ตอนที่ 19 คาดไม่ถึง
ตอนที่ 19 คาดไม่ถึงหลังจากที่วางสายโทรศัพท์ไป สายตาของหวังจวนก็วกกลับมา แล้วมองที่หวังซินและถามว่า:“ลูก ใครโทรศัพท์มา?” “เอิ่ม พ่อแม่ไม่รู้จักหรอกครับ เขาโทรมาหาผมน่ะ”เมื่อเห็นว่าหวังซินไม่ยอมบอกรายละเอียด หวังจวนจึงมองหวังซินด้วยสายตาที่ตำหนิเล็กน้อย แล้วพูดว่า:“ลูก ตอนนี้อายุลูกยังน้อย จะต้องตั้งใจเรียนหนังสือถึงจะถูกนะ อย่ารีบไปมีความรักก่อนวัยอันควรเด็ดขาดเชียวล่ะ” “เอิ่ม ……” เมื่อได้ยินคำพูดของแม่ หวังซินก็ไม่มีคำไหนที่จะปฏิเสธได้เนื้อหาที่สนทนาเมื่อสักครู่นี้ออกจะชัดเจนขนาดนั้น แม่คิดได้อย่างไรกันถึงได้เอาตัวเขาเองไปเชื่อมโยงกับเรื่องการมีความรักก่อนวัยน่ะ?“แม่ครับ แม่พูดอะไรน่ะ ผมจะไปมีความรักก่อนวัยได้ยังไงกันล่ะครับ” หวังซินส่ายหัวเบา ๆ หลังจากนั้นจึงกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องของตัวเองไม่กี่วันหลังจากนั้น หวังซินก็ตื่นไปโรงเรียนตามปกติซึ่งหลังจากนั้นไปสามวัน ภายในโรงเรียน เนื่องจากว่าไม่กี่วันมานี้มีการแบ่งสายวิชา ตอนนี้ในเกือบจะทุกที่ล้วนเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าที่กำลังปรึกษากันว่าจะเลือกเรียนสายวิชาอะไรหวังซินส่ายหัวไปมาอย่างจนปัญญา และเพิ่งจะมาถึงที่นั่งของตัวเอง หัวหน้าห้องก็สอบถามหวังซินว่า :“หวังซิน นายเลือกสายวิชาอะไร?เวลาผ่านไปหนึ่งคืน น่าจะคิดได้แล้วมั้ง?ถ้าเลือกได้แล้ว วันนี้ก็สามารถแบ่งห้องเรียนใหม่ได้เลย”“หัวหน้าห้อง เราคิดได้แล้ว อีกสักครู่เธอก็จะรู้เอง”หวังซินแสยะยิ้ม และไม่ได้บอกหัวหน้าห้องเมื่อหัวหน้าห้องเห็นว่าหวังซินไม่พูด เธอก็ไม่ถามต่อ ก็แค่ความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ซึ่งมีหลายครั้งมากที่ในสายตาของเธอมัวแต่มองหวังซินเมื่อเสียงกริ่งของคาบแรกดังขึ้น คุณครูประจำชั้นก็เข้ามาในห้องเรียน ในมือของเธอถือใบรายชื่อมาหนึ่งชุด ซึ่งนั่นก็คือรายชื่อที่ก่อนหน้านี้หัวหน้าห้องได้รวบรวมไว้ในขณะที่คุณครูประจำชั้นถือใบรายชื่ออยุ่ ก็มองไปที่หวังซิน แล้วค่อย ๆ ขมวดคิ้ว โดยที่จะหาเด็กหนุ่มที่ปกติชอบโดดเรียนแล้วยังไม่ให้ความร่วมมือกับงานของหัวหน้าห้อง นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้เลือกสายวิชาที่ตัวเองจะเรียน“หวังซิน ตอนนี้ระหว่างสายศิลป์กับสายวิทย์ นายเตรียมจะเลือกสายวิชาอะไร?” เมื่อเข้ามาในห้องเรียน พวกเพื่อนนักเรียนก็ได้ยินสิ่งที่คุณครูประจำชั้นถาม ซึ่งก็ต่างพากันจับจองไปที่หวังซินด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็นเพราะว่าโดยปกติแล้วหวังซินจะทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น หลายคนจึงอยากจะดูว่าแท้จริงแล้วเขาจะเลือกอย่างไร“สายศิลป์ละกันครับ”ครั้งนี้หวังซินตอบได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อเสียงเบาลง สีหน้าของคุณครูประจำชั้นก็เต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แม้ว่าหวังซินจะชอบทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น แต่ก็นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าขนาดเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของตัวเองนั้น เขาก็จะเลือกแบบนี้“หวังซิน เธอคงไม่ได้พูดผิดใช่ไหม?”คุณครูประจำชั้นถามด้วยความไม่แน่ใจเล็กน้อย“คุณครูครับ ผมแน่ใจว่าผมเลือกสายศิลป์ครับ”คำตอบของหวังซินในครั้งนี้ ทำให้ในห้องเรียนเกิดความโกลาหลทุกคนต่างก็นึกไม่ถึง ว่าแท้จริงแล้วเขาจะเลือกแบบนี้หัวหน้าห้องก็มองหวังซินด้วยสีหน้าที่ไม่น่าเชื่อ ซึ่งนึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่มักจะครองสามอันดับแรกในด้านวิทยาศาสตร์ของชั้นเรียน กลับละทิ้งในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วไปเลือกส่วนที่แย่ที่สุดของตัวเอง“หวังซิน ในด้านวิทยาศาสตร์เธอค่อนข้างถนัด หากเลือกสายวิทย์ล่ะก็ จะมีประโยชน์ต่อการเรียนของเธอมากเลย ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกสายศิลป์เลย พัฒนาจุดเด่นแล้วทิ้งจุดด้อยจึงเป็นสิ่งที่เธอควรจะทำตอนนี้นะ” คำพูดเกลี้ยกล่อมของคุณครูประจำชั้น ที่หวังซินไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย“คุณครูครับ ผมรู้ว่าผมควรจะเลือกยังไง ในด้านวิทยาศาสตร์แน่นอนว่าผมไม่มีปัญหาครับ แต่ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่ว่าจะสอบแค่ด้านวิทยศาสตร์และศิลปะศาสตร์เท่านั้น ด้านศิลปะศาสตร์ที่ผมไม่ถนัด ก็ย่อมต้องเลือกสายศิลป์ โดยที่ผมสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้อีกหน่อย เมื่อถึงเวลานั้นการสอบด้านศิลปศาสตร์ก็จะได้ดูไม่แย่จนเกินไปนี่ครับ!”คำพูดเหล่านี้ของหวังซิน ทำให้คุณครูประจำชั้นเงียบไปชั่วขณะแล้วหลังจากนั้นเธอจึงมองไปที่หวังซินพร้อมกับพยักหน้า และพูดว่า:“เอาล่ะ ครูเคารพการเลือกของเธอ”หลังจากนั้นคุณครูประจำชั้นก็เอาชื่อของหวังซินกรอกลงไปในแบบฟอร์มสายศิลป์ใบนั้น ต่อจากนั้นจึงเริ่มยืนยันข้อมูลนักเรียน และหลังจากที่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว ก็ออกจากห้องเรียนไปคุณครูประจำชั้นที่เพิ่งจะออกไป เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ของหวังซินก็ใช้สายตามองมาที่หวังซินแล้วถามว่า:“วิทยาศาสตร์ไม่ใช่จุดแข็งของนายหรอกเหรอ? ทำไมนายถึงยังเลือกสายศิลป์ล่ะ?”“ความรู้ไม่ได้แบ่งสาขาวิชา ไม่มีสายศิลป์สายวิทย์อะไรทั้งนั้น ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ได้แบ่งอย่างนี้ ทำไมอยู่ชั้นมัธยมถึงได้แบ่งอันนี้กันล่ะ ด้านศิลปะศาสตร์ของเราแย่ แน่นอนว่าเราก็ย่อมต้องเลือกสายศิลป์ มันก็เหมือนกับการเอาข้อดีมาชดเชยข้อด้อยนั่นแหละ”เมื่อได้ยินคำอธิบายที่ฟังไม่ขึ้นของหวังซิน หัวหน้าห้องก็หาสิ่งผิดปกติอะไรไม่เจอ ก็แค่เสียดายการเลือกของหวังซินเล็กน้อยหลังจากนั้นสิบนาที คุณครูก็กลับมาอีกครั้ง โดยให้นักเรียนทุกชั้นปีเริ่มออกไปรวมตัวกันที่นอกห้องเรียน แล้วหลังจากจึงเริ่มทำการแบ่งห้องตามสายวิชานักเรียนสายศิลป์กับนักเรียนสายศิลป์อยู่ด้วยกัน นักเรียนสายวิทย์กับนักเรียนสายวิทย์อยู่ด้วยกัน แต่ไม่นานก็ค้นพบความเศร้าใจของนักเรียนสายวิทย์นั่นก็คือนักเรียนหญิงที่เลือกเรียนสายวิทย์ความจริงแล้วมีน้อยมาก ต่อให้นับว่ามี แต่รูปร่างหน้าตาก็ไม่ค่อยเท่าไหร่มองกลับมาทางสายศิลป์ ที่เป็นนักเรียนหญิงเกือบจะทั้งหมด นักเรียนชายกลับเป็นสิ่งที่มีน้อยหวังซินลูบจมูกของตัวเองพร้อมกับพูดไม่ออกเล็กน้อย ซึ่งคิดไม่ถึงเลยว่าสายศิลป์จะมีของดีแบบนี้ หลังจากนี้ไม่ว่าจะถูกแบ่งไปอยู่ห้องไหน ไม่ว่ายังไงดวงของตัวเองก็จะถูกห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนนักเรียนหญิง“นี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ชดเชยให้ฉันหลังจากที่เลือกใช่ไหม?”หวังซินยิ้มให้ตัวเองในใจหลังจากที่แบ่งสายวิชาที่เรียนเรียบร้อยแล้ว นักเรียนทั้งหมดก็กลับไปที่ชั้นเรียนเดิมเพื่อหยิบกระเป๋าหนังสือและหนังสือเรียนของตัวเอง สิ่งที่บังเอิญก็คือเมื่อหวังซินมาถึงชั้นเรียนใหม่ ก็คาดไม่ถึงว่าเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ยังจะเป็นหัวหน้าห้องคนเดิมสำหรับหัวหน้าห้องคนนี้ หลังจากที่ได้กลับมาเกิดใหม่ หวังซินก็ไม่เคยให้ความสนใจสักเท่าไหร่แต่ทักษะสำนวนการเขียนของหัวหน้าห้องคนนี้ยอดเยี่ยมมาก ทุกครั้งที่เขียนบทความจะมีเกือบทั้งหมดที่ถูกเลือกเอาไปเป็นบทความตัวอย่าง หวังซินไม่รู้เรื่องพวกนี้ ในทางกลับกันคือครั้งนี้ใบหน้าที่ยิ้มยากของหัวหน้ากลับมีรอยยิ้มขึ้นมา พร้อมพูดกับหวังซินว่า:“หวังซิน นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากที่แบ่งสายวิชาแล้ว พวกเรายังจะเป็นเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ กันอีก”“เหอะเหอะ งั้นวันหลังปัญหาเกี่ยวกับด้านศิลปะศาสตร์เราก็ต้องรบกวนหัวหน้าเยอะ ๆ แล้วล่ะ”หัวหน้าห้องยิ้มพร้อมกับพยักหน้า รอยยิ้มบนใบหน้ามาพร้อมกับกลิ่นอายความใสซื่อบริสุทธิ์ ที่ดูแล้วทำให้รู้สึกน่าหลงใหลมาก“ต่อจากนี้ไปก็ไม่ต้องเรียกเราว่าหัวหน้าห้องแล้วนะ หลังจากที่เราออกจากชั้นเรียนมาแล้ว ก็ไม่ใช่หัวหน้าห้องอีกแล้ว นายเรียกชื่อของเราเอาแล้วกันนะ”ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มหวาน ๆ ของหัวหน้าห้อง ดูแล้วเป็นรอยยิ้มเจิดจ้าที่ทำให้คนหลงใหลเหมือนแสงอาทิตย์ หวังซินจึงอดไม่ได้ที่จะมองถึงสองครั้ง หลังจากนั้นจึงพูดด้วยท่าทีที่เก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อยว่า:“เพื่อนร่วมโต๊ะ เรายังไม่รู้จักชื่อของเธอเลยนะ!”ตอนที่หวังซินถามประโยคนี้ออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าของหัวหน้าห้องคนสวยก็ชะงักขึ้นมาทันทีเธอรู้ว่าโดยปกติแล้วเด็กหนุ่มหวังซินคนนี้ชอบโดดเรียน โดยจะทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น แต่นึกไม่ถึงว่าหวังซินจะมีความคิดเป็นของตัวเองถึงขั้นนี้เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ กันมาได้หนึ่งภาคเรียนกว่าแล้ว คาดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่เธอชื่ออะไรเขาเองก็ยังไม่รู้!“หวังซิน นาย……”หัวหน้าห้องรู้สึกโกรธเล็กน้อย แต่พอนึกถึงการกระทำทุกอย่างตามปกติของหวังซินแล้ว หากเธอเองไม่เป็นฝ่ายเข้าไปคุยกับเขาก่อน เขาเองก็ไม่เคยเข้ามาคุยกับเธอตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แถมยังโดดเรียนอยู่บ่อย ๆ ซึ่งการไม่รู้จักชื่อของเธอเอง ก็ถือว่าเป็นที่เรื่องปกติในเวลานี้สภาวะอารมณ์ของเธอได้สงบลงเล็กน้อยแล้ว จึงพูดอย่างจริงจังว่า:“ฉันชื่อหยางเจียอิ่ง ทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งงั้นเหรอ?”“ฉันชื่อหวังซิน”เมื่อหวังซินพูดจบ จึงยื่นมือไปทางหยางเจียอิ่ง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือหยางเจียอิ่งเก็บมือกลับไปอย่างรวดเร็ว ทำเป็นเมินไม่สนใจหวังซินที่อยู่ตรงนั้น“เหอะ” เสียงขึ้นจมูกเล็กน้อยจากการพ่นลมจากปากของหยางเจียอิ่ง เพื่อนที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ค่อนข้างเย่อหยิ่งไม่สนใจหวังซินอีกต่อไป อาจเป็นเพราะว่าเพิ่งจะแบ่งห้องเรียนเสร็จ ตอนนี้บรรยากาศในห้องเรียนก็ไม่ค่อยเคร่งเครียด คนส่วนใหญ่เกือบจะทั้งหมดก็กำลังพูดคุยกันอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการเรียนของตัวเอง ไม่เหมือนกับตอนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่เอาแต่เล่นแบบนั้นแล้ว แม้ว่าชั้นเรียนจะเรียงติดกัน แต่ตอนนี้ทุกคนต่างก็ไม่รู้จักชื่อของกันและกันเมื่อแนะนำตัวเองให้เป็นที่รู้จักอีกครั้ง ก็คาดไม่ถึงว่าในห้องเรียนเริ่มจะมีเสียงพูดคุยกันเยอะขึ้นอีกทั้ง ในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายส่วนน้อยของห้อง เด็กผู้ชายไม่กี่คนพวกนี้ก็ย่อมต้องถูกเพื่อนนักเรียนหญิงให้ความสนใจเป็นธรรมดา ไม่เว้นแม้แต่หวังซินเอง ก็มีเพื่อนนักเรียนหญิงหลายคนที่เข้ามาชวนหวังซินคุยก่อนรูปร่างของหวังซินดูแล้วมีความเป็นชายชาตรีมาก เวลาเพียงไม่นานกลับดึงดูดเพื่อนนักเรียนสาววัยใสได้ไม่น้อยเลย จนกระทั่งเพื่อนนักเรียนหญิงที่ค่อนข้างมีความมั่นใจบางคนก็ถือโอกาสตอนที่ไม่มีคนสนใจ แอบส่งจดหมายน้อยไปให้กับหวังซินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หวังซินรู้สึกทำตัวไม่ถูก นึกไม่ถึงว่าตัวเองที่กลับมาเกิดในปี 1993 จะได้รับการตอบรับเช่นนี้แต่ว่าในยุคนี้ก็ยังมีบทลงโทษนักเลงหัวไม้อยู่ เขาเองก็อายุสิบแปดแล้ว เรื่องที่ไม่ควรทำย่อมต้องไม่ไปทำแน่นอน จดหมายน้อยพวกนั้นกับสายตาที่หยาดเยิ้มของเพื่อนนักเรียนหญิง เขากลับละทิ้งทุกอย่างไป แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกเรียนสักที หวังซินจึงได้โอกาสที่จะออกจากห้องเรียน สายตาของเพื่อนนักเรียนหญิงพวกนั้นที่จริงแล้วทำให้เขารู้สึกรับไม่ได้ เพราะเขากลัวว่าตัวเองจะคุมตัวเองไม่อยู่ ว่าจะทำเรื่องอะไรที่เกินขอบเขตออกไป บทลงโทษนักเลงหัวไม้ที่เหมือนดาบแหลมคมเล่มนี้ยังวางอยู่บนหัวของเขาเอง เมื่อนึกถึงข่าวที่เห็นในโลกยุคหลังตอนนั้น มีคนร้ายสามคนที่กระชากหมวกใบหนึ่งจากคนที่เดินออกจากประตูหน้าบ้านของเขา ซึ่งมีสองคนที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตโดยตรง และยังมีอีกหนึ่งคนให้จำคุกตลอดชีวิต บทลงโทษนักเลงหัวไม้ฉบับนี้จึงไม่ได้ทำขึ้นมาเล่น ๆเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ หยางเจียอิ่งรู้ว่าทักษะด้านศิลปะศาสตร์ของหวังซินไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เลยถือโอกาสใช้เวลาสิบนาทีหลังเลิกคาบเรียน เริ่มเตรียมบทเรียนทันที ตามแนวคิดคนที่ก้าวหน้าต้องช่วยเหลือคนที่ตามหลัง ในสมุดบันทึกได้เขียนเคล็ดลับง่าย ๆ ลงไปนิดหน่อย เตรียมตัวเข้าเรียนแล้วรอตอนที่หวังซินมาถึง ค่อยอธิบายให้หวังซินฟังเมื่อเสียงกริ่งเข้าเรียนคาบที่สามดังขึ้น หวังซินก็กลับมาที่ห้องเรียน หยางเจียอิ่งจึงหยิบสมุดบันทึกของตัวเองออกมา เตรียมตัวที่จะช่วยหวังซินเสริมบทเรียน แต่ก่อนที่หยางเจียอิ่งจะอ้าปากพูด หวังซินก็ถูกคุณครูท่านหนึ่งเรียกออกไปณ ด้านหน้าประตูห้องเรียน คือมีผู้หญิงสองคนที่อายุประมาณยี่สิบห้าปี ซึ่งหวังซินไม่ได้รู้จักสองคนนี้ แต่หลังจากที่คุณครูที่อยู่ด้านข้างพูดกับทั้งสองคนนี้ว่านี่คือหวังซินแล้ว เธอจึงเข้าห้องเรียนไปหวังซินสังเกตสองคนนี้ด้วยความสงสัยเล็กน้อย รูปร่างของทั้งสองคนนั้นสวยงามมาก หนึ่งคนในนั้นสวมชุดทำงาน หิ้วกระเป๋าเอกสารอย่างดีหนึ่งใบ ดูแล้วเป็นคนที่มีความสามารถมาก ส่วนอีกคนหนึ่งมือทั้งสองข้างได้ว่างเปล่า สวมชุดไปรเวท ดูจากท่าทางแล้วสบายเป็นอย่างมาก“หวังซิน นึกไม่ถึงว่าเธอจะยังเป็นแค่เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้านะเนี่ย!”ผู้หญิงที่แต่งตัวสบาย ๆ คนนั้น สังเกตมองหวังซิน ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม“พวกคุณคือ?”ในใจของหวังซินเกิดความสงสัย เขาแน่ใจว่าตัวเองไม่เคยเจอสองคนนี้มาก่อนอย่างแน่นอน และก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมพวกเขาถึงหาตัวเองเจอ“ฉันขอแนะนำตัวหน่อยแล้วกัน ฉันชื่อหลินชง”ผู้หญิงที่แต่งตัวสบาย ๆ ได้ยื่นมือมาตรงด้านหน้าหวังซินในใจของหวังซินก็เหมือนมีคลื่นยักษ์ซัดเข้ามา รูปร่างของหลินชงในยุคหลังเขาก็เคยเห็นมาก่อน แต่ว่ารูปภาพที่เผยแพร่ออกมาของหลินชงในตอนนั้นก็คือวัยกลางคนแล้ว ไม่ได้สวยเหมือนตอนนี้โดยสิ้นเชิง จนกระทั่งใบหน้าของหลินชงในตอนนี้ก็ไม่มีเค้าโครงของยุคหลังเลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้นเขาจึงถึงขั้นที่จำหลินชงไม่ได้สิ่งที่น่าตกใจก็คือคาดไม่ถึงเลยว่าหลินชงจะมาหาเขาด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นที่หลินเจาฮว่าโทรศัพท์มา เขาก็คิดว่าแค่ติดต่อทางโทรศัพท์ก็จบแล้ว...