แสงไฟจากคบเพลิงหลายจุดผุดขึ้นตามแนวสันเขาฝั่งเหนือพร้อมกัน ไม่ใช่แค่สามดวงเหมือนครั้งก่อน แสงสีส้มสั่นไหวเรียงรายเป็แนวยาวลดหลั่นลงมาตามความชันของเขา ราวกับงูไฟกำลังเลื้อยเข้าใกล้หุบเหวทีละก้าว คนเฝ้าก้นเหวหรี่ตามองแสงเ่าั้เพียงชั่วครู่ ก่อนสีหน้าจะแข็งกร้าวขึ้นอย่างที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อน
“ไม่ใช่แค่สามคนที่แยกย้ายไปก่อนหน้านี้” เขาพูดเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง มือที่เพิ่งวางลงจากด้ามดาบกลับมากำแน่นอีกครั้ง“กำลังส่วนใหญ่ของหน่วยซุ่มรออยู่ไม่ไกลจากหุบเหวนี้มาตลอด แค่รอสัญญาณให้เข้ามาสมทบ และมีคนหนึ่งที่ปราณลึกกว่าคนอื่นทั้งหมดรวมกัน”
ชิงหยวนหันไปมองทิศทางเดียวกัน สีหน้าเปลี่ยนจากความตื่นตะลึงเมื่อครู่เป็ความตื่นตัวเต็มที่ “หัวหน้าหน่วยของหออสูรราตรี ข้าเคยได้ยินเื่เล่าว่าไม่เคยลงมือเองนอกจากเป้าหมายสำคัญจริงๆ” เขากำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว “ถ้าหัวหน้าหน่วยมาเอง แปลว่าพวกเขาแน่ใจแล้วว่าเฟยหลงยังไม่ตายจริงๆ”
—
“ไปที่บ่อน้ำิญญา เดี๋ยวนี้” คนเฝ้าก้นเหวหันมาสั่งทั้งสองคนทันที เสียงไม่เหลือความอ่อนโยนที่เพิ่งมีเมื่อครู่แม้แต่น้อย “มีทางน้ำใต้ดินเชื่อมออกไปอีกฟากูเา ข้าเตรียมไว้นานแล้วสำหรับวันที่เลวร้ายที่สุด ไม่เคยบอกใครมาก่อนแม้แต่เฟยหลง”
“แล้วท่านล่ะ” เฟยหลงถามทันที เสียงสั่นเครือด้วยความไม่เชื่อ “ท่านจะสู้กับพวกนั้นคนเดียวหรือ”
“ข้าจะถ่วงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้” คนเฝ้าก้นเหวตอบไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว “เ้ายังจุดปราณสำรองไม่นิ่งพอจะสู้ ชิงหยวนคนเดียวก็รับมือคนจำนวนนี้ไม่ไหว ทางเดียวที่ทั้งสามคนมีโอกาสรอดคือแยกกัน”
“ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้คนเดียว” เฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ มือกำแน่นจนสั่น “ท่านช่วยข้ามาตลอดหลายสัปดาห์ ข้าจะไม่หนีไปเฉยๆอีกแล้ว” ภาพตอนที่เขาแอบเปิดจุดปราณสำรองด้วยตัวเองจนสำลักเืผุดขึ้นมาในหัว — ครั้งนั้นเขาสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่หนีปัญหาอีก ตอนนี้คำสัญญานั้นกำลังถูกทดสอบจริงๆ เป็ครั้งแรก
—
คนเฝ้าก้นเหวหันมามองตาเฟยหลงตรงๆ เป็ครั้งแรกในค่ำคืนนี้ สายตาที่เคยเ็ากลับอ่อนลงชั่วขณะ “การอยู่รอดวันนี้ไม่ใช่การหนี เฟยหลง มันคือการแบกความรับผิดชอบที่หนักกว่าการยืนสู้เสียอีก เ้าต้องรอดเพื่อพาเื่ราวทั้งหมดที่รู้แล้วออกไปให้ถึงคนที่ควรรู้ ถ้าเ้าตายที่นี่ ทุกอย่างที่เราคุยกันคืนนี้ก็จบลงพร้อมเ้าไปด้วย”
เฟยหลงอ้าปากจะเถียงต่อ แต่คำพูดนั้นสะกิดใจเขาจนพูดไม่ออก นี่คือครั้งแรกที่มีคนบอกว่าการรอดชีวิตก็เป็ความรับผิดชอบได้เช่นกัน ไม่ใช่แค่การยืนสู้เท่านั้นที่นับเป็ความกล้าหาญ เมื่อก่อนตอนยังเป็ศิษย์เอกที่สำนัก เขาเคยดูถูกทุกคนที่เลือกถอยหนีว่าอ่อนแอ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องเรียนรู้ว่าการถอยก็ต้องใช้ความกล้าไม่น้อยไปกว่ากัน
ชิงหยวนขยับเข้ามาข้างหน้า สีหน้าตึงเครียดไม่แพ้กัน “อาจารย์อา ข้าเพิ่งหาท่านเจอ ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านสู้คนเดียวอีกครั้งไม่ใช่แบบเดียวกับครั้งที่แล้ว”
“เ้ายังเป็ศิษย์ของข้าอยู่ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี” คนเฝ้าก้นเหวจับไหล่ชิงหยวนแน่น น้ำเสียงเข้มขึ้นทันที “และนี่คือคำสั่งสุดท้ายที่ข้าจะให้เ้า พาเด็กคนนี้ไปให้รอด”
เฟยหลงกัดริมฝีปากแน่น รู้ตัวว่าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว เขาก้าวเข้าไปใกล้คนเฝ้าก้นเหวอีกก้าว เสียงแ่เบาแต่หนักแน่น“ข้าจะกลับมา ท่านต้องรอข้าอยู่ตรงนี้ให้ได้”
คนเฝ้าก้นเหวไม่ตอบด้วยคำพูด เพียงยกมือขึ้นแตะบ่าเฟยหลงเบาๆ ครั้งเดียว ก่อนจะผลักตัวเขาไปทางบ่อน้ำโดยไม่ปล่อยให้มีเวลาอ่อนไหวมากไปกว่านี้
—
ชิงหยวนกัดฟันแน่น ดวงตาสั่นไหวด้วยความขัดแย้งในใจ ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำใจ
คนเฝ้าก้นเหวลดเสียงลงจนแทบเป็กระซิบ ดึงตัวชิงหยวนเข้ามาใกล้อีกก้าว “มีเื่หนึ่งที่เ้าต้องรู้ก่อนไป เผื่อข้าไม่มีโอกาสบอกเ้าอีก” เขาหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะพูดออกมาดีหรือไม่ “เหมยเอ๋อยังไม่ตาย”
ชิงหยวนเบิกตากว้างจนแทบไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ร่างกายทั้งตัวแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาด “ท่านพูดว่าอะไร ท่านรู้เื่นี้ได้อย่างไร ท่านหายไปจากยุทธภพตั้งสิบกว่าปี” คำถามพรั่งพรูออกมาไม่หยุด มือที่เพิ่งวางลงจากดาบกลับมาสั่นอีกครั้ง
“ข้าไม่มีเวลาอธิบายตอนนี้” คนเฝ้าก้นเหวผลักตัวชิงหยวนไปทางบ่อน้ำิญญาทันที เสียงเร่งรีบขึ้นเรื่อยๆ ตามแสงคบเพลิงที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ “แต่ถ้าเ้าอยากรู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับนาง เ้าต้องรอดจากคืนนี้ไปให้ได้ก่อน พาเฟยหลงไปเดี๋ยวนี้”
—
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มคนจำนวนมากเริ่มดังก้องผ่านต้นไม้ ใกล้พอจะได้ยินเสียงโลหะเสียดสีกับฝักดาบแล้ว เฟยหลงพยายามใช้ััที่ฝึกมาตลอดหลายสัปดาห์กวาดตรวจกระแสปราณของกลุ่มที่กำลังมา รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากคนคนหนึ่งกลางกลุ่ม หนักแน่นจนแทบทำให้เขาหายใจไม่ออกทั้งที่ยังอยู่ห่างกันหลายสิบก้าว ครั้งแรกที่เขาได้ััว่าความแตกต่างระหว่างระดับพลังไม่ใช่แค่ตัวเลขในหนังสือ แต่คือความหวาดกลัวที่กดทับร่างกายจริงๆ
“ไปเดี๋ยวนี้” คนเฝ้าก้นเหวะโเสียงดังขึ้นเป็ครั้งแรก พร้อมชักดาบออกจากฝักอย่างเด็ดเดี่ยว หันหลังให้ทั้งสองคนโดยไม่มองย้อนกลับมาอีก
ชิงหยวนคว้าแขนเฟยหลงลากไปทางบ่อน้ำิญญาโดยไม่รอช้า ระหว่างวิ่ง เฟยหลงหันขวับไปมองข้างหลังแวบหนึ่ง ทันเห็นเงาแรกของกลุ่มนักฆ่าทะลุออกจากแนวต้นไม้ และคนเฝ้าก้นเหวพุ่งเข้าสวนทางอย่างไม่หวั่นเกรง ดาบในมือฟาดออกไปด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบตามไม่ทัน เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นครั้งแรกก้องไปทั่วหุบเหวก่อนภาพนั้นจะเลือนหายไปจากสายตาเขา
ทั้งสองะโลงน้ำเย็นเฉียบพร้อมกัน เสียงน้ำกระเซ็นดังก้องท่ามกลางความมืดของหุบเหว กลบเสียงต่อสู้ที่เพิ่งเริ่มต้นข้างหลังไปจนหมดสิ้น
—
ใต้น้ำมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย เฟยหลงพยายามควบคุมปราณพยุงร่างกายตามที่คนเฝ้าก้นเหวเคยสอนไว้ แต่จุดปราณสำรองจุดที่ 4 ที่ยังไม่นิ่งพอเริ่มสั่นไหวจากแรงกดดันของน้ำ ปราณเริ่มไหลย้อนอีกครั้งเหมือนตอนที่เขาเคยเร่งเปิดจุดนี้เองด้วยความใจร้อน ปอดของเขาแสบร้อนขึ้นทันที
มือของชิงหยวนคว้าแขนเขาไว้แน่น ส่งปราณส่วนหนึ่งเข้ามาช่วยประคองโดยไม่ต้องพูดอะไร เฟยหลงรู้สึกได้ถึงกระแสปราณที่มั่นคงกว่าของตัวเองมากค่อยๆ ทำให้จุดที่สั่นไหวสงบลงทีละน้อย ความรู้สึกนั้นต่างจากตอนที่คนเฝ้าก้นเหวเคยช่วยเขาไว้อย่างสิ้นเชิง — ครั้งนี้ไม่ใช่การประคองให้หยุดนิ่งเฉยๆ แต่เป็การแบ่งปันกำลังให้เขาเดินหน้าต่อไปได้ด้วยตัวเอง ทั้งสองว่ายฝ่าความมืดต่อไปโดยไม่มีใครพูดสักคำ นาทีในน้ำยาวนานราวกับเป็ชั่วโมง จนเฟยหลงเริ่มไม่แน่ใจว่าทางน้ำนี้จะมีปลายทางจริงหรือไม่
—
เมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีกฟากของูเา ทั้งสองสำลักอากาศพร้อมกัน ร่างกายเปียกโชกและสั่นด้วยความหนาวเย็นปนความอ่อนล้า เฟยหลงหันกลับไปมองทางที่จากมา แสงคบเพลิงบนสันเขายังคงเห็นลางๆ ผ่านความมืด แต่เสียงดาบปะทะที่เขาคาดว่าจะได้ยินกลับไม่มาถึงหูเลยสักครั้ง มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเสียงต่อสู้ใดๆ
“ท่านจะไหวไหม” เฟยหลงกระซิบถามออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้ดีว่าไม่มีใครตอบเขาได้ในระยะนี้
ชิงหยวนไม่ตอบ สายตายังคงจ้องมองไปทางความมืดเดิมนั้นด้วยสีหน้าที่ปะปนระหว่างความกลัวเพื่ออาจารย์อาและความสั่นะเืจากคำพูดสุดท้ายที่ยังก้องอยู่ในหัว เหมยเอ๋อยังไม่ตาย
“เขาว่านางยังไม่ตาย” ชิงหยวนพูดขึ้นในที่สุด เสียงแทบไม่เป็คำ มือที่กำแน่นสั่นระริก “สิบกว่าปีที่ข้าคิดว่านางตายไปแล้วข้าไว้อาลัยให้นางทุกปีเงียบๆ คนเดียว แล้วจู่ๆ…”
เขาไม่พูดต่อ เพียงหันกลับไปมองความมืดของหุบเหวอีกครั้ง ราวกับกำลังต่อสู้กับตัวเองว่าจะหันหลังกลับไปช่วยอาจารย์อาทันทีหรือทำตามคำสั่งสุดท้ายที่เพิ่งได้รับมา
เฟยหลงวางมือลงบนไหล่ชิงหยวนเบาๆ ไม่รู้จะปลอบใจอย่างไรดี รู้เพียงว่าความรู้สึกที่ชิงหยวนกำลังแบกอยู่ตอนนี้คงหนักหนาไม่ต่างจากตอนที่เขาเองเพิ่งรู้เื่พ่อแม่เมื่อครู่นี้เลย ทั้งสองยืนเงียบอยู่ริมหน้าผาอีกฟากูเา สายตาจับจ้องไปยังแสงคบเพลิงที่ยังพลิ้วไหวอยู่ไกลลิบ ราวกับกำลังรอฟังผลของการต่อสู้ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
จู่ๆ เสียงนกฮูกร้องแหลมดังขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้ตัว ไม่ใช่เสียงนกฮูกธรรมดา แต่เป็จังหวะเดียวกับสัญญาณเตือนภัยที่คนเฝ้าก้นเหววางไว้รอบหุบเหว — คราวนี้ดังขึ้นจากฝั่งที่พวกเขาเพิ่งโผล่มา ไม่ใช่ฝั่งเดิม ทั้งสองหันขวับไปพร้อมกัน มือของชิงหยวนคว้าด้ามดาบขึ้นทันทีโดยสัญชาตญาณ
เฟยหลงกวาดสายตามองรอบตัวในความมืด หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเองในหู หากสัญญาณนี้หมายความว่ามีคนอีกกลุ่มดักรออยู่ล่วงหน้าที่ฝั่งนี้ นั่นแปลว่าคนเฝ้าก้นเหวไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูเพียงกลุ่มเดียวคืนนี้ และทางหนีที่เชื่อว่าปลอดภัยที่สุดอาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิดเลยสักนิด