....
"เราต้องหาขวดที่เป็เอกลักษณ์ และไม่สามารถลอกเลียบแบบได้.." ภาคินบ่นพึมพัมออกมาเบาๆ ในขณะที่กำลังเดินลงบันไดมายังชั้นล่างของบ้าน
"คุณหนูจะไปไหนให้ผมไปส่งไหมครับ?.."
เมื่อเห็นภาคินเดินออกมาจากบ้าน ชายวัยกลางคนที่กำลังตกแต่งกิ่งไม้อยู่ในสวน ก็ถามออกมาทันที เพราะลุงแกมีหน้าที่ในการขับรถเพื่อรับส่งภาคินเป็ประจำทุกๆวันอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นนายน้อยของบ้านเดินลงมา เขาจึงรีบถามขึ้นมาทันที
"ลุงยศพอจะรู้จักร้านขายขวดแก้ว ที่มีหลายๆขนาดไหมครับ และร้านขายอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างแบบพลังงานแสงอาทิตย์.."
ภาคินเอ่ยถามออกมาอย่างตรงๆ เพราะเขาไม่อยากจะเสียเวลาเดินหาเอง
"อ้อรู้ครับคุณหนู ไปครับเดี๋ยวผมขับรถไปส่ง.."
หลังพูดคุยจนเข้าใจรถตู้ราคาแพงก็เคลื่อนที่ออกจากบ้านอย่างช้าๆ และวิ่งไปตามถนนสายหลักเพียงไม่นานก็มาถึง ร้านที่ลุงยสพามาเป็ร้านที่ขายพวกอุปกรณ์ที่ทำขึ้นมาจากแก้วโดยเฉพาะ มีทั้งโคมไฟของใช้ในบ้าน และสิ่งของอื่นๆอีกมากมาย
"ยินดีต้อนรับครับคุณลูกค้า เชิญเลือกดูก่อนได้เลยครับ"
พนักงานของร้านรีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที เมื่อเห็นเด็กน้อยลงมาจากรถตู้ราคาแพง พร้อมกับคนขับรถส่วนตัว ที่จริงภาคินก็ไม่ชอบอวดความร่ำรวย และสิ่งของที่ได้มาจากพ่อแม่อย่างใด แต่ที่เขาทำแบบนี้เพราะมันจำเป็ สิ่งแรกเพราะเขาไม่อยากจะเสียเวลาเดินหาของเอง และอย่างที่สองหากเขามาเองโดยนั่งรถประจำทางและเดินมา แน่นอนว่าจะไม่ได้รับการต้อนรับที่ดี และพนักงานส่วนมากยังส่งสายตาดูถูกและรำคาญมาที่เขาอยู่ตลอดเวลา มันจึงทำให้ภาคินรู้สึกอึดอัด หรืออาจจะไม่ปล่อยให้เด็กวัย10ขวบเข้าร้านเลยด้วยซ้ำ
แต่ภาคินก็ไม่โทษคนพวกนั้นเพราะสถานที่ๆเขาไป มักจะไม่ใช่สถานที่ๆเด็กสมควรจะไปนั่นเอง ดังนั้นการที่พนักงานจะไม่ไห้ให้ความสนใจเด็ก10ขวบ มันก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร
"เอ่ออ..พี่ชายผม้าขวดเล็กๆประมาณนี้ ขอแบบมีฝาปิดด้วย และ้าโลโก้รูปัสีทองบนขวด ไม่ทราบว่าร้านพี่ชายทำได้ไหมครับ..?" เมื่อมาถึงภาคินจึงเอ่ยเข้าเื่ทันที
"ขวดขนาดนี้มีครับ แต่คุณลูกค้ามีรูปตัวอย่างัที่อยากได้ไหมครับ? เดี๋ยวทางร้านจะทำการสกรีนให้" หลังจากเลือกแบบแล้ว ภาคินก็รีบมุ่งหน้าไปยังร้านขายอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ต่อทันที
เพราะขวดที่ภาคินสั่งไปทางร้านขอเวลาในการสกรีน 1-2 ชั่วโมง ภาคินสั่งไป 150 ขวด ขวดเปล่าๆตกขวดละ 5 บาทหากสกรีนเพิ่มจะตกอยู่ขวดละ 7 บาท ซึ่งทั้งหมดรวมเป็เงิน1,050บาท
เมื่อมาถึงร้านอุปกรณ์ให้แสงสว่าง ภาคินก็เริ่มลงมือเลือกของที่มันดูเข้ากับร้านของเขาทันที ในร้านนี้ทั้งโคมไฟผนัง หลอดไฟแบบแขวน หรือโคมไฟตั้งโต๊ะ อุปกรณ์พวกนี้มีราคาแพงมาก ชิ้นหนึ่งมีราคาหลักร้อยเป็ขั้นต่ำมันจึงทำให้รู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายภาคินก็เลือกแบบโคมไฟแขวนเพดาน เพราะมันน่าจะให้แสงสว่างได้ทั่วทั้งร้าน และป้องกันการขโมยได้ด้วย เพราะหากเลือกโคมไฟแบบตั้งโต๊ะ มันมีโอกาศสูงที่ลูกค้าจะขโมยมันได้ง่าย ดังนั้นจึงตัดสินใจซื้อมา12อัน เนื่องจากร้านค่อนข้างกว้างพอสมควร
และหลังจากหาชื้อของที่้าครบแล้ว อย่างเช่นหลอดไฟพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องดื่มบำรุงกำลังอีก3แพ็คใหญ่ๆภาคินก็มุ่งหน้าไปยังร้านเดิม เพื่อรับขวดที่สั่งเอาไว้ จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับบ้านทันที เพราะตอนนี้เงินของเขาที่ใช้เวลาเก็บมานาน และเงินในออมสินได้หมดไปแล้ว แต่..ในขณะที่ภาคินกำลังเดินทางกลับบ้านนั้นจู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา ซึ่งทันทีที่กดรับโทรศัพท์ เสียงปลายสายก็ดังขึ้นมาว่า..
"คินเหรอลูก มาหาพ่อที่โรงแรมหน่อย พอดีมีเื่ให้ช่วยนิดหน่อย บอกลุงยศขับรถมาส่งเลยนะ.."
"ครับเดี๋ยวผมเข้าไป... " หลังจากวางสายเสร็จภาคินก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรม
"มาแล้วเหรอครับคุณหนู ทางนี้เลยครับ..."
ภาคินมาถึงโรงแรม พนักงานทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็จ้องมองมายังภาคินด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นและดีใจ และยังแฝงไปด้วยความภูมิใจอีกด้วย
"คุณหนู ท่านประธานรออยู่ข้างบนแล้วครับเชิญครับ.."
ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพง เดินเข้ามาพูดกับภาคินอย่างนอบน้อม และเดินนำหน้าภาคินไปยังลิฟท์ ท่ามกลางสายตาที่งุนงงของลูกค้าที่มาใช้บริการจำนวนมาก
"เด็กคนนั้นเป็ใครกัน ทำไมผู้จัดการถึงได้นอบน้อมขนาดนั้น..?"
ลูกค้าของโรงแรมที่เห็นก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ เพราะพวกเธอก็เป็ลูกค้าประจำ และมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการต้อนรับเหมือนเด็กตรงหน้าเลยซักครั้ง แต่พวกเธอก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ เพราะไม่กล้าที่จะถามออกไป
ภายในห้องๆหนึ่งในโรงแรม...
"โอ้มาแล้วเหรอคิน มาทางนี้มา...."
เมื่อภาคินเดินเข้ามาในห้องห้องฝึกทำอาหาร มาเรียก็รีบเดินเข้าไปคุยลูกชายของเธอ ในขณะที่มาเรียกำลังอธิบายให้ภาคินเข้าใจอยู่นั้น จู่ๆเสียงของชายวัยกลางคนๆหนึ่งก็ดังขึ้นมา
"มาแล้วเหรอครับคุณหนู... "
คนที่พูดขึ้นมาคือเชฟใหญ่ของโรงแรม ที่เป็คนฝึกสอนภาคินใน่ระยะเวลา1เดือนที่ผ่านมานั่นเอง
"มีอะไรเหรอครับ ลุงแฟร้ง.?"
เมื่อเห็นมองรอบๆตัวมีแต่คนซึ่งปกติห้องนี้จะไม่มีใครเลย ภาคินจึงถามออกมาด้วยความสงสัยเล็กน้อย
"วันนี้จะมีรายการทีวีมาขอถ่ายทำที่ครัวของเรา และลุงคิดว่าน่าจะพาคุณหนูมาแสดงฝีมือในการทำอาหารด้วยเลย เพราะมันจะดีต่อคุณหนูในวันข้างหน้าแน่นอนครับ" เชฟใหญ่ของโรงแรมพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
แฟร้งคิดว่าภาคินคงชื่นชอบในการทำอาหาร เพราะั้แ่เขาสอนมา ภาคินเป็เด็กที่เรียนรู้ได้ไว ทั้งยังทุ่มเทกับการทำอาหารเป็อย่างมาก แฟร้งจึงคิดว่านายน้อยตรงหน้าคงอยากจะเป็พ่อครัวที่มีชื่อเสียงอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงได้ชวนให้มาร่วมแสดงฝีมือในวันนี้ด้วย เพื่อเป็การปูทางในวันข้างหน้า และอีกเหตุผลสำคัญของเชฟใหญ่ก็คือการที่เด็กวัย10ขวบอย่างภาคิน สามารถทำอาหารได้ขนาดนี้มันหาได้ยากมากๆ ไม่ต้องพูดถึงรสชาติของอาหาร เพียงแค่หาตัวพ่อครัวที่มีอายุเท่านี้ ก็แทบจะหาไม่ได้แล้วเพราะเด็กวัย 10 ขวบทั่วไปมักจะไม่ได้ให้ความสนใจกับเื่ใดเื่หนึ่งเป็เวลานาน ยิ่งเป็เื่ที่น่าเบื่ออย่างการทำอาหารด้วยแล้ว ยิ่งหาได้ยากขึ้นไปอีก
ดังนั้นเชฟใหญ่จึงอยากจะเปิดเผยความสามารถของภาคิน สู่สายตาของคนทั้งประเทศ และแน่นอนว่าการเปิดตัวั้แ่เด็กแบบนี้ ยิ่งทำให้ได้เปรียบมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันในวันข้างหน้า ดังนั้นเชฟใหญ่จึงได้พยายามดันลูกศิษย์ของเขาคนนี้อย่างเต็มที่
แต่..ในขณะที่หลายๆคนกำลังคิดมโนไปเอง อีกด้านหนึ่งทางภาคินกลับไม่ได้ชอบมันเลย และเขาก็ไม่เคยคิดที่จะเป็พ่อครัวชื่อดังอะไรด้วยซ้ำ เขาแค่้าเรียนเพื่อไปเปิดร้านอาหารในต่างโลกเท่านั้น แต่..ในเมื่อมันลงเอยแบบนี้แล้ว ภาคินก็ไม่ได้โกรธหรืออะไร เพราะเขาเข้าใจในความหวังดีของเชฟใหญ่ดี ดังนั้นภาคินจึงไม่ได้ท้วงอะไรออกมา
"เตรียมตัวได้เลยครับคุณหนู เมนูที่สองของรายการวันนี้ ผมเตรียมเมนูที่คุณถนัดเอาไว้แล้ว"
เชฟใหญ่แฟร้งเริ่มพาภาคินไปยังห้องเปลี่ยนชุด และใช้เวลาเพียงในนาน ภาคินก็เดินออกมาพร้อมกับชุดและหมวกสีขาวหรือก็คือชุดของกุ๊กฝึดหัดนั่นเอง
"รู้งี้เราน่าจะฝึกทำอาหารที่ต่างโลกก่อนค่อยกลับมา แต่ช่างมันเถอะเมนูวันนี้ก็ไม่ได้อยากอะไร..."
ภาคินบ่นออกมาเบาๆในขณะที่กำลังรอเวลา ด้วยหัวใจที่สั่นตูมตามเพียงเล็กน้อย