ชุยซื่อขมวดคิ้วแน่น
หากเจาเจาถูกพิษจริง ในฐานะนายหญิงผู้ดูแลจวน นางย่อมต้องรับผิดชอบมากที่สุด
เวลานี้นอกจากการโทษตัวเองแล้ว นางยังรู้สึกหวาดกลัว ทว่าสิ่งที่อัดอั้นอยู่มากที่สุดตอนนี้ แน่นอนว่าย่อมเป็ความตระหนกและโกรธเคือง
นางหยัดกายลุกขึ้น หันไปทางเจิ้นกั๋วกงแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เื่นี้เป็เพราะลูกสะใภ้ไม่รอบคอบ ดูแลเจาเจาได้ไม่ดีพอ รอให้ลูกสะใภ้สืบเื่นี้จนกระจ่างแล้ว จะไปรับโทษที่ศาลบรรพชนเ้าค่ะ"
"เื่นี้เกิดกับตัวข้าเอง ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่รับรู้ถึงความผิดปกติเลย นับประสาอะไรกับท่านแม่เล่า" สวี่ิอี้กล่าว
หลายวันมานี้ เพื่ออาการป่วยของนาง ท่านแม่ต้องวิ่งวุ่นดูแลจัดการเื่ต่าง ๆ เป็เวลาครึ่งค่อนเดือนแล้วที่ไม่มีเวลาปลีกตัวไปเล่นไพ่หม่าเตี้ยวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และหากเป็ฝีมือของคนที่นางสงสัยจริง ๆ เช่นนั้นการที่นางถูกพิษในครั้งนี้ ก็ถือว่าตัวนางเองขาดความระแวดระวังไป
แต่เด็กสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ไม่เคยผ่านคลื่นลมพายุใด ๆ มาก่อน จะไปมีความระแวดระวังตัวเหนือคนทั่วไปได้อย่างไรเล่า... สวี่ิอี้หาข้ออ้างให้ตนเองในใจ
"ปัญหาอาจจะไม่ได้เกิดจากคนในบ้านก็ได้" สวี่จิ้นกล่าวอย่างมีนัยแฝง
ในที่ลับ จวนเจิ้นกั๋วกงก็ใช่ว่าจะไม่มีศัตรู
ยิ่งไปกว่านั้น เจาเจายังเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของจวนเจิ้นกั๋วกง...
"บางทีอาจจะไม่ใช่แผนการร้ายกาจสลักสำคัญอะไรนักก็ได้" สวี่อวิ๋นพินิจพิเคราะห์แล้วกล่าว "หากอีกฝ่ายจงใจใช้เจาเจาเพื่อแก้แค้นจวนเจิ้นกั๋วกง พิษที่ใช้วางคงไม่ใช่แค่พิษที่ทำให้คนหลับใหลไม่ได้สติง่าย ๆ เช่นนี้แน่..."
กล่าวพลางก็เอ่ยถามต่อ "ก่อนหน้านี้ เจาเจาเคยมีเื่บาดหมางกับใครบ้างหรือไม่"
ชุยซื่อรีบถามเสริม "หรือว่าก่อนที่จะเป็ไข้หวัดครั้งนั้น เคยไปััใกล้ชิดกับใครมาบ้าง"
ถึงอย่างไรเจาเจาของนางก็ชาติกำเนิดดีทั้งยังงดงาม ต่อให้ไม่มีเื่บาดหมางกับใคร ก็ต้องมีคนอิจฉาริษยาอยู่แล้ว หากบังเอิญสบโอกาส ก็อาจจะเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาได้
พอพูดเช่นนี้ เจาเจายิ่งดึงดูดอันตรายเข้ามาได้ง่ายนัก วันหน้าคงต้องดูแลปกป้องให้มากเป็สิบเท่าร้อยเท่าเสียแล้ว
ชุยซื่อคิดอย่างหวาดหวั่นและจริงจัง
เมื่อเห็นคนในครอบครัวคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา สวี่ิอี้จึงเอ่ยแทรกขึ้นถูกจังหวะว่า "แท้จริงแล้ว ข้าเองก็มีข้อสันนิษฐานอยู่เช่นกัน บางที... คืนนี้อาจจะได้เห็นผลลัพธ์แล้วก็ได้"
ครั้งก่อน อาขุยก็ตายในคืนนี้นี่แหละ
ครั้งนี้ นางจะเปิดโปงความจริงด้วยตนเอง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เจิ้นกั๋วกงออกจากเรือนซีหยวน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยเื่ราวมากมาย ทว่าสีหน้ากลับไม่แสดงออกให้เห็นแม้แต่น้อย
บ่าวชราที่รออยู่ด้านนอกเดินเข้ามารับหน้า "นายท่านผู้เฒ่า คุณชายที่พักอยู่เรือนหน้าผู้นั้นบอกว่าอยากจะขอบคุณท่านด้วยตัวเองขอรับ"
"ฟื้นแล้วหรือ"
"ขอรับ ท่านหมอฉีไปตรวจดูแล้ว บอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง เพียงแต่เพิ่งจะฟื้น ร่างกายยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ เวลานี้จึงยังลงจากเตียงไม่ได้ขอรับ"
เจิ้นกั๋วกงพยักหน้ารับ แล้วพาบ่าวรับใช้มุ่งหน้าไปยังเรือนหน้า
เมื่อไปถึง ก็เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นยืนอยู่กลางโถง พอเห็นเขาเดินเข้ามา อีกฝ่ายก็ประสานมือคารวะ
เจิ้นกั๋วกงหรี่ตามอง
เด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ด รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำขลับมัดรวบครึ่งศีรษะปล่อยสยายไปด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลา หว่างคิ้วแฝงแววห้าวหาญของชายชาตรี ต่อให้เสื้อผ้าที่สวมใส่จะเป็เพียงชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเทาหม่นธรรมดา ๆ ก็ไม่อาจปิดบังกลิ่นอายสูงศักดิ์บริสุทธิ์รอบกายได้
"ผู้น้อยขอขอบคุณเจิ้นกั๋วกงสำหรับบุญคุณช่วยชีวิตขอรับ"
เวลานี้เขาทำความเคารพ แม้น้ำเสียงจะนอบน้อมทว่าก็ไม่ได้ดูต่ำต้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย
"ไม่ใช่ว่ายังลงจากเตียงไม่ได้หรือ" เจิ้นกั๋วกงปรายตามองสีหน้าที่ยังคงซีดเซียวของเขา ในใจพลันกระจ่างแจ้ง จึงนั่งลงแล้วกล่าวว่า "ตาเฒ่าอย่างข้าไม่เคยให้ความสำคัญกับกฎระเบียบพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไร เ้าเองก็ไม่จำเป็ต้องยึดติดจนเกินไป นอนคุยกันก็ได้"
หากไม่รักษาตัวให้ดี แล้วจะแต่งงานแก้เคล็ดให้เจาเจาของเขาได้อย่างไร
ทว่าอู๋ย่างกลับเพียงแต่นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างเท่านั้น
การนอนคุยกับคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้าุโซึ่งเป็ผู้มีพระคุณ การอบรมสั่งสอนที่คุ้นเคยมาั้แ่เด็กนั้นฝังลึกถึงกระดูก ต่อให้เขาจะมีนิสัยรักอิสระไม่สนกฎเกณฑ์ แต่ก็ไม่อาจทำพฤติกรรมเสียมารยาทเช่นนั้นได้
เมื่อเห็นเขานั่งลง เจิ้นกั๋วกงก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก เพียงเอ่ยเข้าเื่ทันที "ในเมื่อเ้ารู้ว่าข้าช่วยชีวิตเ้าไว้ เช่นนั้นข้าก็จะพูดตามตรงเลยก็แล้วกัน สวี่ฉีเหวยอย่างข้าตลอดชีวิตที่ผ่านมาช่วยเหลือผู้คน เดิมทีก็ไม่เคยหวังผลตอบแทนอะไร เพียงแต่เวลานี้มีเื่หนึ่งที่จำเป็ต้องให้เ้าเป็คนทำจริง ๆ...หลานสาวที่บ้านข้ากำลังล้มป่วย จำเป็ต้องให้เ้ามาแต่งงานแก้เคล็ด หากเ้าตั้งใจจะทดแทนบุญคุณจริง ๆ นี่ก็คือโอกาสแล้ว"
แม้เจาเจาจะบอกว่าตนเองถูกพิษ แต่เื่นี้จะจริงหรือเท็จ จะถอนพิษได้หรือไม่ก็ยังต้องรอการพิสูจน์
เื่แต่งงานแก้เคล็ดนี้ เขาคิดหน้าคิดหลังแล้ว รู้สึกว่ารวบหัวรวบหางคนเอาไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีเขาก็ยังมีความคิดอย่างอื่นแฝงอยู่อีกด้วย
"บุญคุณช่วยชีวิต สมควรต้องทดแทน" สีหน้าของเด็กหนุ่มราบเรียบ "เพียงแต่การแต่งงานไม่ใช่เื่ล้อเล่น ข้ากับคุณหนูจวนของท่านไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน จู่ ๆ จะมาพูดเื่แต่งงาน เกรงว่าจะไม่เหมาะสม"
นี่คือการปฏิเสธไม่ยอมตกลงงั้นหรือ
คิ้วของเจิ้นกั๋วกงกระตุกเล็กน้อย ทว่ากลับไม่เห็นวี่แววความโกรธ ตรงกันข้าม ในใจกลับมีความชื่นชมเพิ่มขึ้นมาสายหนึ่ง
แต่น้ำเสียงกลับเพิ่มความกดดันขึ้นมาอีกส่วน "ทำไม หรือคิดว่าคุณหนูจวนเจิ้นกั๋วกงของข้าไม่คู่ควรกับเ้า"
"ผู้น้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น" เด็กหนุ่มไม่หยิ่งผยองแต่ก็ไม่อ่อนน้อมจนเกินไป และไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เพียงกล่าวอีกว่า "ขออภัยที่ล่วงเกิน ไม่ทราบว่าคุณหนูจวนของท่านป่วยเป็โรคอะไร ผู้น้อยพอจะมีเส้นสายทางบ้านอยู่บ้าง ยินดีทุ่มเทสุดกำลังเพื่อตามหาหมอมารักษาคุณหนูจวนของท่าน"
เจิ้นกั๋วกงส่ายหน้าพลางยกถ้วยชาขึ้นมา
"เื่นี้ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน การรักษาโรคไม่ใช่เื่ที่จะทำเสร็จภายในวันเดียว รอให้กำหนดการแต่งงานของพวกเ้าแน่นอนแล้วค่อยหารือกันให้ละเอียดยังไม่สาย"
"..." เด็กหนุ่มเงียบไปชั่วครู่
เขาเป็คนรีบร้อนหรือ
"ที่บ้านของผู้น้อยมีกฎระเบียบมากมาย เื่แต่งงานยังต้องแจ้งให้ผู้าุโในบ้านทราบก่อนจึงจะตัดสินใจได้"
เจิ้นกั๋วกงจิบชาสองคำ ไม่ได้ต่อความประโยคนี้
เขาวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทอดยาวว่า "เมื่อสิบหกปีก่อน ตอนที่ตาเฒ่าอย่างข้านำทัพไปรบทางทิศตะวันตก มีอยู่ครั้งหนึ่งเพราะในกองทัพมีไส้ศึก จึงหลงกลพวกเผ่าซยงหนูจนถูกปิดล้อมอยู่ในป่าเขาแห่งหนึ่ง หลังจากผ่านไปห้าวันเต็ม ข้านำทหาราเ็ร้อยนายฝ่าวงล้อมออกมาในตอนกลางคืน หนึ่งเดือนให้หลัง ถึงได้รับจดหมายจากทางบ้าน ได้รู้ว่าวันที่ฝ่าวงล้อมออกมานั้น คือวันเกิดของเด็กหญิงคนนี้..."
อู๋ย่างชะงักไปเล็กน้อย
เหตุใด... จู่ ๆ ถึงพูดเื่พวกนี้ขึ้นมา
"นางเป็คนแรกที่เรียกข้าว่าท่านปู่ และเป็หลานสาวเพียงคนเดียวของข้า พูดตามตรงอย่างไม่กลัวคนจะหัวเราะเยาะ ขอเพียงรักษาโรคนางให้หายได้ ต่อให้ต้องเอาชีวิตแก่ ๆ ของข้าไปแลก ข้าก็ยินดี"
อู๋ย่างฟังแล้วรู้สึกะเืใจอยู่บ้าง
ที่บ้านเขาก็มีท่านปู่เช่นกัน
ชายชราคนหนึ่งสามารถพูดคำเช่นนี้ออกมาได้ ต่อให้จะมีความหมายแฝงเพื่อเรียกความเห็นใจก็เถอะ แต่ก็ทำให้คนรู้สึกะเือารมณ์ได้
"ที่ตาเฒ่าอย่างข้าบอกเื่พวกนี้กับเ้า ก็เพราะอยากจะบอกเ้าว่าไม่ต้องมาพูดจาเฉไฉไปเรื่อยกับข้า พูดเื่ไร้สาระพวกนั้นไปก็เปล่าประโยชน์... การแต่งงานครั้งนี้ เ้าตกลงก็ต้องตกลง ไม่ตกลงก็ต้องตกลง หากเ้ารู้จักความพอดี พวกเราก็จัดการกันอย่างประนีประนอม หากเ้าไม่รู้จักความพอดี ก็อย่าหาว่าตาเฒ่าอย่างข้าไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน!"
อู๋ย่างที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคนี้ถึงกับเงียบไปอีกครั้ง
ที่แท้ก็ไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจ...
แต่มีความหมายว่า 'ฟังข้าให้ดี เด็กผู้หญิงคนนี้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจของข้า เพื่อช่วยชีวิตนาง ข้าทำได้ทุกวิถีทาง' ต่างหาก
"แต่ตาเฒ่าอย่างข้าก็ใช่ว่าจะเป็คนไร้เหตุผล" น้ำเสียงของเจิ้นกั๋วกงผ่อนคลายลงเล็กน้อย แฝงความหมายทั้งไม้อ่อนไม้แข็งอยู่ไม่น้อย "เมื่อครู่เ้าก็บอกเองว่าเื่แต่งงานไม่อาจฝืนใจกันได้ เอาเช่นนี้ดีกว่า... การแต่งงานครั้งนี้ให้ทำเพื่อแก้เคล็ดเท่านั้น ทำตามพิธีไปก่อน รอให้วันหน้าหลานสาวของข้าหายป่วย จวนเจิ้นกั๋วกงก็จะรับคนกลับมา จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็เป็อิสระต่อกัน บุญคุณช่วยชีวิตก็ถือว่าหายกันไป"
หว่างคิ้วของเด็กหนุ่มกระตุกเล็กน้อย
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่าการหย่าสามีงั้นหรือ
"เป็อย่างไร" เจิ้นกั๋วกงถาม "ยังไม่ต้องพูดถึงว่าคนในครอบครัวเ้าจะตกลงหรือไม่ ข้าถามแค่ตัวเ้าเอง"
อู๋ย่างจิบชา
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ผู้น้อยตกลงขอรับ"
ตกลงง่ายดายปานนี้?
กลับกลายเป็เจิ้นกั๋วกงเสียเองที่ตั้งตัวไม่ทัน