ตอนที่ 25: ร่องรอยในหมึกแห้งและชื่อที่ไม่ควรออกเสียง
สามวันหลังจากการโจมตีระลอกที่สองของพรรคโลหิตทมิฬผ่านพ้นไป สำนักวิถีเมฆาค่อยๆ ฟื้นคืนสู่ภาวะปกติอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าราวดั่งคนไข้หนักที่เพิ่งลุกขยับกายจากเตียง แม้สองขาจะยังอ่อนแรงและก้าวเดินได้ไม่มั่นคงนัก ทว่าก็หาได้ยอมนอนทอดอาลัยรอความตายอีกต่อไป
ลานบรรพชนที่เคยแตกร้าวพินาศจากแรงปะทะอันมหาศาล บัดนี้ถูกซ่อมแซมจนเกือบกลับคืนสู่สภาพเดิม รอยโลหิตที่เคยสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นหินถูกชะล้างออกจนสะอาดสิ้น เหลือเพียงกลิ่นจางๆ ของน้ำยาทำความสะอาดและเศษเสี้ยวพลังปราณที่ยังไม่สลายตัวไปทั้งหมด
ค่ายกลป้องกันภัยรอบสำนักถูกเสริมความแ่าเพิ่มขึ้นอีกสองชั้น เหล่าผู้าุโฝ่ายค่ายกลต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจโดยแทบไม่ได้พักผ่อนตลอดหลายวันมานี้ ขณะที่ศิษย์ทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจช่วยกันซ่อมแซมเรือนพักและทางเดินศิลาที่เสียหายจากการตราหักของการต่อสู้
ผู้าุโทั้งสามท่านที่ได้รับาเ็สาหัสมีอาการฟื้นตัวเร็วกว่าที่ทุกคนคาดการณ์ไว้มาก ส่วนหนึ่งเป็เพราะน้ำยาต้มกระดูกคุณภาพสูงที่ถูกส่งไปปรนนิบัติอย่างต่อเนื่อง แม้แต่อาจารย์ซ่งเปย์ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้จำเป็ต้องพึ่งพาไม้ค้ำยันอยู่ตลอดเวลา บัดนี้ก็เริ่มขยับขาข้างที่าเ็ได้บ้างแล้ว ถึงจะยังก้าวเดินกะเผลกอยู่ก็ตาม
ส่วนทางด้านหลินอัน วิถีชีวิตภายนอกของเขายังคงราบเรียบและเหมือนเดิมแทบทุกประการ ทั้งการปัดกวาดลานหิน การรดน้ำแปลงสมุนไพร การเคี่ยวต้มยา และการเรียนรู้วิชาผสมโอสถจากผู้าุโฝ่ายยาในทุกเช้ามืด ทว่าสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปอย่างแท้จริงกลับเป็สภาวะภายในร่างกายของเขา
พลังปราณพฤกษาจากข้อไผ่ปริศนาข้อที่สองนั้น มีความแตกต่างจากข้อแรกอย่างเด่นชัด หากข้อแรกให้ความรู้สึกสดชื่น โปร่งสบาย ราวกำลังผลักบานหน้าต่างออกเพื่อรับสายลมแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิ ข้อที่สองกลับให้ความรู้สึกดิ่งลึก หนักแน่น และมั่นคงยิ่งกว่า มันสถิตอยู่ภายในร่างประดุจรากไม้ขนาดมหึมาที่หยั่งรากลึกลงสู่ใต้ผืนพสุธา คอยยึดโยงทุกสรรพสิ่งเอาไว้โดยปราศจากความสั่นคลอน
การควบคุมค่ายกลผนึกกายาของเขามีความละเอียดอ่อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้หากยามใดที่ต้องหยิบจับสิ่งของที่เปราะบาง เขาจำเป็ต้องกำหนดจิตทุกครั้งเพื่อมิให้เรี่ยวแรงมหาศาลจากร่างกายเผลอบดขยี้สิ่งของเ่าั้จนพังเสียหาย ทว่าในเพลานี้ ทุกอย่างกลับลื่นไหลและเป็ธรรมชาติราวกับการผ่อนลมหายใจ โดยมิต้องหยุดคิดหรือฝืนบังคับ ร่างกายสามารถควบคุมขีดจำกัดของตนเองได้อย่างอัตโนมัติ
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลงมือพรวนดินในสวนสมุนไพร่บ่ายอันเงียบสงบ สุ้มเสียงของจิติญญาาก็ดังกังวานขึ้นภายในห้วงคำนึง
[จิติญญาา : บันทึกข้อมูล]ข้อไผ่ปริศนาข้อที่ 2 ปลดล็อกเสร็จสิ้น ปราณแห่งการยอมรับแทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจรชั้นสามความเสถียรของม่านพลังพยุงกายเพิ่มขึ้น 3 ส่วน จาก 100 ส่วนภารกิจสะสม: ถูกกระทำโดยไม่สวนกลับ — ความคืบหน้าปัจจุบัน 17/100 ครั้ง
หลินอันชะงักมือลงเล็กน้อย
สิบเจ็ดครั้ง นับั้แ่ก้าวเท้าเข้าสู่สำนักแห่งนี้ ทั้งคราที่ถูกผลัก ถูกเดินชน ถูกตะคอก หรือแม้กระทั่งถูกโยนงานในส่วนที่เกินหน้าที่ให้ทำ ทุกเื่ราวล้วนถูกจดบันทึกไว้อย่างเป็ระบบระเบียบโดยเจตจำนงลึกลับที่เพิ่งตื่นจากการจำศีลนิ่ง
ยังคงเหลืออีกแปดสิบสามครั้ง ชายหนุ่มทอดสายตามองตัวเลขเ่าั้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาแ่เบา
"ช้าไปนิด"
เขาพึมพำกับตนเอง จากนั้นจึงเริ่มลงมือพรวนดินต่อไปอย่างใจเย็น ราวกับว่าเื่ราวทั้งหมดนี้มิใช่เื่เร่งด่วนอันใดเลย
ห้าวันหลังจากการโจมตีผ่านพ้น ณ หอคัมภีร์อักษรโบราณ
ผู้าุโเฝ้าหอคัมภีร์ได้ส่งคนมาเรียกตัวหลินอันให้เข้าพบั้แ่ยามเช้าตรู่ ชายชราหลังค่อมนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เตี้ยตัวเดิม แสงแดดอ่อนละมุนสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างกระดาษคร่ำคร่า กระทบลงบนม้วนตำราสามม้วนที่วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า กลิ่นน้ำหมึกที่ยังใหม่สดโชยเตะจมูกชัดเจน บ่งบอกว่ามันมิใช่ม้วนตำราดั้งเดิมฉบับเก่าแก่ หากแต่เป็ฉบับสำเนาที่เพิ่งถูกคัดลอกขึ้นมาใหม่
"นั่งลงก่อนเถิด" สุ้มเสียงแหบแห้งของชายชราเอ่ยขึ้น
หลินอันน้อมศีรษะลงคารวะด้วยความเคารพ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเสื่อหน้าโต๊ะอย่างเรียบร้อย ผู้าุโเฝ้าหอคัมภีร์จึงเริ่มกล่าวสืบต่ออย่างเชื่องช้า
"คัมภีร์ทั้งสามม้วนที่ถูกลักขโมยไปในค่ำคืนแรก ผู้าุโฝ่ายกฎระเบียบได้ใช้เวลาตลอดทั้งคืนเต็มในการคัดลอกมันขึ้นมาใหม่จากความทรงจำ ทั้งนี้เป็เพราะตัวท่านได้อ่านและศึกษาตำราเหล่านี้มาเนิ่นนานกว่าสี่สิบปีแล้ว" ชายชราใช้นิ้วมืออันเหี่ยวย่นชี้ไปยังม้วนคัมภีร์ทั้งสาม "ข้าจึงอยากให้เ้าช่วยตรวจสอบความถูกต้อง โดยนำไปเปรียบเทียบกับบันทึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหมวดอื่นๆ"
"ข้าจะพยายามครับ" หลินอันตอบรับ
ชายชราจ้องมองใบหน้าของเขานิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ข้ามิได้้าเพียงความพยายาม ข้า้าผลลัพธ์ที่แม่นยำ เ้าสามารถจดจำรายละเอียดของตำราโบราณได้แม่นยำยิ่งกว่าศิษย์าุโหลายคนในสำนักเสียอีก เื่นี้ข้าแอบสังเกตเห็นมาได้สักพักใหญ่แล้ว"
หลินอันไม่ได้เอ่ยคำโต้อ้างใด เขาเพียงรับม้วนตำราเ่าั้มาคลี่เปิดอ่านอยู่อย่างเงียบๆ ตัวอักษรในสำเนาฉบับใหม่นี้มีความคมชัด งดงาม และเป็ระเบียบเรียบร้อย ทว่าในบาง่กลับมีร่องรอยของการสะบัดน้ำหมึกที่ไหลเร็วเกินไป คล้ายดั่งผู้คัดลอกกำลังอยู่ในสภาวะรีบร้อน
ม้วนแรก กล่าวถึงเื่ราวการจัดสร้างสุสานของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักวิถีอู๋เทียน สถานที่ตั้งถูกบรรยายเอาไว้อย่างคลุมเครือเพียงว่า 'ใต้รากของูเาแรก' ซึ่งสำหรับผู้คนในสำนักวิถีเมฆา ถ้อยคำนี้แทบจะชี้เป้าหมายไปยังูเาทางทิศอุดรที่สูงตระหง่านที่สุดโดยปริยาย
ม้วนที่สอง บันทึกถึงพิธีกรรมฝังศพ มีการกล่าวอ้างถึง 'ผู้เฝ้าทั้งห้า' ที่ท่านปรมาจารย์สถาปนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาสุสานหลังจากที่ตนเองได้ล่วงลับไปแล้ว ทว่ารายละเอียดทั้งหมดกลับถูกเข้ารหัสลับเอาไว้ ราวกับจงใจมิให้คนรุ่นหลังสามารถทำความเข้าใจได้โดยง่าย
ส่วนม้วนที่สาม มีเนื้อหาใจความสั้นที่สุด เป็เพียงรายนามสถานที่ยี่สิบสามแห่งทั่วทั้งแผ่นดินที่ท่านปรมาจารย์เคยเดินทางไปเยือน บางนามยังคงปรากฏอยู่บนแผนที่ในยุคปัจจุบัน ทว่าบางนามกลับสูญหายสาบสูญไปตามกาลเวลาเนิ่นนานหลายร้อยปีแล้ว
หลินอันพินิจอ่านทบทวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ พู่กันในมือขีดเส้นใต้บางจุดเอาไว้อย่างแ่เบา เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามเต็ม ชายหนุ่มจึงได้เอ่ยปากขึ้น
"ม้วนที่สอง หน้าที่สี่ขอรับ ตรงคำบรรยายถึงผู้เฝ้าคนที่สาม ในสำเนาฉบับใหม่นี้ระบุคำว่า 'สลับรูป' ทว่าข้าเคยผ่านตาบันทึกเก่าในหมวดอื่นที่ใช้คำว่า 'สลับวาระ' ความหมายของทั้งสองคำนี้มีความแตกต่างกันอยู่มาก"
ชายชราเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"เ้าสามารถจดจำได้แม้กระทั่งถ้อยคำเพียงคำเดียวเชียวรึ"
"ข้าอาศัยการจดจำลักษณะรอยตวัดพู่กันขอรับ สองคำนี้มีรูปแบบการตวัดเส้นสายที่ไม่เหมือนกัน" หลินอันอธิบาย
บรรยากาศภายในห้องตกสู่ความเงียบงันชั่วครู่ ผู้าุโเฝ้าหอคัมภีร์ค่อยๆ เอื้อมมือหยิบบันทึกเก่าแก่อีกชุดหนึ่งออกมาพลิกเปิด ค้นหาตำแหน่งตามที่ชายหนุ่มบอกอย่างเชื่องช้า ดวงตาฝ้าฟางจดจ้องตัวอักษรโบราณอยู่นานแสนนาน ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
"เ้ากล่าวได้ถูกต้อง" น้ำเสียงของท่านต่ำลงเล็กน้อย "และหากถ้อยคำที่ถูกต้องคือคำว่า 'สลับวาระ' นั่นย่อมหมายความว่า ผู้เฝ้าคนที่สามหาใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาสามัญไม่ แต่น่าจะเป็ตัวตนลึกลับที่มีการเปลี่ยนผ่านและตื่นขึ้นตามรอบเวลา"
หลินอันครุ่นคิดตาม "คล้ายดั่งสัตว์อสูรที่จำศีลหลับใหลและตื่นขึ้นตามฤดูกาลอย่างนั้นหรือครับ"
"หรืออาจจะเป็พลังปราณธรรมชาติที่ผูกสัมพันธ์อยู่กับวัฏจักรของจันทรคติ" ชายชรารำพึงกับตนเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอีกครั้ง "เ้าช่วยแก้ไขความผิดพลาดในสำเนาใหม่นี้ได้มากทีเดียว หากตรวจสอบพบจุดผิดเพี้ยนตรงไหนอีก ก็จงทำเครื่องหมายทิ้งไว้เถิด นับจากนี้ไป เ้าจงมาช่วยข้าศึกษาและตรวจสอบตำราในหมวดนี้สืบไป"
หลินอันก้มศีรษะน้อมรับคำ "ข้าทราบแล้วครับ"
ในวันเดียวกัน ยามสาย ณ บริเวณลานด้านหน้าหอโอสถ
หลินอันใช้่เวลาว่างระหว่างการพักเรียนรู้วิชาผสมยา ออกมานั่งพักผ่อนอยู่บนม้านั่งหิน ในมือถือถ้วยใส่ขนมถั่วบดกวนชิ้นเล็กที่ผู้าุโฝ่ายยายัดใส่มือมาให้ทานรองท้อง กลิ่นอายสมุนไพรอบอวลลอยโชยมาจากภายในหอ ศิษย์หลายคนต่างพากันเดินก้าวผ่านไปมาด้วยท่าทีเร่งรีบ
ผ่านไปไม่นาน ศิษย์พี่หวังก็เดินก้าวผ่านมา ชายร่างสูงโปร่งผู้นี้เคยเป็หนึ่งในกลุ่มคน ที่ชื่นชอบการเข้ามาหาเื่กลั่นแกล้งเขามากที่สุดใน่เดือนแรกที่เขาเข้าสำนัก ทว่าพักหลังมานี้ ท่าทีของอีกฝ่ายกลับแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย มิใช่ว่าความเย่อหยิ่งจะลดน้อยถอยลงไป หากแต่คล้ายดั่งกำลังมีเื่ราวรกสมองให้ขบคิด มากกว่าจะมาสนใจกลั่นแกล้งศิษย์สายนอกธรรมดาเช่นเขา
เมื่อศิษย์พี่หวังเหลือบมาเห็นหลินอัน เขาชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งลงบนม้านั่งอีกฝั่งโดยมิได้เอ่ยปากขออนุญาต
"หลินอัน" น้ำเสียงของเขาฟังดูแปลกแปร่งไปจากยามปกติ แฝงไว้ด้วยความลังเลและระมัดระวังตัว
"มีสิ่งใดหรือครับ ศิษย์พี่หวัง" หลินอันเอ่ยถามเรียบๆ
อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกดน้ำเสียงให้ต่ำลง
"ในค่ำคืนที่คนของพรรคโลหิตทมิฬบุกเข้ามาโจมตีในระลอกที่สอง ตัวเ้า... หลบซ่อนตัวอยู่ที่ใดกันแน่"
หลินอันยกกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทีราบเรียบ "ข้าพักหลบภัยอยู่แถวๆ คลังเสบียงขอรับ"
"แถวๆ คลังเสบียงอย่างนั้นรึ" ศิษย์พี่หวังทวนคำ ก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาเบาๆ "ทว่าตัวข้ากลับเห็นเ้าเดินก้าวออกมาจากทิศทางของหอคัมภีร์ ในเพลานั้นข้าแอบซ่อนตัวอยู่บนหลังคาของเรือนพัก" เขาเค้นเสียงหัวเราะแห้งๆ ให้แก่ความขลาดเขลาของตนเอง "หากพูดกันตามตรงก็คือ ในคืนนั้นข้าหวาดกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาลงมาจากหลังคา ทว่าสายตาของข้ากลับมองเห็นสถานการณ์ทางฝั่งนั้นได้อย่างชัดเจน"
หลินอันไม่ได้รีบร้อนเอ่ยคำแก้ตัวใด เขาเพียงวางกระบอกชาลงข้างกายอย่างสงบ
ศิษย์พี่หวังเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเค้นถ้อยคำออกมาอย่างยากลำบาก
"ข้าไม่ได้มีความคิดที่จะนำเื่นี้ไปบอกกล่าวแก่ผู้ใด ข้าเพียงแค่... อยากจะมาเอ่ยปากขอโทษเ้า เื่ราวใน่เดือนแรกที่ข้าคอยแต่จะหาเื่กลั่นแกล้งเ้า"
หลินอันทอดสายตามองบุรุษตรงหน้านิ่ง โดยไม่ได้แสดงสีหน้าติติงหรือตัดสินอันใด ศิษย์พี่หวังจึงกล่าวสืบต่อ
"เมื่อเช้านี้ ข้าเห็นเด็กศิษย์ใหม่ที่เ้าเคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือเดินผ่านไป มันยอมก้มศีรษะแสดงความเคารพให้แก่เ้า ทว่ากลับแสดงท่าทีเมินเฉยไม่ยอมก้มหัวให้แก่ข้า ทั้งๆ ที่ตัวข้ามีฐานะเป็ถึงศิษย์พี่ผู้าุโกว่า"
หลินอันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ศิษย์พี่หวังสามารถรักษาชีวิตของตนเองให้รอดพ้นมาได้ในค่ำคืนอันโหดร้ายนั้น ก็นับว่าเป็การตัดสินใจที่ชาญฉลาดมากแล้ว ไม่จำเป็ที่ทุกผู้ทุกคนจะต้องลงไปเสี่ยงชีวิตในสนามรบหรอกครับ"
อีกฝ่ายจ้องมองใบหน้าของเขานิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะขื่นๆ ออกมาสั้นๆ
"เ้านี่นะ เวลาพูดจามักจะชวนให้รู้สึกหมั่นไส้น้อยกว่าที่ข้าเคยคิดไว้เสียอีก"
"ขอบคุณครับ"
"นั่นหาใช่คำชื่นชมไม่"
"ข้ารับรู้แล้วครับ"
บุรุษทั้งสองนั่งนิ่งเงียบเคียงข้างกันอยู่พักหนึ่ง ทว่าในครานี้ ความเงียบสงัดเ่าั้กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัดดั่งเช่นในอดีตอีกต่อไป ไม่นานนักศิษย์พี่หวังก็ลุกขึ้นและเดินจากไป ยามนั้น สุ้มเสียงของจิติญญาาก็ดังก้องขึ้นซ้ำอีกครา
[จิติญญาา : บันทึกข้อมูล]ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางปฏิสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมรอบตัวภารกิจถูกรังแก: ปัจจุบันไม่พบเหตุการณ์ใหม่ ยอดสะสมคงที่: 17/100
หลินอันลอบกวาดสายตาอ่านข้อความเ่าั้ในใจอย่างเงียบเชียบ การที่ผู้อื่นมาเอ่ยปากขอโทษย่อมไม่นับว่าเป็เหตุการณ์ถูกรังแกสินะ ทว่าถึงกระนั้น เขาก็สามารถััได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง สิ่งต่างๆ ภายในสำนักแห่งนี้กำลังเริ่มหมุนเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคงยิ่งนัก
ยามบ่ายคล้อย ณ เส้นทางเดินแคบๆ เื้ัหอคัมภีร์
หลินอันกำลังถือสมุดบันทึกรายการแก้ไขตำรา เดินย้อนกลับมาจากห้องจัดเก็บม้วนคัมภีร์เพื่อนำไปส่งคืนให้แก่ผู้าุโเฝ้าหอ ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินผ่านช่องทางเดินแคบระหว่างหอคัมภีร์กับเรือนพักของเหล่าผู้าุโ สุ้มเสียงสนทนาแ่เบาจากภายในห้องหับที่เปิดบานประตูแง้มทิ้งไว้ก็ลอยมาเข้าหู
"...จนถึงบัดนี้ ตัวตนของผู้ว่าจ้างพรรคโลหิตทมิฬก็ยังมิอาจสืบทราบได้แน่ชัด..."
"...ตราสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนร่างกายของกลุ่มมือสังหารชุดที่สอง มีความผิดแผกแตกต่างจากพวกชุดแรกอย่างสิ้นเชิง..."
"...หากว่าผู้ว่าจ้างในครานี้มีถึงสองรายจริง นั่นย่อมหมายความว่า ข้อมูลความลับเื่โลงศพโบราณได้รั่วไหลออกไปสู่ภายนอกเสียแล้ว..."
หลินอันชะลอฝีเท้าลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะก้าวเดินต่อไปด้วยท่วงท่าที่เป็ธรรมชาติที่สุด โดยไม่ได้หันหน้าไปลอบมองหรือหยุดยืนเงี่ยหูฟัง ทว่าทุกถ้อยคำที่ได้ยินกลับถูกสลักลึกและจดจำเอาไว้ในสมองอย่างแม่นยำ
ผู้ว่าจ้างสองราย ข้อมูลชิ้นนี้สามารถปรับเปลี่ยนรูปการณ์ทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง หากพรรคโลหิตทมิฬรับงานจากสองขั้วอำนาจพร้อมๆ กัน ย่อมหมายความว่ากลุ่มมือสังหารชุดที่สองอาจไม่ได้ปฏิบัติงานให้แก่บุคคลคนเดียวกับชุดแรก และรากเหง้าของตราสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันนั้น ก็คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด
ยามเย็นอัสดง ณ ศาลาริมสระบัวอันเงียบสงบ
หลินอันนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าโต๊ะหินเตี้ย ต้นสมุนไพรห้าชนิดถูกจัดวางเรียงรายเอาไว้อย่างเป็ระเบียบ ข้างกันนั้นมีมีดสั้นหยกขาวที่เขาได้มาจากโลงศพใบแรกวางตระหง่านอยู่ ชายหนุ่มทอดสายตาจดจ้องสิ่งของทั้งหมดตรงหน้าด้วยความเงียบงัน ทั้งสมุนไพรล้ำค่า มีดสั้นปริศนา หยกพกของแม่นางเฟิ่งหย่า และบันทึกข้อไผ่ปริศนาทั้งสิบก้าว ทุกสรรพสิ่งดูคล้ายดั่งไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ทว่าลึกๆ ในใจของหลินอันกลับััได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเส้นด้ายบางเบาที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า
เขาเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นหยกขาวขึ้นมา พลิกสำรวจอักขระสามตัวที่สลักอยู่ใกล้กับบริเวณด้ามมีดอีกครา คราวนี้เขาเลือกหยิบต้นสมุนไพรที่มีพลังปราณพฤกษาควบแน่นรุนแรงที่สุด ขึ้นมาบดถูลงบนใบมีดอย่างแ่เบา ในคราแรกไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทว่าเมื่อเขาเริ่มโคจรพลังปราณพฤกษาจากข้อไผ่ทั้งสองข้อให้ไหลทะลักลงสู่ปลายนิ้ว อักขระโบราณบนใบมีดก็พลันเปล่งแสงสว่างเรืองรองขึ้นมา
แสงสว่างนั้นช่างเบาบางยิ่งนัก ทว่ามันกลับชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบไปชั่วขณะ มันไม่ใช่เพียงแสงสว่างธรรมดาสามัญ ทว่าภายใต้ร่องรอยของตัวอักษรเดิมนั้น ปรากฏอักขระลึกลับอีกชั้นหนึ่งที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้
หลินอันรีบควบคุมการไหลเวียนของพลังปราณอย่างระมัดระวังที่สุด แสงสว่างค่อยๆ ทอประกายแจ่มชัดขึ้น ก่อนจะเผยตัวอักษรสี่คำออกมาให้เห็นเพียงชั่วเสี้ยววินาที
'...ผู้ที่แบก์...'
จากนั้น ประกายแสงทั้งหมดก็ดับวูบลง ศาลาริมน้ำหวนคืนสู่ความเงียบสงัดดั่งเก่า
หลินอันวางมีดสั้นลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า แม้สีหน้าภายนอกจะยังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ทว่าภายในจิตใจกลับกำลังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างเงียบเชียบ 'ผู้ที่แบก์' คือถ้อยคำเรียกขานที่ปรากฏอยู่ในตำนานโบราณกาลอันไกลโพ้น มันมิใช่คำนิยามถึงผู้ที่มีพละกำลังมหาศาลเหนืุ์ทั่วไป หากแต่หมายถึงบุคคลผู้ซึ่งสามารถแบกรับภาระและชะตากรรมอันหนักอึ้งที่ปุถุชนไม่มีวันทานทนไหว ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักวิถีอู๋เทียนจงใจซ่อนข้อความลับนี้เอาไว้ในมีดสั้น และอาวุธเล่มนี้จะยอมตอบสนองต่อพลังปราณพฤกษาเท่านั้น นั่นย่อมแสดงว่า มันหาใช่อาวุธที่ถูกจัดสร้างขึ้นมาเพื่อผู้ใดก็ได้ หากแต่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อรองรับใครบางคนโดยเฉพาะ
ในจังหวะนั้นเอง เ้าสุนัขเมฆาตัวน้อยก็ก้าวเดินออกมาจากพุ่มไม้ริมสระน้ำ มันเดินเข้ามาทรุดตัวลงนอนหมอบอยู่ข้างเท้าของเขาเฉกเช่นทุกครั้ง ดวงตากลมโตสีฟ้าสดใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา หลินอันยื่นมือไปลูบหัวของมันเบาๆ ััอันนุ่มนวลของเส้นขนช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดภายในจิตใจของเขาลงได้บ้าง
"เ้าคงไม่เข้าใจหรอกใช่ไหม" เขาเอ่ยคำพูดกับมันด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ว่าเหตุใดมีดธรรมดาเพียงเล่มเดียว ถึงได้ทำให้วิถีชีวิตอันเรียบง่ายต้องกลับกลายเป็เื่ราวที่ซับซ้อนถึงเพียงนี้"
เ้าสุนัขน้อยส่ายหางไปมาในทันที หลินอันจึงเผยรอยยิ้มบางเบา
"ที่เ้าแสดงออกเช่นนี้ ก็นับว่าถูกต้องที่สุดแล้ว"
ยามค่ำคืนคืบคลาน แสงสุดท้ายของวันทอดยาวทาบลงบนพื้นผิวศิลา สายลมหนาวพัดพาใบไม้สีเหลืองทองให้ปลิวผ่านไปเป็ระยะ หลินอันก้าวเดินผ่านกลุ่มศิษย์สายนอกที่กำลังจับกลุ่มยืนสนทนากันอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนพักรวม สุ้มเสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาตามลม
"...พวกเ้าได้ยินข่าวลือมาบ้างหรือไม่ ว่าผู้นำกลุ่มมือสังหารชุดที่สองของพรรคโลหิตทมิฬ มีนามว่า ฉีหล่าน..."
"นามนั้นถึงกับถูกจารึกเอาไว้ในบัญชีรายชื่อประกาศจับของสมาพันธ์เซียนแห่งทิศบูรพาเชียวนะ!"
"ผู้ที่สามารถจ่ายค่าจ้างเพื่ออัญเชิญคนระดับนั้นมาทำงานได้ ย่อมต้องเป็ขั้วอำนาจที่ทรงอิทธิพลมหาศาลเป็แน่..."
หลินอันก้าวเดินผ่านเลยไปโดยไม่ได้หยุดชะงักฝีเท้า ทว่าเขากลับสลักชื่อของ 'ฉีหล่าน' เอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ บุรุษผู้มีใบหน้าเ็าผู้นั้นไม่ได้ล่าถอยกลับไปเพราะความหวาดกลัว หากแต่เขาเลือกที่จะถอยเพื่อรวบรวมข้อมูลสาร และบุคคลที่ล่วงรู้จักการล่าถอยอย่างถูกเวลานั้น มักจะมีความอันตรายยิ่งกว่าผู้ที่รู้จักแต่การบุกทะลวงอย่างบ้าคลั่งหลายเท่าตัว
ภายในห้องพักศิษย์สายนอกอันคับแคบ แสงจากตะเกียงน้ำมันดวงน้อยส่องประกายสีเหลืองนวลอบอุ่น หลินอันนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ หลับตาลงอย่างช้าๆ
ในห้วงจิตสำนึกอันเงียบสงัด จิติญญาามีความตื่นตัวและแจ่มชัดยิ่งกว่าคราใดๆ มันไม่ได้ส่งเสียงพูด ไม่ได้แจ้งเตือนข้อความอันใด ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับมีตัวตนของใครบางคนกำลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาภายในห้องอันมืดมิด ไม่เอ่ยถ้อยคำ ไม่ขยับเคลื่อนไหว ทำเพียงแค่รับรู้ทุกสิ่งอยู่อย่างเงียบเชียบ
หลินอันไม่เคยล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้ว จิติญญาาคือสิ่งใดกันแน่ นับั้แ่ที่เขาได้ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกใบนี้ สิ่งนี้ก็สถิตอยู่เคียงคู่กับเขามาโดยตลอด คล้ายดั่งอวัยวะส่วนหนึ่งที่ติดตัวมาพร้อมกัน ทว่าในหลายต่อหลายครั้ง มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนมี 'เจตจำนง' และความนึกคิดเป็ของตนเอง ในครานี้ ชายหนุ่มจึงได้ลองส่งกระแสจิตเอ่ยถามมันออกไปเป็ครั้งแรก
"แท้จริงแล้ว เ้าคือผู้ใดกันแน่"
ปราศจากคำตอบที่เอื้อนเอ่ยออกมาเป็ภาษา หากแต่มีภาพนิมิตภาพหนึ่งปรากฏขึ้นเด่นชัดในห้วงคำนึง มันคือภาพของบุคคลผู้หนึ่งที่กำลังแบกรับน้ำหนักอันมหาศาลของผืนนภากว้างเอาไว้บนสองบ่า น้ำหนักนั้นรุนแรงและหนักอึ้งเสียจนราวกับจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้แหลกลาญ ทว่าบุคคลผู้นั้นกลับยังคงหยัดยืนตรงได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่เพราะถูกทรมานหรือบังคับขู่เข็ญ หากแต่เป็เพราะความเต็มใจและสมัครใจของตนเอง
ภาพนิมิตนั้นค่อยๆ จางหายไป หลงเหลือไว้เพียงความเงียบสงบดั่งเก่า
หลินอันลืมตาขึ้นช้าๆ เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันไหววูบไปมาตามแรงลมยามราตรีที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้เข้ามา
"ผู้ที่แบก์อย่างนั้นรึ"
ตัวเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าตนเองคือบุคคลในภาพนิมิตนั้นหรือไม่ และก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองปรารถนาที่จะเป็เช่นนั้นหรือไม่ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่นับวันจะยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ตัวเขายังคงพำนักอาศัยอยู่ภายในสำนักวิถีเมฆาแห่งนี้ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้สิ่งล้ำค่าที่สมควรปกป้องรักษ ต้องถูกทำลายพินาศไปต่อหน้าต่อตาอย่างเด็ดขาด นี่ไม่ใช่เพราะพันธนาการจากภารกิจของระบบ และไม่ใช่เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบอันใด หากแต่เป็เพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้องที่พึงกระทำ
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปดับไฟตะเกียง ห้องทั้งห้องพลันจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดในทันใด
วันพรุ่งนี้ เขายังคงมีลานศิลาที่ต้องลงมือปัดกวาด ยังคงมียาสมุนไพรที่ต้องคอยเคี่ยวต้ม ยังคงมีคัมภีร์ตำราที่ต้องศึกษา และ ณ ที่แห่งใดสักแห่งบนโลกกว้างภายนอกนั้น คนของพรรคโลหิตทมิฬก็คงกำลังเสาะหาข้อมูลสารเกี่ยวกับตัวเขาอยู่เช่นกัน
ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลง ลมหายใจค่อยๆ ทอดผ่อนยาวและสม่ำเสมอเป็จังหวะ เพียงไม่นานนัก ความสงบเงียบก็พาร่างของเขาจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอันลึกล้ำ โดยปราศจากเศษเสี้ยวของความหวาดหวั่นพรั่นพรึงใดๆ หลงเหลืออยู่ในจิตใจเลยแม้แต่น้อย