หลิวอวิ๋นเหยาไม่ได้รีบร้อนตอบ เธอวางตะกร้าไว้ข้างตัวแล้วเอื้อมมือเข้าไปข้างใน ควานหาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบซองบุหรี่เล็ก ๆ ที่ห่อด้วยกระดาษไขขึ้นมา ด้านข้างยังพอมองเห็นตัวอักษรต่างประเทศจาง ๆ จากโรงงานผลิต
ชายกลางคนมองซองบุหรี่ตาไม่กะพริบ แต่ยังพยายามเก็บสีหน้า
เธอไม่ได้ยื่นให้ในทันที เพียงเปิดให้เห็นเท่านั้น
“พอดีมีติดมานิดหน่อย ไม่ได้ขายเป็เื่เป็ราวหรอกค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ ไม่โอ้อวด ไม่ซุกซนเกินควร “ถ้าไม่พอ เดี๋ยวค่อยหาอย่างอื่นมาแลกเพิ่ม”
แววตาของชายคนนั้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่รอยยิ้ม แต่ความแข็งก้าวในแววตาลดลง เขาเหลือบมองไปทางตรอกก่อนลดเสียงต่ำลงกว่าเดิม “ของแบบนี้…ไปเอามาจากไหน”
“ลุงไม่ต้องสนใจว่าฉันเอามาจากไหน รู้แค่ว่าฉันไม่ได้มาขอฟรี ๆ แล้วก็ไม่ได้เดินเอามาแจกใครด้วย ถ้าลุงไม่อยากแลก ฉันก็จะกลับเลยค่ะ”
เธอพูดจบก็ทำท่าจะกลับ แต่ชายวัยกลางคนคนนั้นรีบยกมือรั้งไว้ “เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ของแบบนี้มันก็ต้องคิดกันหน่อยสิ ไม่งั้นใครจะกล้าเสี่ยงเล่า”
“ฉันให้ดูของแล้วนะคะ ลุงบอกมาเลยว่ามีเมล็ดอะไรบ้าง” น้ำเสียงราบเรียบ แต่เหมือนกดดันให้อีกฝ่ายเลือกที่จะพูดตรง ๆ หรือจะถอย
ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอเบา ๆ คล้ายฝืด ๆ มากกว่าขบขัน “เมล็ดผักไม่ใช่ว่าจะมีให้เลือกเหมือนเมื่อก่อน ถ้าไม่ใช่แถวนี้ก็ยากจะหาได้แล้ว ที่พอมีอยู่ก็มีกะหล่ำ ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว หัวไชเท้า แตงกวา มะเขือเทศ หอม กระเทียม ขิง จะเอาอะไรบ้างล่ะ”
“แล้วมีพันธุ์ข้าวกับข้าวโพดด้วยไหมคะ” หลิวอวิ๋นเหยาถามกลับอย่างไม่ลังเล
เขาชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “มีข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถ้าเอาถั่วด้วย ฉันก็พอมีอยู่บ้าง”
สายตาเขาไม่ได้ละไปจากซองบุหรี่บนโต๊ะเลย ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ “แต่เมล็ดผักกับข้าวพวกนั้น ต้องไปดูอีกทีว่าเหลือแค่ไหน ถ้าคุณมีของมาแลกเพิ่มก็คุยกันได้”
เขาพยักพเยิดไปที่ซองบุหรี่
“ของพวกนี้ไม่ได้มีมากมายหรอกค่ะ ฉันให้ได้แค่สามซอง ถ้าลุงมีของไม่พอ ก็บอกมา จะได้จบ”
ชายวัยกลางคนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แต่ในแววตากลับยอมจำนนไปกว่าครึ่ง
“เอาอย่างนี้ ฉันจะไปดูของก่อนว่ามีของมากน้อยแค่ไหน คุณไปนั่งรอตรงหัวมุมนู้นก่อน อย่าเพ่นพ่านล่ะ”
หลิวอวิ๋นเหยาไม่ได้รับคำ แค่เก็บซองบุหรี่กลับเข้าตระกร้าอย่างช้า ๆ แล้วเดินไปตามที่เขาบอก
ก่อนจะก้าวไป เธอทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับไปว่า “สิบห้านาทีนะคะ ถ้าลุงยังไม่กลับมา ฉันก็เอาของกลับและจะไม่มาที่นี่อีก”
หลิวอวิ๋นเหยานั่งอยู่เงียบ ๆ ตรงหัวมุมที่ชายคนนั้นบอก พื้นดินแห้ง ฝุ่นจับรองเท้าแต่เธอไม่ได้สนใจนัก เสียงพูดคุยไกล ๆ จากบ้านถัดไปดังแ่ ๆ แต่ไม่มีใครผ่านเข้ามาในมุมนี้
ยังไม่ถึง 15 นาทีดี ประตูลับด้านในก็แง้มออกอย่างระมัดระวัง ชายวัยกลางคนเดินกลับมาในจังหวะเร่งแต่ยังคงเบา เขามองซ้ายแลขวาแล้วรีบสะกิดเรียกเบา ๆ “ของอยู่ในนี้”
เขายกถุงผ้าขึ้นมาถุงหนึ่งแล้ววางลงบนตั่งไม้เตี้ย ๆ ตรงหน้าเธอ “กะหล่ำ ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว หัวไชเท้า แตงกวา มะเขือเทศ หอม กระเทียม ขิง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลีแล้วก็ถั่ว ฉันคัดมาให้แบบไม่เจือปนเลย”
เขาเปิดปากถุงให้เห็นเป็ตัวอย่าง เมล็ดถูกห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เก็บเป็ก้อนเล็กหลายห่อ
“ปริมาณไม่ได้เยอะมาก แต่ละชนิดต้องได้อย่างน้อยครึ่งซองบุหรี่นะ ไม่งั้นฉันจะขาดทุน”
หลิวอวิ๋นเหยาไม่ได้แตะถุงผ้า เธอหยิบซองบุหรี่ออกมาวางเรียงแค่สามซองตามที่พูดไว้ ไม่มีเพิ่มแม้แต่ซองเดียว
“ฉันให้ได้เท่านี้แหละค่ะ ลุงจะรับไหม” น้ำเสียงของเธอเรียบสนิท
ชายคนนั้นกลืนน้ำลายลงคอ แววตาวูบหนึ่งเหมือน้าจะต่อรอง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเก็บซองบุหรี่ทั้งสามเข้ากระเป๋าเสื้อ แล้วผลักถุงผ้าไปให้เธอ
“เอาล่ะเอาล่ะ อย่าให้ใครเห็นนะ ของพวกนี้ถ้าใครรู้ว่าหลุดออกมา ฉันแย่แน่”
เขาขยับถอยเหมือนจะตัดบท แต่ยังย้ำเสียงต่ำ “ต่อไปถ้าจะมา อย่าเดินซ้ำเส้นทางเดิม เข้าใจไหม”
“ตกลง” หลิวอวิ๋นเหยายกถุงแล้วเดินออกไปทันที
เธอวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะปลูกผักและผลไม้เพิ่มในพสุมายา เพราะพลังิญญาที่อบอวลอยู่ในมิติพิเศษ ไม่ว่าจะเป็ความสด ความหอมหวาน หรือคุณค่าที่แฝงอยู่ในทุกต้น ทุกใบ ล้วนทำให้สิ่งที่เติบโตขึ้นมามีคุณภาพเหนือกว่าของธรรมดาทั่วไปมาก
เย็นวันนั้น เมื่อซีซีกลับมาจากโรงเรียน กลิ่นหอมอวลลอยออกมาต้อนรับั้แ่หน้าประตู
ซีซีผลักประตูเข้าบ้านแล้วชะงักไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างทันที“เอ๊ะ… บ้านเรา… ทำไมโล่งแบบนี้ล่ะคะ!”
ห้องนั่งเล่นที่ควรจะมีตู้โชว์ ตู้เก็บของ โต๊ะมุม ชั้นวางของ ตอนนี้เหลือเพียงโซฟาตัวหนึ่งกับโต๊ะกลางเล็ก ๆ และเก้าอี้นวมสองตัวราวกับตั้งไว้กันบ้านโล่งเกินไป
“พวกมันหายไปไหนหมดเนี่ย? หรือว่ามีโจรขึ้นบ้าน!” ซีซีวิ่งวุ่นไปรอบ ๆ เปิดประตูดูห้องโน้นห้องนี้ เสียงฝีเท้าดังลั่นไปทั่วบ้าน
นอกจากห้องของเธอกับพี่สาวที่ยังพอมีโต๊ะเขียนหนังสือ เตียง และตู้เสื้อผ้าแล้ว ห้องอื่นไม่ว่าจะเป็ห้องรับแขก ห้องเก็บของ ห้องหนังสือ หรือห้องนอนของคนในบ้าน ล้วนเหลือไว้แต่เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ที่แทบไม่มีมูลค่า
ซีซีเกาศีรษะพลางขมวดคิ้วแน่น “นี่มันอะไรกันเนี่ย ของในบ้านหายไปหมดเลย หรือว่าโจรขึ้นบ้าน”
หลิวอวิ๋นเหยายักคิ้วเล็กน้อยแล้วหัวเราะเบา ๆ “โจรอะไรเล่า ซีซี พี่ก็แค่…เก็บของบางส่วนไปไว้ที่อื่นชั่วคราวเฉย ๆ”
“ที่อื่น…ชั่วคราว?” ซีซีทำหน้าสงสัย
“ใช่จ้ะ ไม่ได้หายไปไหนหรอก ของทั้งหมดพี่จัดเก็บไว้อย่างดี” หลิวอวิ๋นเหยายิ้มเอียงศีรษะ พลางเอื้อมมือไปแตะไหล่น้องสาวเบา ๆ “บ้านโล่ง ๆ ดูสะอาดตา เวลาซีซีเดินจะได้ไม่เกะกะไงจ๊ะ”
ซีซียังคงขมวดคิ้วแล้วมองไปรอบ ๆ บ้านอีกครั้ง “แต่ก็…ก็ยังเหมือนบ้านโดนโจรปล้นมากกว่านะคะพี่เหยาเหยา”
หลิวอวิ๋นเหยาหัวเราะคิกคัก พลางกวาดตามองน้องสาวที่ยังยืนงงไม่หาย ก่อนจะค่อย ๆ ลดเสียงลงเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้น
“ไม่ต้องห่วงหรอกซีซี เชื่อพี่เถอะ ทุกอย่างพี่จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว บ้านของพวกเราปลอดภัยแน่นอน”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอียงศีรษะ เผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา “ไม่ใช่ว่าป้าลี่เพิ่งเล่าเื่หนึ่งให้พวกเราฟังเมื่อเช้านี้หรอกเหรอ พี่เลยต้องป้องกันไว้ก่อน ถ้าไม่กลัวว่าซีซีของพี่จะลำบากเกินไป พี่คงขนเฟอร์นิเจอร์ในห้องซีซีไปหมดแล้ว”
เธอทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วแกล้งพูดต่อ “เอ๊ะ… หรือว่าควรจะขนไปให้หมดจริง ๆ ดีน้า...”
ซีซีทำตาโตทันที เธอรีบยกมือกอดโต๊ะเขียนหนังสือของตัวเองไว้แน่นราวกับสมบัติล้ำค่า
“ไม่เอา! ของในห้องซีซีห้ามขนไปนะคะ! โต๊ะตัวนี้ ซีซีต้องใช้ทำการบ้าน… ตู้เสื้อผ้าก็ต้องมี เตียงนี้ซีซีก็ต้องเอาไว้นอน!”
เธอพูดพลางทำแก้มพองเหมือนลูกโป่ง ราวกับกลัวว่าพี่สาวจะขนเฟอร์นิเจอร์ไปจริง ๆ
ซีซีเหลือบมองห้องโล่ง ๆ รอบตัวอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ “ของทั้งบ้านหายไปเหมือนมีเวทมนตร์เลยค่ะพี่เหยาเหยา”