เมฆคล้อยเคลื่อน พระอาทิตย์ลอยขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จนเวลาสิบปีผ่านไป
ณ ป้อมปราการยุทธ์ับิน ตระกูลลู่
เหนือท้องฟ้าในยามค่ำคืน หมู่ดาวน้อยใหญ่ระยิบระยับเต็มฟ้า มีค้างคาวราตรีหลงทางตัวหนึ่งที่สีกลืนไปกับท้องฟ้า กำลังบินฉวัดเฉวียนออกไปทางทิศตะวันตก
แสงดาวส่องกระทบคนสองคนที่กำลังมองัฟ้ากางปีกสีทอง ที่ทำจากสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง บนลานัฟ้าของป้อมปราการยุทธ์ับินตระกูลลู่
ชายวัยกลางคนในชุดเกราะอ่อนที่โป่งพองยืนคู่กับเด็กหญิงชุดเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนที่ผู้คนนิยมสวมใส่ ในเขตมณฑลใหญ่อุดรที่ค่อนข้างหนาวเหน็บ
ผู้ใดจะเชื่อว่าคนคู่นี้เป็พ่อลูกกันเนื่องจากความสูงของทั้งสองเกือบจะเท่าเทียมกัน
ดวงตากลมใสที่มีประกายสดใสแข่งกับดวงดาว ใบหน้าที่งามดั่งเทพธิดาตัวน้อย กับ.. ชายที่ร่างที่ไม่สูงนักจนเรียกได้ว่าเตี้ยยิ่ง ปานถูกน้ำหนักที่มากเกินไป ดึงให้ส่วนสูงของมันลดดิ่งลงมา ชายอ้วนเตี้ยผู้นี้อยู่ในชุดเกราะอ่อนที่โป่งพองน่าขบขันยิ่งนัก
..แต่หลายสิบปีมานี้ มีผู้ใดกล้าหัวเราะเขาเช่นในอดีต เพราะเขาคือ "ลู่พั่ง " ประมุขป้อมปราการยุทธ์ับิน ตระกูลลู่ ที่มีนามสะท้านไปทั่วแดนดิน
ตระกูลลู่เมื่อสองพันเจ็ดร้อยปีก่อน จอมช่างลู่ไป๋บรรพบุรุษเป็ช่างประติมากรรมอันลือชื่อในราชสำนักของราชวงศ์หยวนที่ล้มสลายโดยปริศนาเมื่อหลายพันปีก่อน ปฐมวงศ์ของอ๋องเลี่ยนแห่งมณฑลใหญ่ภาคกลางก็สืบสายมาจากเชื้อพระวงศ์ อันเป็พระญาติที่เหลืออยู่ ต่อมาตั้งปฐมวงศ์ครองความเป็เ้าสืบทอดบรรดาศักดิ์จากนั้นเป็ต้นมา ผลงานอันวิจิตรบรรจงในสมัยนั้นล้วนเป็ฝีมือของจอมช่างลู่ไป๋ ต่อมาเมื่อจอมช่างลู่ไป๋เดินทางกลับภูมิลำเนาได้เคลื่อนย้ายหินก้อนหนึ่งที่เชื่อว่าเป็ัฟ้าจากสรวงสรรค์ที่กลายเป็ศิลา ใช้เวลาแกะสลักถึงสิบปีแม้แกะออกมาคล้ายมีชีวิตจิติญญาปานจะกางกรงเล็บออกขย้ำผู้คน แต่ก็เป็เพียงัศิลาตนหนึ่ง
เมื่อเวลาผ่านไปดั่งสายน้ำที่ไหลไปไม่ย้อนกลับผู้คนล้วนลืมเลือนเื่ในอดีต แม้แต่ตระกูลลู่รุ่นหลังก็ไม่ใส่ใจัศิลาตนนี้ ปล่อยให้อยู่ในสวนด้านหลัง ยิ่งต่อมาลู่หลงผู้นำตระกูลลู่ในยุคต่อมาเข้ารับราชการฝ่ายบุ๋นชั้นผู้น้อยในวังอ๋องที่อยู่ในมลฑลใหญ่ภาคกลาง บ้านเรือนเดิมที่ตั้งอยู่ในมณฑลใหญ่อุดรก็พอได้ขยับขยายใหญ่ขึ้นแต่ภายหลังลู่หลงเสียชีวิตหลังแก่งแย่งชิงยศถาจนตัวตายเป็ได้เพียงซั่งกง[หัวหน้ากอง]แผนกบันทึก ชีวิตราชการในวังวนอำนาจที่ต้องตะกายเหยียบบ่าไหล่ผู้อื่นขึ้นไปยังจุดสูงสุดจบสิ้นลง ตระกูลลู่ก็ดั่งก้อนหินที่ถูกผลักลงเหวโถมทิ้งทะเลกลายเป็ตระกูลที่ตกต่ำ ผ่านมาอีกสี่รุ่นัศิลาตนนั้นจึงถูกหลงลืมไป
ในวัยเด็กลู่พั่งทั้งอ้วนทั้งเตี้ย เขาเป็บุตรคนกลางของลู่ชิ่วที่อาศัยทรัพย์สินบรรพบุรุษพอประทังชีวิตหากัศิลาตนนี้ขายเป็เงินทองได้คงถูกลู่ชิ่วขายทิ้งไปแล้ว ส่วนพี่น้องของเขาอีกสองคน ล้วนฝึกปรือฝีมือหวังแสวงหาความก้าวหน้า มีเพียงเขาที่รูปร่างอ้วนเตี้ยแต่เล็ก ไม่สนใจที่จะฝึกยุทธ์ กลับสนใจเพียงตำรับตำราอักษร และการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ที่พี่น้องคนอื่นของเขาและคนรอบข้างต่างหัวเราะเยาะ เช่น เรือบินจำลองขนาดเล็กที่เขาใช้เวลาเป็ปีทำให้ลอยขึ้นบนอากาศได้ กงล้อหมุนเสี่ยงโชคที่เขานำไปทดลองเล่นกับเพื่อนจนถูกบิดาดุด่าแทบทุกวัน ตอนเด็กลู่พั่งมักหนีหลบไปเฝ้ามองดูัศิลาอย่างใจจดจ่อในป่าของสวนหลังบ้านเช่นที่ธิดาเขาทำอยู่ตอนนี้
เมื่อลู่พั่งเติบใหญ่สิ่งที่เขาทำกลับพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแดนฟ้าเมฆินทร์ ภายในเวลา40 ปี กลับเป็ผู้ที่สร้างอาณาจักรป้อมปราการยุทธ์ับินขึ้นด้วยมือตนเอง ลู่พั่งประมุขป้อมปราการยุทธ์ับิน ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดมีอิทธิพลที่สุดในมณฑลใหญ่อุดร
แต่คืนนี้ลู่เตี๋ยธิดาในวัย11 ปี ที่เป็ดั่งดวงใจของลู่พั่ง รบเร้าให้เขาพามาดูรูปหล่อสัมฤิทธิ์จำลองรูปัฟ้า ที่ถูกกล่าวถึงในตำนาน
" บิดา เล่าอีกรอบได้หรือไม่ เตี๋ยเตี๋ย อยากฟัง " ลู่เตี๋ยรบเร้า
" ฮ่า ฮ่า บิดาของเ้า เล่าจนคอแห้งหมดแล้ว แค่กๆๆ " ลู่พั่งแกล้งลูบที่คอของเขา
" ไม่เอาบิดาอย่าแกล้ง เล่าให้เตี๋ยเตี๋ยอีกรอบหนึ่ง " ลู่เตี๋ยมือข้างหนึ่งจับที่แขนบิดา อีกข้างชูนิ้วชี้ขวาที่เรียวขาวขึ้นหันให้บิดาที่อยู่ตรงหน้าดู
" ได้ๆ บิดาจะเล่าให้ฟัง " สุดท้ายลู่พั่งก็ยอมแพ้ธิดา ความจริงต่อให้เขาเล่าอีกสิบรอบ ร้อยรอบเพื่อลู่เตี๋ยแล้ว เขายอมทำให้ได้ทุกอย่าง
ปกติลู่พั่วเป็ผู้ที่เสียงดังยิ่ง ยามเขาสั่งการบริวารในป้อมปราการต่างๆ ปานปืนใหญ่ะเิ แต่ยามเขาอยู่กับธิดา กลับเปลี่ยนเป็คนละคน ลู่พั่วเริ่มเล่าอีกรอบเสียงเบานุ่มปานกลัวธิดาของเขาจะตื่นใ
" ...ตำนานกล่าวว่าเมื่อสองพันเจ็ดร้อยปีก่อน จอมช่างลู่ไป๋ช่างประติมากรรมในสมัยโบราณกาล บรรพบุรุษของตระกูลลู่ของเราเดินทางกลับภูมิลำเนา เมื่อผ่านแดนรกร้างแห่งหนึ่งด้วยความเหนื่อยล้าระหว่างทางจึงนอนหลับใหล ใต้แผ่นหินศิลารูปร่างประหลาดยาวยี่สิบวาก้อนหนึ่ง
ในความฝันหินศิลาก้อนนี้กลับเป็ัฟ้าตนหนึ่ง ที่ลงมาท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ของแดนฟ้าเมฆินทร์ แล้วเผลอนอนหลับไปหมื่นปี
เมื่อตื่นขึ้นมาทั้งร่างกลับกลายเป็ก้อนหินศิลา ไม่สามารถกลับคืนสู่สรวง์ได้ แล้วร่างัฟ้าก็เลือนหายไป
เตี๋ยเตี๋ยเ้าอย่าได้นอนขี้เซาเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นร่างกายเป็หิน บิดาแม้รักถนอมเ้าปานใดก็ไม่อาจช่วยเ้าได้แล้ว”
หลังพูดเย้าแหย่ลู่เตี๋ยให้ย่นปากจมูกให้เขาบีบไปคราหนึ่ง ลู่พั่งก็กล่าวสืบต่อ
“จากนั้นจอมช่างลู่ไป๋ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา จึงเพ่งมองหินศิลาก้อนนี้กลับคล้ายัฟ้าตนหนึ่ง จึงปรารถนาจะช่วยให้ัฟ้าตนนี้ คืนร่างโบยบินกลับคืนสรวง์
จึงเคลื่อนย้ายหินก้อนนี้กลับมาตระกูลลู่ อุทิศเวลาสิบปีสลักเศียรั ลำตัว ดวงตา กรงเล็บ ได้สำเร็จเป็ัฟ้าตนหนึ่งยกเว้นส่วนปีกัฟ้ากลับสลักไม่สำเร็จ เป็ัศิลาโบราณที่ไม่ปีกตนหนึ่ง
ผ่านไปหลายสองพันเจ็ดร้อยปีัศิลาตนนี้ก็ยังรอคอยไม่สิ้นหวัง เป็ัศิลาที่ทนต่อสายลม แสงแดด แรงฝนรอคอยอย่างยาวนาน ที่จะคืนชีพเป็ัฟ้าโบยบินกลับสรวงสรรค์
แล้ววันนั้นก็มาถึง เมื่อห้าสิบปีก่อนพลันมีแสงสว่างเจ็ดสีจากท้องฟ้าร่วงลงมาคลี่คลุมัศิลา ทำให้พลันกลับมามีชีวิตโบยบินกลับแดน์ไปอย่างมีความสุขในที่สุด”
พลันลู่เตี๋ยที่ฟังบิดาเล่าจบ คล้ายเด็กหญิงที่หลงใหลในตำนานัศิลาของจอมช่างลู่ไป๋ยิ่งนักกล่าวขึ้นช้าๆว่า
“บิดา..เตี๋ยเตี๋ย จะเป็ดั่งัฟ้าตนนี้ มีอุปสรรค จะไม่ย่อท้อสิ้นหวัง มุ่งมั่น รอคอยทำให้สำเร็จจงได้”
ลู่เตี๋ยกล่าวจบ เด็กหญิงก็เดินไปยังรูปหล่อสัมฤทธิ์ัฟ้าสีทอง ที่บิดาสร้างขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ดวงตาของเด็กหญิงจับจ้องมองัฟ้าสีทองที่อยู่ตรงหน้าไม่วางตา
ลู่พั่งมองดูธิดาที่ยังคงจ้องัฟ้าสีทองอย่างใจจดจ่อ ไล่มองขึ้นไปยังัสัมฤทธิ์สีทองที่กางกรงเล็บแยกเขี้ยวปานมีชีวิตที่ตนสร้างขึ้นมา เพื่อระลึกถึงัฟ้าในตำนานที่โบยบินขึ้นท้องฟ้าต่อหน้าต่อตาของเขาเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว
ลู่พั่งแหงนมองไปบนท้องฟ้า นึกถึงเื่ราวที่เขาไม่เคยบอกผู้ใด
คืนนี้ช่างเหมือนค่ำคืนนั้นเมื่อห้าสิบปีก่อน ณ สถานที่แห่งนี้....ตรงที่เขาและธิดายืนอยู่นี้....
.....หมู่ดาวน้อยใหญ่กราดเกลื่อนฟ้า ขับแสงระยิบระยับจนสุดลูกหูลูกตา แสงจันทราราตรีนวลตาส่องผ่านกิ่งไม้น้อยใหญ่ กระทบลงบนแท่นศิลาขนาดยี่สิบวาก้อนหนึ่ง บนแท่นเป็ัศิลาโบราณตนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งมากว่าสองพันเจ็ดร้อยปี
ลวดลายเกร็ดศิลาทั้งหนึ่งพันแปดสิบเอ็ดเกล็ด ซ้อนทับไปทั่วลำตัวจนถึงเศียรัศิลา แผงขนบนหลังลำตัวและแผงคอสลักโค้งไหวปานจะลู่ไปตามลมราตรี ประดุจสลักจากประติมากรมือหนึ่งของโลกหล้าบรรจงสลัก ตั้งใจให้มีชีวิตโลดแล่นขึ้นมา
หนวดของัศิลาชี้ชัน แลบลิ้น แยกเขี้ยวดุจมีจิติญญา แม้เป็ัศิลาแต่ดวงตาัศิลาโปนปูดปานมีก้อนไฟที่ลุกโชนอยู่ภายใน เพียงน่าเสียดายที่เป็ัฟ้าที่ไม่มีปีกตนหนึ่ง
ัศิลาโบราณตนนี้ กลับเหมือนแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ โปนดวงตาข่มขู่มนุษย์ผู้โลภมากกิเลสหนาปรารถนาหยิบเดือนโอบดาว โดยไม่เจียมวาสนา
ทันใดนั้นแสงเจิดจ้าจากฟากฟ้า พุ่งใส่ัศิลาจนขาวโพลนไปทั้งร่าง รอบบริเวณบังเกิดละอองอุ่นไอหมอกสีหนาทึบขึ้นเคลื่อนคลุมไปทั้งบริเวณ สิ่งที่พวยพุ่งแสงเจิดจ้าออกมาพลันมาหยุดอยู่เหนือแท่นศิลาั กลับเป็ชุดเกราะเหล็ก์ ลวดลายโบราณส่องประกายเจ็ดสีล่องลอยเหนือร่างของมังการศิลา
พลันชุดเกราะเหล็ก์ค่อยคลี่ขยาย เกาะกลืนไปบนลำตัวของัศิลา เกร็ดศิลาตรงลำตัวัศิลาตนนี้ค่อยๆเปลี่ยนเป็เกร็ดประกายวับวาวเจ็ดสี จนลามไปทั่วทั้งหนึ่งพันแปดสิบเอ็ดเกร็ด สะท้อนแสงเจ็ดสีส่องประกายฉาบไปทั่วทั้งลำตัวัศิลา
ในหมอกที่ม้วนตัวจนหนาทึบไปทั่วบริเวณ พลันปรากฏปีกัฟ้าคลี่กางขยับปีก พัดจนม่านหมอกทั้งมวลสลายไป บังเกิดเสียงลมตีปานมีพายุขนาดย่อม
หลังต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไปหลายสิบก้าวกิ่งใบถูกลมตีจนโอนเอนลู่ไปตามลม ปรากฏเสียงเอ๊ะดังขึ้นเบาๆ หลังต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ กลับมีเด็กน้อยอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งที่หลบอยู่ มือที่สั่นเทาของเด็กน้อยจับต้นไม้ไว้แน่น ต้นไม้ลำต้นเล็กลงมาที่อยู่ข้างๆ ต้านแรงลมจนไหวเอน
ส่วนต้นไม้ที่มีลำต้นเปราะใบขึ้นหนาก็ถูกลมที่พัดอย่างแรงตีหักปลิวไปกับสายลมหลายต้น ฝุ่นคลุ้งกระจายตลบม้วนไปรอบบริเวณ
พลันัฟ้าขนาดมหึมาก็โถมตัวทะยานโบยบินไปบนฟ้า เสียงคำรามปานฟ้าถล่ม กึกก้องยาวนาน ฉับพลันัฟ้าอ้าปากคายบางอย่างออกมา เป็ลำแสงประกายสีแดง ฟ้า ม่วง เขียว ขาว ผลัดกันหมุนวนเปลี่ยนทิศ ก่อนพุ่งโดยความเร็วเหลือประมาณไปในทิศทางต่างกัน
ัฟ้าก่อนไปคล้ายหันมามองยังต้นใหญ่ขนาดใหญ่ที่มีเด็กน้อยอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งหลบอยู่ด้านหลัง ก่อนที่ัฟ้าจะโบยบินขึ้นไปจนสูงลิ่ว ัฟ้าขนาดมหึมาค่อยๆ เล็กลง เล็กลง จนร่างกลืนหายไปบนม่านฟ้าเกลื่อนดวงดาว
แต่ลำแสงห้าสายที่มันปล่อยออกมา กลับมีลำแสงสีขาวที่เคลื่อนโค้งกลับมาด้วยความเร็วมายังทิศทางต้นไม้ใหญ่ที่เด็กน้อยอ้วนเตี้ยผู้นี้หลบซ่อนอยู่ ก่อนจะลดความเร็วลงตกลงบนพื้นตรงหน้าเด็กน้อยอ้วนเตี้ยผู้นี้ กลับเป็ไข่มุกัสีขาวแวววับที่ัฟ้านั้นคายออกมา
เด็กน้อยอ้วนเตี้ยรออยู่สักครู่ จนหายจากอาการตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มือน้อยๆ ก็ยื่นหยิบไข่มุกสีขาวนั้นขึ้นมา เด็กน้อยรู้สึกเหมือนมีพลังสายหนึ่ง วิ่งจากไข่มุกลูกนั้นเข้ามาภายในร่างกาย เหมือนมีสายลมเย็นหมุนวนไปรอบตัว แล้วร่างของเด็กน้อยก็พลันไร้น้ำหนักลอยขึ้น
" บิดา! เตี๋ยเตี๋ยง่วงนอนแล้ว "
ลู่เตี๋ยส่งเสียงออกมาปลุกจนผู้เป็บิดาตื่นขึ้นจากภวังค์
ลู่พั่งจูงมือธิดากลับออกจากลานัฟ้า ที่เขาเป็คนสร้างขึ้นมาเพื่อขอบพระคุณัฟ้าตนนี้ ที่มอบไข่มุกสีขาวแวววับที่เขาเก็บติดตัวไว้ตลอดเวลา
ลู่พั่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ค้างคาวราตรีหลงทางตัวเดิมที่ยังกลับถ้ำไม่ถูกกำลังบินฉวัดเฉวียนออกไปทางทิศตะวันออกต่อไป
.....................................