นางพราย กระหายรัก

    ตอนที่ 2: มรดกต้องห้าม


    เสียงหมาวัดเห่าหอนโหยหวนลากเสียงยาวเป็นทอดๆ รับส่งกันจากปากทางเข้าวัดป่าท้ายหมู่บ้าน ทันทีที่คิวเลี้ยวรถกระบะสี่ประตูคันใหญ่คู่ใจเข้าสู่ลานดินกว้างของบ้านไม้เก่าหลังทรุดโทรมของลุงเดช เสียงหอนนั้นสอดรับกับสายลมกระโชกยามบ่ายแก่ๆ ที่พัดพาสัญญาณแห่งความวิเวกวังเวงมาปะทะตัวรถ ฝุ่นผงและเศษใบไม้แห้งม้วนตัวลอยขึ้นสู่อากาศคล้ายกับม่านหมอกจางๆ ที่พยายามจะปิดกั้นผู้มาเยือนมิให้ย่างกรายเข้าไปในเขตแดนของความลับอันลึกลับ

    ฝ้ายสะดุ้งตัวเล็กน้อยพลางกระชับมือที่ประสานกันอยู่บนตักให้แน่นขึ้น แม้ว่าความหวาดผวาจากเหตุการณ์ดินตลิ่งพังทลายริมแม่น้ำยมเมื่อวันก่อนจะเริ่มทุเลาลงไปบ้างแล้ว ทว่ากลิ่นอายอับชื้นและบรรยากาศอึมครึมของบ้านไม้ทรงไทยโบราณที่ใต้ถุนยกสูงจนดูมืดสลัวและทรุดโทรมหลังนี้ ก็ยังคงกระตุ้นสัญชาตญาณเตือนภัยในใจของเธอให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หญ้าคาและต้นกล้วยน้ำว้าป่าขึ้นรกชัฏล้อมรอบตัวบ้านจนแทบไม่มีแสงแดดส่องถึง รากของต้นไม้ใหญ่แผ่ขยายปูดโปนชอนไชช้อนเอาแผ่นกระดานไม้ชานเรือนให้บิดเบี้ยวโก่งตัวดูน่ากลัว

    “คิว... หมามันหอนรับรถเราตั้งแต่ปากทางเลยนะ” ฝ้ายพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพลางเหลียวมองไปรอบๆ ลานบ้านที่ปกคลุมด้วยเงาไม้ครึ้ม “บรรยากาศที่นี่มันเงียบและวังเวงผิดปกติจริงๆ ลุงเดชแกอยู่คนเดียวในที่แบบนี้ได้ยังไงกัน”

    คิวจอดรถและดับเครื่องยนต์พลางหันมายิ้มและเอื้อมมือมาบีบมือของคู่หมั้นสาวเบาๆ เพื่อปลอบโยน “หมามันก็คงเห่าหอนตามภาษาของมันนั่นแหละฝ้าย รถเราคันใหญ่เสียงเครื่องยนต์อาจจะแปลกหูคนในพื้นที่ ลุงเดชแกเป็นคนเก่าคนแก่ รักความสงบ บ้านช่องก็เลยอยู่ลึกหน่อย อย่าคิดมากเลยนะ วันนี้เรามาตกลงเรื่องราคากับแกให้เรียบร้อย จะได้รีบดำเนินการโอนที่ดินแล้วเริ่มต้นโครงการเสียที”

    ชายหนุ่มเปิดประตูรถก้าวลงไปบนพื้นดินปนทรายที่ชื้นแฉะ ฝ้ายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงความกล้าทั้งหมดที่มีออกมาก่อนจะเปิดประตูตามลงมา ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันมุ่งหน้าไปยังบันไดไม้เก่าที่ทอดยาวขึ้นสู่ชานบ้านชั้นบน ทุกย่างก้าวที่กดลงบนขั้นบันไดไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดชวนให้เสียวสันหลังอย่างประหลาด

    ทันทีที่คิวเอื้อมมือขึ้นหมายจะเคาะบานประตูไม้สลักลายโบราณที่สีหลุดลอกจนซีดจาง บานประตูก็พลันเปิดผางออกอย่างกะทันหัน!

    ลุงเดช ชายชราหลังค่อมร่างซูบผอมในชุดเสื้อคอกลมสีซีดและผ้าขาวม้าผืนเก่าพาดบ่า ก้าวออกมายืนประจันหน้า ใบหน้าซูบตอบที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาและประกายตาที่แฝงความหวาดผวาอยู่เสมอจ้องมองคนทั้งสอง แววตาสั่นระริกคู่นั้นกวาดมองคิวและฝ้ายอย่างไม่เป็นมิตร ก่อนจะหันกลับไปจ้องมองไปยังทิศทางของแม่น้ำยมที่ไหลผ่านด้านหลังแนวป่ากล้วยอย่างพะวักพะวน

    “พวกเอ็งมาทำไมอีก! ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ขาย! กลับไปให้พ้นเลยไป!” ลุงเดชโวยวายเสียงสั่นเครือ มือเหี่ยวย่นสั่นเทาพยายามจะผลักประตูไม้ให้ปิดลง

    คิวรีบก้าวเท้าเข้าไปขวางบานประตูไว้ทันควัน ใบหน้าหล่อเหลาพยายามระงับอารมณ์หงุดหงิดพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าหนักแน่น “ลุงเดชครับ ใจเย็นๆ ก่อนสิครับ ผมคิวไงครับที่ติดต่อลุงเรื่องขอซื้อที่ดินริมคุ้งน้ำแปลงนั้น วันนี้ผมตั้งใจเอาข้อเสนอและเงินมัดจำก้อนใหญ่มาให้ลุงพิจารณาเป็นพิเศษเลยนะ ราคาที่ผมเสนอให้ลุงรอบนี้ ลุงสามารถเอาไปซื้อบ้านใหม่ในตัวเมืองและอยู่อย่างสบายไปตลอดชีวิตได้เลยนะครับ”

    “เงินกี่แสนกี่ล้านข้าก็ไม่เอา! ที่ดินตรงนั้นมันมีภัย...เอ่อ.. มันมีเจ้าของ!” ลุงเดชตะคอกกลับอย่างตื่นกลัว ดวงตาเบิกโพลงเมื่อนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของบางสิ่งที่เฝ้าคอยหลอกหลอนเขาอยู่ทุกค่ำคืน “พวกเอ็งยังหนุ่มยังสาว อย่าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่คุ้งน้ำวนนั่นเลย ข้าเตือนด้วยความหวังดี กลับไปเถอะ ขายที่ให้พวกเอ็งก็เท่ากับส่งพวกเอ็งไปลงนรก!”

    ฝ้ายได้ยินคำเตือนของลุงเดชก็ใจเสีย ใบหน้าสวยถอดสี เธอหันไปดึงแขนเสื้อของคิวพลางกระซิบ “คิว... ฟังลุงแกบ้างเถอะ ลุงแกเป็นคนในพื้นที่แกย่อมรู้ดีว่ามีอะไรไม่ปลอดภัยในที่ดินผืนนั้น ฝ้ายว่าเรา...”

    “ไม่เอาน่ะฝ้าย!” คิวหันมาดุคู่หมั้นสาวเสียงต่ำ ความหงุดหงิดที่เริ่มสั่งสมมาตั้งแต่โดนขัดจังหวะความสัมพันธ์ยามบ่ายพวยพุ่งขึ้นมา “ลุงเดชแกแค่หัวโบราณและอยากจะโก่งราคามากกว่า ลุงครับ... ลุงอย่าใช้วิธีพูดเรื่องผีเรื่องสางมาปั่นราคาที่ดินกับผมเลย ผมเสนอเงินให้ลุงเพิ่มอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์จากราคาเดิมที่เคยตกลงกันไว้ นี่เป็นข้อเสนอสุดท้ายของผมแล้วนะลุง ถ้าลุงยังไม่ยอมรับ ผมคงต้องไปมองหาที่ดินแปลงอื่นแทน”

    ความตึงเครียดโรยตัวเข้าปกคลุมชานเรือนไม้เก่าจนเงียบสงัด ลุงเดชยืนสั่นสะท้านพลางมองคิวด้วยความสับสนและหวาดผวา ชายชรารู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากเขาไม่ยอมขายที่ดินผืนนี้ตามคำสั่งของ ‘แม่พราย’ เขาเองที่จะเป็นฝ่ายถูกดูดพลังชีวิตจนตาย ทว่าหากเขาขายที่ดินผืนนี้ไป เขาก็รู้สึกบาปหนาที่ต้องส่งคนหนุ่มสาวคู่นี้ไปสังเวยราคะดิบของนางพรายน้ำยม

    ในขณะที่สถานการณ์กำลังดำเนินไปถึงทางตันและเต็มไปด้วยความขัดแย้งตึงเครียด จู่ๆ เสียงหวานใสแผ่วเบาของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของลุงเดช

    “คุณลุงเดชขา... มีแขกมาหาทำไมไม่เชิญเข้ามาคุยข้างในบ้านก่อนล่ะคะ ยืนคุยกันตรงชานเรือนแดดส่องร้อนๆ แบบนี้ แขกจะเพลียเอาได้นะจ๊ะ”

    คิวและฝ้ายหันมองตามเสียงหวานนั้นทันที ร่างของหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับฝ้ายก้าวเดินออกมาจากเงามืดของโถงบ้านไม้สลัว เธอคือ รัน ร่างจำแลงในโหมดสาวชาวบ้านผู้อ่อนโยนเรียบร้อย ดวงหน้าจิ้มลิ้มนวลผ่องไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มทว่ากลับดูผุดผาดสะอาดสะอ้านหมดจด ผิวพรรณเนียนละเอียดอมชมพูดูสุขภาพดีผิดกับคนในพื้นที่ทั่วไป ผมดำสลวยมัดรวบไว้ครึ่งหัวอย่างเรียบร้อย สวมเสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีอ่อนและผ้าซิ่นลวดลายพื้นบ้านที่ขับให้เห็นสัดส่วนบอบบางน่าทะนุถนอม รันยิ้มหวานส่งให้แขกทั้งสองพลางโค้งศีรษะลงอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน

    ฝ้ายจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกทึ่งและชื่นชมทันที กิริยาท่าทางที่เรียบร้อยนุ่มนวลและแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ของรันทำให้ฝ้ายรู้สึกเอ็นดูและอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ความหวาดระแวงและกลิ่นอายอึดอัดที่เคยเกาะกุมจิตใจของเธอพลันมลายหายไปสิ้นเมื่อได้เห็นหน้าหญิงสาวคนนี้

    “สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อรัน เป็นหลานห่างๆ ที่เข้ามาคอยดูแลคุณลุงเดชในช่วงนี้ค่ะ” รันเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนอบน้อม พลางหันไปกุมมือเหี่ยวย่นของลุงเดชไว้เบาๆ “คุณลุงแกอายุมากแล้ว หูตาอาจจะไม่ค่อยดีและพูดจาเสียงดังกระโชกโฮกฮากไปบ้าง ต้องขอโทษคุณทั้งสองคนแทนคุณลุงด้วยนะคะ”

    ลุงเดชสะดุ้งตัวสั่นระริกทันทีที่ปลายนิ้วนุ่มของรันแตะสัมผัสผิวหนังของเขา ชายชราก้มหน้าหลบตาต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจอย่างรุนแรงจนเนื้อตัวเกร็งสั่น ลุงเดชรู้ดีว่าร่างจำแลงแสนซื่อตรงหน้านี้คือร่างแปลงของอสูรกายกระหายรักจากคุ้งน้ำวนผู้มีฤทธิ์เดชแก่กล้า มือเหี่ยวย่นของเขาสั่นจนแทบจะจับราวไม้ไม่อยู่ ชายชราจำต้องกลืนน้ำลายลงคอและจำยอมระงับอาการต่อต้านทันทีตามคำสั่งทางสายตาอันเย็นเยียบของหลานสาวจำแลง

    “ถ้าอย่างนั้น... เข้ามานั่งคุยข้างในก่อนสิ” ลุงเดชจำยอมเอ่ยปากเสียงเบาหวิวพลางเบี่ยงตัวหลบทางให้แขกทั้งสองก้าวเข้าสู่ตัวบ้าน

    “ขอบคุณมากนะคะรัน โชคดีจังที่มีคุณอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงคุยกับคุณลุงไม่รู้เรื่องแน่ๆ” ฝ้ายยิ้มตอบรันด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริง เธอเดินตามลุงเดชเข้าสู่ห้องโถงบ้านไม้สลัวด้วยหัวใจที่เริ่มผ่อนคลาย โดยหารู้ไม่ว่าดวงตาใสซื่อของรันที่จ้องมองตามหลังเธอนั้นลอบฉายประกายร้ายกาจวูบหนึ่ง

    รันหมุนตัวกลับมาสบตากับคิวที่ยังคงยืนอยู่ท้ายสุด ชายหนุ่มจ้องมองดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราของหญิงสาวชาวบ้านตรงหน้าอย่างเผลอไผล เรือนร่างโปร่งบางและกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ ของดอกไม้ป่าที่โชยมาจากกายของเธอสะกดสายตาของเขาให้จับจ้องนิ่ง รันยิ้มหวานพิมพ์ใจส่งให้คิวพลางทอดสายตาเย้ายวนเสมือนจะพรมจูบผ่านสายตาก่อนจะผายมือเชิญเขาเข้าบ้าน

    ภายในห้องโถงบ้านไม้เก่าค่อนข้างมืดสลัว แสงแดดส่องลอดช่องฝาไม้กระดานเข้ามาเป็นลำแสงสลัวๆ ฝ้ายนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่เคียงข้างคิว โดยมีลุงเดชเกร็งตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้าม รันเดินเลี่ยงไปหยิบขันน้ำดื่มเย็นๆ มาต้อนรับแขกตามมารยาท

    จังหวะที่ฝ้ายหันหลังไปเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบพิมพ์เขียวและเอกสารแผนการลงทุนที่เตรียมมาเพื่ออธิบายให้ลุงเดชฟัง และลุงเดชเองก็ก้มหน้ากุมมือเกร็งสั่นอยู่กับตัวเอง รันเดินเข้ามาส่งขันน้ำดื่มให้คิวอย่างนอบน้อม

    ทว่าในวินาทีที่คิวยื่นมือออกไปรับขันน้ำ ปลายนิ้วเรียวบางอันนุ่มละมุนของรันกลับจงใจปัดและสัมผัสลากผ่านหลังมือของชายหนุ่มแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วของเธออบอุ่น นุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความอุ่นร้อนลึกลับสายหนึ่งที่ช็อตผ่านกระแสประสาทวิ่งตรงเข้าสู่กลางอกของเขา รันช้อนดวงตาขึ้นสบตาคิว ดวงตาใสซื่อแปรเปลี่ยนเป็นหวานเชื่อม หยาดเยิ้มปนเย้ายวนดุจประกายเสน่หาร้อนแรงเงียบๆ ที่ลุกโชนอยู่ในความมืด

    คิวสะดุ้งน้อยๆ หัวใจเต้นโครมครามรุนแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ สัมผัสนุ่มและกลิ่นกายหอมละมุนของรันปลุกกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของความเป็นชายในตัวเขาให้ตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง ความร้อนผ่าวสายหนึ่งแล่นพล่านลงไปกักขังอยู่กึ่งกลางลำตัว แก่นกายภายใต้กางเกงลุยป่าเริ่มแข็งขืน ขยายตัวตื่นเกร็งขึ้นมาอย่างกะทันหันจนเขารู้สึกคับแน่นและอึดอัด ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พยายามหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อควบคุมความต้องการอันรุ่มร้อนตามธรรมชาติที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยปราศจากอาคมสะกดใดๆ มีเพียงความหลงใหลในรูปโฉมจิ้มลิ้มและสัมผัสร้อนแรงของหลานสาวคนสวยที่ทำให้เกิดความต้องการส่วนลึกในใจของเขาเองล้วนๆ

    รันลอบลูบคลึงหลังมือคิวเบาๆ อีกครั้งเพื่อย้ำเน้นกระแสสวาท ก่อนจะส่งยิ้มหวานแสนเรียบร้อยไร้เดียงสากลับคืนมาในทันทีที่ฝ้ายหันกลับมาส่งยิ้มและขอบคุณรันที่ส่งขันน้ำให้

    “ลุงเดชครับ นี่เป็นแผนการพัฒนาที่ดินที่ผมเตรียมมา” คิวพยายามปรับเสียงทุ้มของตัวเองให้เป็นปกติที่สุดเพื่อซ่อนอาการแข็งขืนกลางกายชายที่ยังคงตื่นตัวแข็งเกร็งอยู่ภายใต้กางเกง “รีสอร์ตของเราจะเน้นการรักษาสภาพแวดล้อมเดิม ลุงเดชไม่ต้องห่วงว่าเราจะทำลายป่าหรือแม่น้ำเลยนะครับ และเรื่องเงินชดเชยผมก็จัดแจงให้ลุงอย่างยุติธรรมที่สุด”

    รันก้าวเข้าไปนั่งเคียงข้างลุงเดช พลางเอ่ยสนับสนุนด้วยเสียงนุ่มหวาน “คุณลุงขา... รันว่าข้อเสนอของคุณคิวดีมากๆ เลยนะคะ เงินก้อนนี้จะช่วยให้คุณลุงได้ไปรับการรักษาโรคประจำตัวในเมือง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่ดินตรงนี้ทิ้งไว้ก็รกร้างเปล่าประโยชน์ ให้คนหนุ่มสาวที่มีกำลังความสามารถเข้ามาดูแลและพัฒนาให้เจริญไม่ดีกว่าหรือคะ”

    ลุงเดชเหลียวมองใบหน้าจิ้มลิ้มของหลานสาวแปลง แววตาของหญิงสาวที่ส่งกลับมาสลัวๆ นั้นซ่อนเร้นเขี้ยวเล็บและคำสั่งฆ่าฟันอันอำมหิต ชายชราสั่นสะท้านไปถึงขั้วกระดูก ลมหายใจหอบถี่ ก่อนจะพยักหน้ายอมตกลงในที่สุด “เออ... เออ... ข้า... ข้าตกลงยอมขายให้ก็ได้ แต่พวกเอ็งต้องสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับใจกลางคุ้งน้ำวนนั่นเด็ดขาดนะ”

    “ขอบคุณลุงเดชและน้องรันมากเลยนะคะ!” ฝ้ายร้องบอกด้วยความดีใจและโล่งอกอย่างที่สุด เธอหันไปจับมือรันและกล่าวชื่นชมในความช่วยเหลือของเธอ รันส่งยิ้มรับอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและเหนียมอาย

    คิวสะดุ้งตัวใจสั่นสะท้านและพยายามรักษาสีหน้าให้ปกติที่สุด เมื่อรันลอบส่งสายตาหวานเชื่อมเชิงท้าทายวูบหนึ่งกลับมาหาเขา ยามที่ฝ้ายกำลังวุ่นอยู่กับการเก็บเอกสารสิทธิ์เข้าซอง ชายหนุ่มพยายามควบคุมลมหายใจข่มกลั้นไฟปรารถนาที่กำลังปะทุพลุ่งพล่าน สัมผัสอุ่นร้อนที่หลังมือยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของเขาปลุกความต้องการให้พลุ่งพล่านจนอยากจะขยับเข้าใกล้ชิดเรือนร่างบอบบางจิ้มลิ้มตรงหน้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายกล่าวคำอำลาก่อนที่คิวและฝ้ายจะเดินลงจากเรือนและแล่นรถกลับออกไปจากลานบ้านไม้เก่า

    ครั้นเมื่อเสียงเครื่องยนต์รถกระบะของคิวและฝ้ายแล่นห่างออกไปจนความเงียบสงบอันเยือกเย็นกลับคืนมาปกคลุมบ้านไม้เก่าหลังนี้อีกครั้ง...

    ลุงเดชล้มพับลงไปกองบนพื้นห้องโถงด้วยความอ่อนแรง เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวสั่นระริกราวกับคนจับไข้ ชายชรารวบรวมพละกำลังที่เหลือค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลานสาวจำแลงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงสลัว

    บัดนี้ ร่างของรัน สาวชาวบ้านแสนซื่อหน้าตาจิ้มลิ้มกำลังละลายแปรสภาพกลับกลายเป็นร่างพรายน้ำ รัญจวน!

    ผิวพรรณนวลนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดสีน้ำเงินจางๆ ทั่วตัว เสื้อคอกระเช้าและผ้าซิ่นหายไป แทนที่ด้วยผ้าแถบสีทองเก่าๆ เปียกน้ำแนบเนื้อจนเน้นให้เห็นหน้าอกอวบกลมตูมชูเต้าตั้งชันและยอดปทุมถันสีเข้มเปียกโชก หยาดน้ำโคลนและหยดน้ำเปียกชื้นซึมเยิ้มหยดติ๋งลงพื้นไม้กระดานเสียงดังแปะๆ กลิ่นไอเย็นเยือกสั่นสะท้านและกลิ่นดอกลำเจียกเปียกน้ำอวลโชยหนาแน่นตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างจนชวนอึดอัดแน่นหน้าอก นัยน์ตาสีเข้มของนางพรายวาวโรจน์แดงฉานแฝงราคะดิบและเพลิงแค้นลึกล้ำจ้องมองลงมายังชายชราที่นอนหมอบราบอยู่แทบเท้า

    “ทำดีมาก... ไอ้เดช...” เสียงของรัญจวนแหลมสูง เย็นยะเยือกปนพร่าสะกดจิตวิญญาณชวนให้เสียวสันหลังวาบ “แต่จำไว้... ถ้าไอ้คิวมันไม่ได้โอนที่ดินผืนนี้ให้เรียบร้อย และสัญญาซื้อขายไม่ลุล่วงภายในเจ็ดวัน...”

    นางพรายน้ำยมก้มตัวลงมาต่ำ ใบหน้าสวยหยาดเยิ้มปนสยดสยองห่างจากหน้าลุงเดชเพียงคืบ ลมหายใจเปียกชื้นของหล่อนพ่นรดแก้มสาก “วันหน้า... ข้าจะลากวิญญาณแกดิ่งลงสู่น้ำวน ดึงเอาเนื้อแกไปสังเวยปลา สูบชีวิตและน้ำกามแกให้เหลือแต่ซากกระดูกแห้งคาตมใต้ยม! จำใส่หัวแกไว้!”

    สิ้นคำคำรามข่มขู่ เงาร่างเปียกโชกของรัญจวนก็ค่อยๆ เลือนสลายกลายเป็นมวลน้ำใสและกลิ่นหอมเอียนของลำเจียกละลายหายวับไปในเงามืดของมุมห้องโถง ทิ้งให้ลุงเดชนอนเบิกตาโพลงสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดอยู่บนพื้นไม้ชื้นเปียกเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงลมตะวันตกพัดหวีดหวิวโหมกระหน่ำอยู่นอกตัวบ้าน...

    ---