหมายิ่ฮูหยินมาพูดคุยสนทนากันในวันหลัง ิ่ฮูหยินถูกรุมล้อมเอาอกเอาใจ ผู้คนพากันใช้ข้ออ้างต่างๆ นานา เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับนาง
อย่างไรก็ล้วนเป็ตระกูลขุนนาง หากในอนาคตมีเื่อะไรจะไหว้วานขอร้อง การเป็มิตรกันก็จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
ิ่ฮูหยินตอบรับด้วยความยินดี
พอถึงตอน่กลางวันที่ต้องเข้าสู่ที่นั่งเพื่อรับประทานอาหาร ซิ่วอิ๋งและเด็กๆ วัยเยาว์ทั้งหลายก็ถูกเรียกให้กลับมา ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นอาศัย่เปลี่ยนเสื้อผ้าแอบเรียกเฟิงซื่อเข้าไปหา
นางให้สาวใช้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ ส่องกระจก รู้สึกว่าพร้อมแล้วถึงจะเอ่ยกับเฟิงซื่อ “สะใภ้ใหญ่ เ้าคิดว่าพวกเราต้องพยายามใกล้ชิดกับตระกูลิ่ให้มากขึ้นหรือไม่”
เฟิงซื่อยิ้มเล็กน้อยปักปิ่นหยกขาวให้นาง “สะใภ้ว่าไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้น แบบนั้นโจ่งแจ้งเกินไปทั้งยังดูไม่ดี รอให้ถึงตอนใต้เท้าิ่ออกเดินทาง ค่อยให้นายท่านมอบค่าเดินทางพิเศษให้ส่วนหนึ่ง ทำเช่นนี้ผู้อื่นจึงจะจดจำเราได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นฟังดังนั้นสายตาเปล่งประกาย ดึงมือของเฟิงซื่อเข้ามาตบเบาๆ “นี่เป็เหตุผลว่าทำไมเื่การจัดการดูแลจวนถึงต้องพึ่งเ้า...”
เฟิงซื่อที่ได้รับคำชมก็เพียงแค่ยิ้ม แล้วชักมือกลับมาจัดชุดนิ่งๆ ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นรู้ว่าแท้จริงแล้ว ในใจเฟิงซื่อไม่ค่อยสนิทสนมกับตนเท่าไหร่ แต่เื่นี้จะโทษเฟิงซื่อก็ไม่ได้ อย่างไรเื่ตอนนั้นก็เป็นายท่านใหญ่ที่ผิด อีกทั้งตอนนี้นายท่านใหญ่ก็ยังต้องพึ่งนางอยู่
บ้านเดิมของเฟิงซื่อกับเื่ในครานั้น ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคิดแล้วก็ถอนหายใจยาว ไม่รู้ว่าเื่นี้จริงๆ แล้วเป็เพราะโชคชะตาหรืออไรกันแน่
ตอนที่ซิ่วอิ๋งนั่งลงตรงโต๊ะของตนก็เห็นเฟิงซื่อประคองฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเข้ามา นางเห็นว่ามีผู้คนมากมายไม่เหมาะจะคุยเื่ชุยอี๋เหนียงจึงนั่งต่อไป
พวกเด็กๆ เข้ามานั่งที่โต๊ะหมดแล้ว ด้านซ้ายของซิ่วอิ๋งเป็เสิ่นซิ่วหว่าน ด้านขวาเป็คุณหนูรองตระกูลเฉิน เสิ่นซิ่วหว่านนั้นไม่ค่อยอยู่นิ่งเท่าไหร่นัก บางครั้งก็ชะโงกหน้าคุยกับคุณหนูรองตระกูลเฉิน ซิ่วอิ๋วฟังดูก็เป็เื่นินทาผู้อื่นอีกแล้ว นางไม่มีอะไรจะพูด
เมื่อพวกผู้ใหญ่ขยับตะเกียบ ก็ถือว่าเป็สัญญาณเริ่มกินข้าว เสิ่นซิ่วหว่านจึงอยู่นิ่งได้ในที่สุด
ซิ่วอิ๋งพึ่งกินไปได้สองคำ พลันได้ยินเสียงกรีดร้อง จากนั้นก็เป็เสียงถ้วยและช้อนร่วงลงบนพื้น ทั่วทั้งห้องโถงเงียบงันไปชั่วขณะหนึ่ง
เสิ่นซิ่วเหลียนไม่รู้ว่ากระแทกกับคุณหนูใหญ่ตระกูลิ่อย่างไร จึงทำน้ำแกงที่อยู่บนโต๊ะหกเปื้อนตัวนาง
คุณหนูใหญ่ตระกูลิ่หน้าซีดลุกขึ้นยืน กระโปรงใหม่เอี่ยมของนางตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำแกง ดูแล้วขายหน้าไม่น้อย เสิ่นซิ่วเหลียนเมื่อทำอะไรไม่ถูกขอบตาก็เริ่มแดง
ซิ่วอิ๋งมองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ดีแน่ ิ่ฮูหยินมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งขรึม เสิ่นซิ่วเหลียนเป็แบบนี้ ผู้ไม่รู้ยังจะคิดว่าผู้ที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมคือนาง
“พี่สาวิ่ ท่านไม่โดนลวกใช่หรือไม่” ซิ่วอิ๋งเดินไปด้านหน้าคุณหนูใหญ่ตระกูลิ่ นำเอาผ้าที่เหน็บอยู่ที่เอวมาเช็ดให้นาง จากนั้นกวาดสายตาไปยังพวกสาวใช้ที่ยังอึ้งตะลึงกันอยู่ “ยืนนิ่งอยู่ทำไม ยังไม่รีบมาช่วยอีก”
เฟิงซื่อมองบุตรสาวด้วยความชื่นชม ผู้มาเยือนเป็แขก ทั้งยังเป็ฝั่งพวกนางเองที่ไม่ระวัง แน่นอนว่าต้องไปปลอบโยนคน นึกไม่ถึงเลยว่าบุตรสาวสายรองจะตาแดงก่อน แสดงท่าทีราวไม่ได้รับความเป็ธรรม ไม่รู้จักขออภัย สมแล้วที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยอี๋เหนียง ไม่สามารถออกหน้าออกตาได้จริงๆ
เฟิงซื่อเองก็ออกมาแสดงความห่วงใย “รีบไปที่ห้องด้านข้างเถิดจะได้ดูว่าลวกหรือไม่ เหยาเหย่า เ้าช่วยดูแลให้ดี”
สีหน้าของิ่ฮูหยินดีขึ้นมาเล็กน้อย คุณหนูใหญ่ตระกูลิ่หน้าค่อนข้างแดง ก่อนออกไปนางจ้องไปยังเสิ่นซิ่วเหลียนที่อยากร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก
ถึงแม้จะซึมเข้าไปในกระโปรงแล้ว แต่ยังซึมเข้าไปไม่ถึงด้านใน นับว่ายังโชคดีที่ไม่ถึงกับต้องเปลี่ยนชุดตัวใน หลังจากที่สาวใช้ของคุณหนูใหญ่ตระกูลิ่ตรวจดูอย่างระมัดระวังก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วเอ่ยบอกกับซิ่วอิ๋งที่รออยู่ด้านนอกฉากบังลมบอกว่าคุณหนูของนางไม่เป็อะไร ซิ่วอิ๋งจึงโล่งใจ
ตระกูลิ่ตอนนี้กำลังก้าวหน้า และตระกูลของนางภายหน้าอาจต้องย้ายเข้าเมืองหลวง ดังนั้นหากทั้งสองตระกูลต้องผิดใจกันเพราะเื่นี้ เช่นนั้นคงได้ไม่คุ้มเสียแล้ว
ถึงแม้ซิ่วอิ๋งจะเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน แต่ก็เคยเป็ฮูหยินตราตั้งขั้นสี่ ทั้งเฟิงซื่อยังชอบสอนนางเกี่ยวกับเื่ในแวดวงขุนนางเป็พิเศษ ดังนั้นกับเื่การเมืองนางจึงมีััที่ไวเป็พิเศษ แต่จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดมารดาของตนจึงรู้เื่ในเมืองหลวงดีนัก ขอเพียงเป็ตระกูลชนชั้นสูง มารดาล้วนบอกได้หมด ในความทรงจำของนางมารดาไม่เคยไปเมืองหลวง นางเคยคิดว่า บางทีบ้านเดิมของมารดาที่ไม่เคยเอ่ยถึงกับเมืองหลวงอาจมีความเกี่ยวข้องกัน
มีเพียงเื่นี้เท่านั้นที่สุดท้ายแล้วนางก็ไม่มีโอกาสได้ถามมารดา
คุณหนูใหญ่ตระกูลิ่เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกมาจากหลังฉากบังลม ความคิดของซิ่วอิ๋งค่อนข้างล่องลอย คุณหนูใหญ่ตระกูลิ่ต้องะโเรียกสติของนางถึงกลับมา นางส่งยิ้มขออภัยไปให้คุณหนูใหญ่ิ่อย่างขออภัยเล็กน้อย “พี่สาวิ่เปลี่ยนชุดแล้ว ชุดนี้ยังงามกว่าชุดเมื่อครู่เสียอีก พี่สาวิ่ท่านสูงมากเลย ท่านโตกว่าข้าเพียงปีเดียว แต่รูปร่างกลับดูดีถึงเพียงนี้”
เพื่อรักษาความสัมพันธ์ ซิ่วอิ๋งจำต้องใช้น้ำเสียงของเด็กอายุแปดปีประจบประแจงคุณหนูใหญ่ตระกูลิ่ ยกยอนางเสียหน่อย
คุณหนูใหญ่ตระกูลิ่ที่ถูกนางชมจนหน้าแดงเผยรอยยิ้มหวาน หัวใจของซิ่วอิ๋งจึงค่อยกลับมาอยู่ที่เดิม
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d