หลินโม่ที่กำลังพูดขณะเดียวกันก็จ้องตรงไปยังชื่อหงเหลียนอย่างไม่เกรงกลัวสักนิด
บรรยากาศพลันหนักหน่วงอึดอัดขึ้นสายตาของทั้งสองคนต่างจดจ้องกันไปมาอย่างไม่ลดละ เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
“ความหมายของเ้าคือ เ้าก็ไม่ได้อยากเข้าสาขาเทียนซิงแต่เป็เพราะสายในจัดการให้มาที่นี่ดังนั้นเ้าจึงไม่มีทางเลือก ทำได้แค่เลือกที่จะอยู่สาขาเทียนซิงเช่นนี้น่ะหรือ?”ชื่อหงเหลียนยิ้มเย็นพลางเอ่ย
หากไม่เห็นข้อมูลของหลินโม่ล่ะก็ ชื่อหงเหลียนเองก็ไม่ได้รู้สึกอันใดอย่างไรเสียคนที่สามารถเข้าสาขาทั้งสี่ได้ ต่อให้เป็ศิษย์ที่แย่ที่สุดก็คงไม่แย่ถึงขั้นนั้นการมีความหยิ่งยโสบ้างจึงเป็เื่แน่นอนอยู่แล้ว
ที่สำคัญคือ ชายหนุ่มได้คะแนนอันดับท้ายสุดของสายนอกมาตลอดสองปีแต่กลับยังกล้าเอ่ยคำอวดดีเช่นนี้ออกมา
ไม่สำคัญว่าเ้านี่จะมีความสามารถหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีแล้วอาศัยเส้นสายเข้าสู่สาขาเทียนซิง ทั้งยังแสดงความไม่พอใจกับสาขาเทียนซิงนั้น นี่เป็สิ่งที่ชื่อหงเหลียนรับไม่ได้อย่างถึงที่สุด
แครก แครก...
ใบหน้าสวยของชื่อหงเหลียนตึงขึ้นพลันค่อยๆ กำหมัดแน่น เสียงข้อต่อลั่นดังฟังชัด
“ความจริงก็เป็เช่นนี้” หลินโม่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าเคยเจอพวกอวดดีบ้าระห่ำมาทุกรูปแบบ แต่ข้าไม่เคยเห็นพวกมั่นใจในความอวดดีเย่อหยิ่งของตนเองดังเช่นเ้ามาก่อนช่างเป็เด็กหนุ่มที่ไม่เข้าใจฐานะของตัวเองเสียจริง” ชื่อหงเหลียนแค่นหัวเราะด้วยความโกรธสุดขีดดวงตาดำสนิทพลันเริ่มฉายแดงขึ้น
แย่แล้ว...
ท่าทางของจินเฉียนหยินเปลี่ยนไปอย่างมากศิษย์พี่หญิงใหญ่ใกล้จะะเิแล้ว
“เป็อะไรไป? เ้าคิดจะสั่งสอนข้าอย่างนั้นหรือ?”หลินโม่สังเกตถึงการเคลื่อนไหวของชื่อหงเหลียนจึงเอ่ยขึ้นอย่างสงบเงียบ
“ไม่ผิด” ดวงตาของชื่อหงเหลียนแดงขึ้น
“เดิมข้าคิดว่าสาขาเทียนซิงจะต่างไปจากอีกสามสาขาใหญ่ทว่าดูยามนี้ ที่นี่กับอีกสามสาขาใหญ่มียังอะไรต่างกันอีกอย่างนั้นหรือ? ท่านเป็ถึงศิษย์พี่หญิง เข้าสาขามาก่อนข้าตั้งกี่ปีอาศัยการบรรลุที่สูงกว่ามาเหยียดหยามศิษย์น้องที่เข้าสาขามาทีหลังท่านพฤติกรรมเช่นนี้ของท่านไม่รู้สึกว่าไร้ยางอายบ้างหรือ?” หลินโม่เอ่ยช้าๆได้ใจความ
“เ้ากล้าว่าข้าไร้ยางอาย...” ั์ตาของชื่อหงเหลียนเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำจนสิ้นกระแสอากาศอันทรงพลังใต้ฝ่าเท้าพลันลอยสูงขึ้น
จินเฉียนหยินที่เห็นสถานการณ์ทั้งหมดครั้นผละออกได้ก็วิ่งเผ่นออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่หรอกหรือ? คนโตรังแกคนเล็กนี่ไม่ใช่ไร้ยางอายแล้วจะเป็อันใดได้อีก?” หลินโม่จ้องชื่อหงเหลียนตรงๆอย่างไม่เกรงกลัว ััได้ถึงแรงพลังเจินหยวนมหาศาลทะลักขึ้นมาจากตัวของนางจิติญญาแห่งการรบอันแน่วแน่พลันก่อตัวขึ้นในใจไม่หยุด
ริ้วแห่งโทสะพาดผ่านใบหน้าชื่อหงเหลียนจนแดงก่ำ ลมหายใจหอบกระชั้นหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง แววตาอาฆาตจดจ้องหลินโม่เอาไว้สองมือพลันบีบแน่นจนสั่นระริก นางอยากโต้แย้งทว่าก็หาข้อหักล้างมาแย้งหลินโม่ไม่ได้เสียอยู่ดี
ชื่อหงเหลียนสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่งพลางระงับความเดือดดาลที่พลุ่งพล่านในใจ ท่าทางของนางกลับมาสงบอีกครั้งแล้วเอ่ยกับหลินโม่ทั้งมองไม่วางตา“สาขาเทียนซิง แม้ว่าจะตกต่ำไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะอยู่ก็ได้ในเมื่อเ้าคิดว่าข้าไม่เป็ธรรมกับเ้า เช่นนั้นก็ดี พวกเรามาทำตามกฎของสาขาเทียนซิงกันให้เวลาเ้าเจ็ดวัน หลังจากเจ็ดวันแล้วข้าจะเปิดการประเมินเข้าสาขาด้วยตัวข้าเองหากเ้าไม่ผ่าน ก็ให้รีบไสหัวออกไปจากสาขาเทียนซิงซะ”
“หากข้าผ่านการประเมินเข้าสาขาไม่ได้ ข้าจะถอนตัวจากไปเองหากแต่ข้าผ่านไปได้ล่ะ?” หลินโม่เหลือบมองชื่อหงเหลียนอย่างไม่เกรงกลัวศิษย์พี่หญิงใหญ่คนสวยนี้ แม้ว่าจะอารมณ์ร้อนไปบ้างทว่ารูปร่างของนางกลับดูดีมีระดับ เดิมทีรูปร่างก็ไม่เลวเลยทีเดียวซ้ำยังสวมชุดฝึกรัดรูปเช่นนี้ เท่านี้ก็ดึงดูดใจเกินพอแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือไปกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างของผู้คนขึ้น
“ตาเ้ามองที่ใดกัน”
ครั้นถูกหลินโม่จ้องด้วยสายตาลวนลามชื่อหงเหลียนพลันรู้สึกอึดอัดไปทั้งร่างพริบตาใบหน้ากลับแดงเถือกลามไปถึงต้นคอด้วยความเขินอาย โชคดีที่ตอนนางโมโหนั้นใบหน้าก็แดงก่ำอยู่แล้ว มิฉะนั้นคงจะขายหน้าอย่างอภัยให้ไม่ได้เป็แน่
“แน่นอนว่ามองศิษย์พี่หญิงใหญ่นั่นล่ะ ท่านงามถึงเพียงนี้ หากข้าไม่มองท่านหรือจะให้ข้าไปมองศิษย์พี่จินกัน?”หลินโม่หัวเราะพลางเอ่ยขึ้น
“เ้า...” ชื่อหงเหลียนเผยสีหน้าเดือดดาลทว่าในใจกลับมีความรู้สึกประหลาดบางอย่าง ไม่มีหญิงคนใดไม่ชื่นชอบการถูกชมแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่ยกเว้น ที่สาขาเทียนซิง นางมีคนตามจีบมากมายไม่เคยขาดทว่าต่างสงวนท่าทีไว้ เป็เพราะล้วนแต่หวาดกลัวอารมณ์ของนาง จึงไม่กล้าเข้าใกล้ ต่างกับเ้าหลินโม่...ชายหนุ่มที่ไม่รู้จักกลัวตายคนนี้ตลอดชีวิตที่ผ่านมานางก็เพิ่งเคยเจอเป็คราแรก
จินเฉียนหยินที่แอบมองอยู่ไกลๆด้วยความรื่นเริง ครั้นเห็นท่าทางเช่นนั้นของชื่อหงเหลียนลูกตาก็แทบถลนออกจากเบ้า ศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่แม้แต่เ้าสำนักเห็นแล้วยังต้องหลบเลี่ยงนั้นถูกคำพูดเพียงคำสองคำของหลินโม่เอ่ยใส่เื่ที่โดนลวนลามด้วยสายตาเมื่อครู่กลับถูกทำให้จบสิ้นไปทั้งยังเผยให้เห็นท่าทางของเด็กสาวอีกด้วย...
จินเฉียนหยินเงยหน้าเหม่อมองท้องฟ้าครู่หนึ่งพลางเอ่ยขึ้นในใจอากาศคงไม่ได้เปลี่ยนไปใช่ไหม?
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ หากข้าผ่านการประเมินล่ะ? ในเมื่อถ้าข้าไม่ผ่านก็ต้องถูกขับไล่จากสาขาเทียนซิง เช่นนั้นถ้าผ่านก็ควรจะมีรางวัลถึงจะถูกใช่ไหม?ข้าได้ยินมาว่าการประเมินเข้าสาขานั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว” หลินโม่เลิกคิ้วถามเบาๆ
“เ้า้าอะไร?” ชื่อหงเหลียนเอ่ยถาม
“ข้า้าเม็ดโอสถหลอมปราณ” หลินโม่ยกยิ้มบางเบา
“เ้าคิดว่าโอสถหลอมปราณคือวัชพืชที่งอกขึ้นบนพื้นหรือไง?ที่จะอยากได้ก็ได้ไป?”
ชื่อหงเหลียนคำรามเสียงต่ำหลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงเอ่ยขึ้น “ได้ หากเ้าสามารถผ่านการประเมินเข้าสาขาได้ข้าก็จะมอบโอสถหลอมปราณให้แก่เ้า จำไว้ว่าเ้ามีเวลาแค่เจ็ดวันเท่านั้น”
“พูดแล้วไม่คืนคำ”
ชื่อหงเหลียนไม่ได้เอ่ยอะไรต่อจึงหันกายพาร่างสีแดงเร้นกายจากไป ในตอนที่จากไปหางตาของนางปราดมองหลินโม่ไปวูบหนึ่ง ในใจพลันเยือกเย็นขึ้นการประเมินเข้าสาขาของสาขาเทียนซิงง่ายเสียที่ไหนกันแม้แต่ขั้นที่หนึ่งที่ง่ายที่สุดในการประเมินเข้าสาขานั้น จากทั้งสาขาเทียนซิง ผู้ที่สามารถมั่นใจได้ว่าจะผ่านการประเมินเข้าสาขามีเพียงไม่เกินสามสิบคนเท่านั้น
อีกทั้งบางคนต่างเป็ศิษย์สูงสุดของสาขาเทียนซิงและต่างเป็ศิษย์ที่อยู่สาขาเทียนซิงมาอย่างน้อยสองปีขึ้นไปอีกด้วย
ศิษย์ที่เพิ่งเข้าใหม่ริอาจอยากผ่านการประเมินเข้าสาขาขั้นที่หนึ่งเป็เื่ที่แทบจะเป็ไปไม่ได้สักนิด
ยิ่งกว่านั้นเป็เ้าหนุ่มหลินโม่ที่คะแนนแย่เละเทะเข้าสาขาเทียนซิงมาได้ด้วยการอาศัยเส้นสายเท่านั้น
จากคำพูดก่อนหน้านี้ชื่อหงเหลียนก็ยิ่งมั่นใจว่าหลินโม่นั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเองสูง เด็กหนุ่มไม่เข้าใจฐานะอันใดของตัวเองทั้งสิ้นนั้นเด็กหนุ่มเช่นนี้ไม่นานจะต้องมีเื่แน่ แทนที่จะสร้างปัญหาให้ตัวเองภายหลังสู้ใช้มาตรฐานการประเมินเข้าสาขานี้แล้วเตะเขาออกไปให้พ้นยังเสียดีกว่า
“ศิษย์น้องหลิน เ้าช่างเก่งกาจเกินไปแล้ว”
จินเฉียนหยินที่โผล่กายขึ้นข้างๆหลินโม่เมื่อไรก็ไม่รู้นั้น แววตากลับเต็มไปด้วยความศรัทธา “แม้แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่เ้าก็กล้าลวนลามอีกทั้งศิษย์พี่หญิงใหญ่กลับไม่ะเิหมัดใส่เ้าด้วยความโกรธนั้นทำเอาข้าคาดไม่ถึงจริงๆ เลยล่ะ”
“นี่ท่านชมข้าหรือเหน็บข้ากันแน่?” หลินโม่กลอกตาใส่จินเฉียนหยิน
“แน่นอนว่าชมเ้าน่ะสิ”
จินเฉียนหยินจึงเอ่ยต่อ “เป็คราแรกที่ข้าเห็นผู้ที่กล้ายั่วโทสะของศิษย์พี่หญิงใหญ่ทั้งยังกล้าลวนลามนางอีกด้วย สำคัญคือเ้าที่ลวนลามนางนั้นคิดไม่ถึงว่าจะยังรอดตัวปราศจากอันตรายได้”
“เอ่อ...คนที่ทำเื่เช่นนี้ตายกันหมดเลยหรือ?” หลินโม่มองหน้าจินเฉียนหยินพลางเอ่ยถาม
“ไม่นะ ยังมีชีวิตอยู่?”
จินเฉียนหยินส่ายหน้า พลางเสริมเข้า “แต่เ้าพวกที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นยังน่าเวทนากว่าตายไปเสียอีก ขอข้าคำนวณ...อืมคนที่เคยลวนลามศิษย์พี่หญิงใหญ่ก่อนหน้านี้ รวมเ้าในนั้นด้วยทั้งหมดก็เก้าคนหนุ่มแปดคนนั้น มีห้าคนที่ไม่มีใครเอ่ยขานถึงอีกเลย และอีกสามที่เหลือข้าได้ยินมาว่ากลายเป็พวกไร้ประโยชน์แล้ว ยามนี้ยังคงนอนแผ่อยู่บนเตียงดูแลชีวิตตัวเองไม่ได้”
“พูดเช่นนี้ ข้าก็คือข้อยกเว้นอย่างนั้นหรือ?” หลินโม่เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
“ไม่ผิด ตั้งใจพยายามเถิดไม่ง่ายเลยนะที่จะได้ชีวิตกลับคืนมาน่ะ” จินเฉียนหยินตบบ่าหลินโม่จากนั้นจึงส่ายหัวแล้วเร้นกายจากไป