#วันพฤหัสสีเขียว 12
“มองหาใครพ่อหนุ่มนักแข่ง”
“มองหาพี่กรีนครับ อะไรกันครับเนี่ยทำไมมองผมแบบนั้นกันล่ะ” เสียงโวยวายดังมาจากฝั่งด้านหน้าห้องทำงาน ฉันไม่ได้หันกลับไปมองหรอกเพราะฉันกำลังทำงานอันแสนรักอยู่ หลังจากรับปริญญาและฉลองในวันนั้นตอนนี้ก็ผ่านมาได้สองวันแล้ว แท็ปเข้ามาขอโทษเื่ที่พูดไม่ดีใส่ฉันแล้วแต่ความสนิทใจที่มีให้น้องมันลดลงไปแต่ก็ยังทำงานร่วมกันได้ ยังพูดคุยกันได้ในเื่งานและเื่ทั่ว ๆ ไป เธิร์สเดย์ทันทีที่เจอหน้าแท็ปก็เข้ามาขวางไว้ทันที ความไม่พอใจถูกส่งออกมาอย่างชัดเจนเลยล่ะเ้าเด็กนี่ถ้าให้โมโหฉันว่าคงไม่มีใครเอาอยู่หรอก
“พี่ครับเที่ยงแล้วไปทานข้าวกันไหม” เก้าอี้ข้างกายที่เคยว่างตอนนี้กลายเป็เก้าอี้ประจำของเธิร์สเดย์ไปแล้วเรียบร้อย เวลาเข้าสนามหรือมีซ้อมมีประชุมอะไรเ้าเด็กก็จะเอาของมาวางไว้ที่เก้าอี้ข้าง ๆ โต๊ะทำงานฉันนี่แหละ
“สั่งข้าวกล่องมาแล้วอะดิ” ฉันตอบน้อง สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังทำงานอยู่
“ใจร้ายจังเลยนะ”
“ใครใจร้ายกัน พี่สั่งมาไว้ให้แล้วทานด้วยกันที่นี่แหละออกไปข้างนอกร้อน”
“ก็ได้ ๆ อ้อ เห็นว่าบ่ายนี้เ้านายจะเข้ามานะ” น้องชวนคุย ก่อนที่เ้าเด็กล้วงโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมากดเล่นรอ น้องไม่ได้เร่งเวลาฉันทำงาน ซึ่งเป็สิ่งที่ฉันชอบมากเพราะเวลาทำงานฉันจะจริงจังและตั้งใจที่สุดไม่ชอบให้ใครมาฉุดรั้งฉันในขณะที่กำลังทำงาน
“งั้นเหรอ? พี่ลาตอนบ่ายได้ไหมเนี่ย” เ้านายน่ะชอบแกล้งฉัน มาสนามทีไรให้ฉันกางร่มเดินตามตลอดเลยไม่รู้จะให้ตามทำไมก็ไม่รู้
“ทำไมล่ะครับ”
“เดี๋ยวก็รู้ ถ้าพี่ไม่ชิ่งก่อนนะ”
“ไม่ยอมให้ชิ่งหรอกครับ เออใช่พี่กรีน วันศุกร์นี้เพื่อนผมมันนัดทานข้าวอะไปด้วยกันนะ วันรับปริญญายังไม่ได้เจอกันเลย” เจอเพื่อนน้องอย่างนั้นเหรอ
“อือ เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ”
“ก็ได้ครับ” น้องรับเสียงอ่อน ฉันกดบันทึกงานแล้วชวนน้องไปทานข้าวด้วยกัน โซฟามุมด้านหน้ากลายเป็ที่ทานข้าวของเราไปโดยปริยาย ฉันนั่งลงที่เก้าอี้เดี่ยวเนื่องด้วยวันนี้คนเยอะนี่นั่งเลยไม่พอบางคนจึงนั่งลงที่พื้นหนึ่งในนั้นคือเธิร์สเดย์ที่นั่งลงบนพื้นด้านหน้าโซฟาที่ฉันนั่ง ข้าวที่สั่งมาเป็เมนูง่าย ๆ นี่แหละอาหารตามสั่งแล้วมีไก่ทอดหมูทอดอะไรอีกด้วยเน้นกับไม่เน้นข้าว อิอิ
“เธิร์สตอนบ่ายมีประชุมแข่งสนามหน้านะ”
“ได้ครับพี่”
“แม่ ๆ เ้านายจะเข้ามาล่ะวันนี้น่ะ” มินนี่เอียงหน้ามากระซิบบอก
“อือ เธิร์สบอกอยู่”
“อยากเห็นคุณเกรฟอ่ะ หล่อมาก หนูชอบมอง” มินนี่ทำหน้าเขิน ๆ แต่สายตาที่พี่ณัฐมองมินนี่นี่สิ ขอให้ลูกสาวฉันอยู่รอดปลอดภัยแล้วกันนะ
“ก่อนจะมองคุณเกรฟ ดูหน้าพี่ณัฐด้วยจะขย้ำเราแล้วนั่น” ฉันกระซิบกลับขำ ๆ
“อุ้ย ลืมอะแม่ ลืมว่ามีแฟนแล้ว” มินนี่ยกมือทาบอกทำหน้าใ
“แหม ได้ทีล่ะพูดใหญ่เชียว” แกล้งแซวกลับทำให้อีกฝ่ายหัวเราะอย่างเขินอาย น่าตีจริงเชียวเ้าลูกคนนี้ เมื่อก่อนนะ แม่อย่างนั้นแม่อย่างนี้ชวนเที่ยวชวนกินข้าว ั้แ่มีแฟนนี่หาตัวยากมาก นัดทานข้าวทีก็ลำบากต้องถามแฟนก่อนว่าว่างไหม นี่แหละ ลูกสาวฉันมันเห็นผู้ชายดีกว่าแม่!!
“เดี๋ยวพวกพี่ไปเคลียสนามก่อนนะเ้านายจะตรวจสนาม” พี่ ๆ ทีมช่างทีมที่ดูแลในสนามเอ่ยบอกก่อนจะเดินออกไปไม่ลืมหยิบกล่องข้าวตัวเองไปทิ้งด้วย
“แท็ปมีงานตัดต่อนะช่วยดูให้พี่หน่อยพี่ส่งให้แล้ว” ฉันเอ่ยบอกแท็ปที่นั่งลอบมองฉันกับเธิร์สเดย์ั้แ่เริ่มทานข้าว
“ครับพี่ เดี๋ยวผมดูให้”
“มินนี่ ฝากทำโปสเตอร์ต่อด้วยนะ ใช้เครื่องพี่เลย”
“ได้จ๊ะแม่”
“ทำไมพี่กรีนสั่งงานไว้ล่ะครับ ลาตอนบ่ายเหรอ” แท็ปเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่คำถามนั้นทำเอาพี่ณัฐที่นั่งมองอยู่ั้แ่ต้นหัวเราะลั่น
“เพราะเดี๋ยวกรีนมันจะไปเป็ผู้ช่วยเลขาของเ้านายน่ะ” พี่ณัฐตอบ
“ยังไงนะครับ?”
“เดี๋ยวก็รู้ ไป ๆ รีบทานข้าวกัน” พี่ณัฐบอกแค่นั้น เราทุกคนจึงรับทานข้าวและทำความสะอาดตรงที่นั่ง เธิร์สเดย์บอกว่าจะออกไปประชุมและเขาก็ยังคงวางประเป๋าเป้สีเข้มของเขาไว้ที่เก้าอี้ข้าง ๆ โต๊ะทำงานฉัน บอกแล้วว่าเก้าอี้ตัวนี้เขาเป็เ้าของ
“พี่ครับผมไปประชุมก่อนนะ”
“ได้ ๆ ตั้งใจทำงานไป”
“ครับ” น้องยิ้มกริ่มเดินจากห้องไป ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อประตูห้องถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างสูงสมส่วนของพี่เกรฟ ด้านหลังเยื้อง ๆ นั่นเป็เ้านายของพวกเรา คุณเหวินอี้เฉิน เ้านายสุดแสนใจดีของทุก ๆ คน พี่เจี๊ยบยืนขึ้นยกมือไหว้ทักทายเ้านาย คนอื่น ๆ ก็ขยับลุกขึ้นยืนทำเช่นเดียวกับพี่เจี๊ยบ เ้านายถามนั่นถามนี่พี่เจี๊ยบไปเรื่อยกระทั่งสายตาเลื่อนมาหยุดที่ฉันแล้วหัวเราะน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ขอยืมตัวเด็กในสังกัดหน่อยนะคุณเจี๊ยบ”
“ได้ค่ะเ้านาย” พี่เจี๊ยบยิ้มขำตอบรับคำขอของเ้านาย ที่ต้องแบ่งงานให้แท็ปและมินนี่เป็เพราะว่าตลอด่บ่ายฉันต้องเดินตามเ้านายต้อย ๆ ๆ นี่ไงล่ะ
“ไงเ้าเด็กดื้อ อยากได้คนมาช่วยอีกไหม” เ้านายเดินเข้ามาใกล้กระทั่งหยุดยืนตรงหน้า
“ได้ก็ดีค่ะเ้านาย”
“เกรฟผมควรจะทำยังไงกับเด็กดื้อที่ไม่ยอมเรียกผมว่าอาดีนะ” เ้านายหันกลับไปถามพี่เกรฟที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
“ให้พักร้อนสักเดือนดีไหมครับ?”
“อือ น่าสนนะ”
“ได้เอาหรอกค่ะเ้านาย ขอทำงานเถอะนะคะ”
“เฮ้อ ดื้อไม่เปลี่ยน ไป ไปดูสนามกับอา” เ้านายเอ่ยชวน ฉันหยิบโทรศัพท์มาถือไว้ก่อนจะเดินตามเ้านายและพี่เกรฟไปเรื่อย ๆ เ้านายแวะเข้าไปดูและตรวจตามแผนกต่าง ๆ เราแวะเข้าไปในห้องประชุมที่มีนักแข่งและพี่ณัฐประชุมอยู่ และได้ทักทายกันเล็กน้อยก่อนจะขอตัวกลับ น้องดูไม่ใเลยสักนิดที่เห็นฉันเดินตามเ้านายและพี่เกรฟต้อย ๆ แบบนั้น เสร็จจากห้องประชุมเ้านายก็ลงไปตรวจและดูความเรียบร้อยของสนาม
“กาแฟครับเ้านาย” เรากลับขึ้นมาที่ห้องรับของวีไอพีของสนามเพื่อให้เ้านายได้นั่งพักและตรวจดูเอกสารรายการต่าง ๆ ของสนาม ระหว่างที่ท่านทำงานฉันกับพี่เกรฟก็นั่งคุยกันที่มุมห้อง เราไม่ค่อยได้เจอกันเวลาเ้านายมาที่นี่เ้านายจึงปล่อยให้เราสองพี่น้องได้คุยและทักทายกันบ้างเพื่อกระชับความสัมพันธ์
“เื่ผู้ชายคนนั้น พี่นัดเขามาเจออาทิตย์นี้นะ”
“ค่ะ”
“พี่ให้คนของพี่ตามสืบเื่ราวของเขาหมดแล้ว เขาดูไม่มีอะไรแอบแฝงเลยสักอย่างเพราะเขามีหมดทุกอย่างแล้วแต่เขาก็ไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว พี่ไม่เข้าใจว่าเขาจะตามหาเราหรืออยากเจอเราไปทำไม” น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางของพี่เกรฟบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายจะอยากเจอเราสองคนไปทำไมกัน เพราะเขามีหมดทุกอย่างแต่เรานี่สิไม่มีอะไรเทียบเท่าเขาเลยสักนิด เขาไม่กลัวพวกฉันไปหลอกเอาเงินเอาสมบัติเขาหรือไงกัน
“พี่ค่อยถามเขาก็ได้ว่าทำไมถึงอยากเจอเรา” ฉันบอกผู้เป็พี่ชาย
“อื้อ เราไปด้วยกันนะกรีน ไปเจอเขาด้วยกัน”
“ได้ค่ะ เราจะไปเจอเขาด้วยกัน” เราสองพี่น้องนั่งคุยกันไปอีกสักพักใหญ่เ้านายก็ตรวจเอกสารเสร็จ เ้านายเรียกให้ทั้งฉันและพี่เกรฟไปนั่งด้วยไม่รู้ว่าท่านมีอะไรจะคุยกันแน่ถึงได้ทำท่าทางจริงจังแบบนั้น
“เื่ที่จะพูดต่อไปนี้ อาจจะจริงจังและเครียดมาก แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็ยังไงอาก็ยังคงเป็อาของเราทั้งสอง เป็ผู้ใหญ่ให้เราพึ่งพิง” เ้านายบอกเสียงเครียดแต่ยังไม่ทันจะได้คุยอะไรกัน ประตูห้องรับรองก็ถูกเคาะพร้อมกับพี่ ๆ นำเครื่องดื่มและของว่างเข้าเสิร์ฟ เรารอกระทั่งประตูห้องปิดลงเ้านายจึงเอ่ยต่อ
“เกรฟเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหมว่าพ่อเราติดต่อมา” ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นฉันหันขวับไปมองพี่ชายทันที ทำไมเ้านายรู้ว่าผู้ชายคนนั้นติดต่อมา
“อือ อาเพิ่งรู้หลังจากแม่เราเสียได้ไม่นานว่าพ่อของเราเป็ใคร แปลกใจไหมว่าทำไมอาแทนตัวเองว่าอา” สายตากึ่งเอ็นดูกึ่งจริงจังจับจ้องมาที่ฉัน ผู้มีอายุน้อยที่สุดในวงสนทนา ฉันพยักหน้ายอมรับ เ้านายหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พ่อเราเคยเป็คู่ค้ากับอา ต่อมาก็ได้ร่วมงานกันเรื่อยๆ จนสนิทกัน เื่ราวระหว่างแม่เรากับพ่อเราอาไม่รู้ แต่อารู้แค่ว่าพ่อเราตามหาเราทั้งสองั้แ่ต้น กระทั่งเมื่อปีที่แล้วเขาติดต่อมาขอเจอกับเกรฟ นั่นแหละอาถึงได้รู้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับเกรฟและกรีนยังไง”
“...”
“เขาอยากเจอเราทั้งสอง อาไม่บังคับและให้เขาคุยกับเกรฟเองว่าจะทำยังไง ยังไงเราสองคนก็โตกันแล้ว”
“...”
“แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจยังไง อาจะอยู่ข้างเราทั้งสอง”
“ขอบคุณครับ” พี่เกรฟยกมือไหว้ขอบคุณผู้เป็เ้านายและเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่
“ไม่เป็ไร ให้คิดว่าเราเป็ครอบครัวเดียวกัน อย่าให้ลูกสาวอามาบ่นนะ น้องฟางบ่นเก่ง” เ้านายพูดถึงลูกสาวท่านด้วยรอยยิ้ม กว่าที่ท่านจะได้เจอและปรับความเข้าใจกับลูกสาวอย่างคุณฟางอี้เฉิน ก็ใช้เวลานานหลายปีเช่นเดียวกัน เพราะแบบนี้ล่ะมั้งท่านถึงอยากให้พวกเราสองพี่น้องได้พูดคุยหรือทำอะไรสักอย่างกับผู้ชายคนนั้นที่บอกว่าตามหาพวกฉันมานาน
“อีกเื่...” ยังไม่หมดอีกเหรอเนี่ย ทำไมเจอกันแต่ละทีเ้านายมีเื่มาพูดคุยกับฉันมากขนาดนี้ เอ่อ ที่จริงก็บ่นไปงั้นแหละไม่กล้าพูดไปตรง ๆ หรอกเกรงใจเ้านาย อย่าไปฟ้องเ้านายฉันนะ
“กรีน อยากมาทำผู้ช่วยเลขาของเ้าเกรฟไหม?” อีกแล้ว เ้านายถามแบบนี้อีกแล้ว
“ขอบคุณค่ะเ้านาย แต่ว่าหนูสนุกกับงานตรงนี้มากกว่า” ฉันเกรงใจจริง ๆ นะ เพราะท่านช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอด พอถูกท่านเสนองานหรือเงื่อนไขดี ๆ มาให้ฉันก็มักจะเกรงใจแบบนี้ตลอด เพราะได้รับสิ่งที่ดีมาเลยทำให้ไม่กล้าที่จะรับเข้ามาอีก
“เฮ้อ ดื้อจังเลยนะ งั้นเดี๋ยวอาจะให้ผู้จัดการรับสมัครคนเพิ่มสักคนสองคนมาช่วยเรา แล้วก็จะเพิ่มเงินเดือนให้ เพิ่งจบโทมานี่นา เงินเดือนก็ต้องขึ้นด้วย” ฉันที่กำลังจะอ้าปากห้ามก็ไม่ทันเพราะเ้านายได้พูดดักไว้หมดแล้ว ฉันเคยบอกไปหรือยังนะว่าของขวัญวันรับปริญญาของฉันฉันได้เงินมาเท่าไหร่ ของพี่ณัฐให้ที่อยู่กับต้นกล้วยนั่นแหละมีห้าหมื่นยี่สิบบาท ไหนจะช่อดอกไม้จากพี่ ๆ ที่ออกร่วมกันและในนามของสนามสามหมื่น ของเ้านายอีกห้าหมื่น ที่สำคัญค่ะ สำคัญที่คนนี้ เ้าเด็กเธิร์สเดย์น่ะ รายนั้นน่ะพูดแล้วโมโหไปรวยมาจากไหนถึงได้กล้าเอาเงินสองแสนมาให้ฉันแบบนั้น!!
“เ้านายคะ แค่เงินเดือนตอนนี้ก็เยอะแล้วนะคะ”
“เดี๋ยวขึ้นให้อีกไง ปีที่ผ่านมาเราทำงานหนักมากเลยนะกรีน ไม่ต้องเถียงอาละ เดี๋ยวเรียกณัฐเข้ามาคุยด้วยเลย” เ้านายพูดผูกขาดคนเดียวเลยอ่ะ พี่ณัฐเข้ามาเ้านายก็บอกให้จัดการขึ้นเงินเดือนให้ฉัน คนเป็เพื่อนสนิทพี่ชายยิ้มกริ่มขำทันทีที่เห็นหน้าฉัน เรายืนส่งเข้านายกลับฉันก็ทิ้งตัวนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนแรง
“ทำหน้าเบื่อโลกอะไรขนาดนั้น” พี่ณัฐแซว
“แค่นี้คนก็เกลียดหนูมากพอแล้วพี่ ถ้าเงินเดือนขึ้นพวกเขาไม่มาเผาห้องทำงานเลยเหรอ”