“คิกๆๆๆๆ...”หลินเสวี่ยจู๋นั่งหัวเราะอยู่บนกองฟาง หัวเราะเสียจนแทบจะเป็ลมหงายหลังไป
หลินเฉิงจางและคนอื่นๆเห็นท่าทางของนางก็มีสีหน้าไม่เข้าใจ
“หลานสาว เป็อันใดไป?” หลินเฉิงเหยาย่อตัวลงแล้วพิจารณาหลินเสวี่ยจู๋อย่างระมัดระวัง
หลายวันมานี้ท่าทางหลานสาวดูผิดปกติไปคงไม่ได้เป็เพราะเครียดหรอกกระมัง?
“ไม่เป็อันใด ไม่เป็อันใดเ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะมากพอแล้ว จึงสูดลมหายใจครู่หนึ่ง เมื่ออาการดีขึ้นแล้วนางก็หยิบไข่นกที่ต้มสุกในตะกร้าออกมาแจกจ่ายให้ทุกคนคนละหนึ่งฟอง ยกเว้นสหายตัวน้อยหลินอวี่เซวียนที่ได้สองฟอง
“ขอบคุณขอรับพี่หญิง”หลินอวี่เซวียนเอ่ยอย่างสุภาพ
หลินเสวี่ยจู๋เอามือจับใบหน้าเล็กขาวนุ่มของเขาดวงตาเต็มไปด้วยความรักและเมตตา “เสี่ยวเซวียนเซวียนกินให้มากหน่อย หากกินหมด วันหน้าจะได้ตัวสูงๆ”
นางพูดจบก็เห็นหลินเสวี่ยหลานกำลังจ้องมองตนเองด้วยสายตาอิจฉาริษยาราวกับกำลังพูดว่ามีสิทธิ์อันใดที่หลินเสวี่ยจู๋เก็บไข่นกดีๆ ได้ แต่ที่นางเก็บได้กลับเป็ไข่เน่า?
หลินเสวี่ยจู๋กลอกตามองท้องฟ้า‘หลินเสวี่ยหลานใช้สมองลัดวงจรของเ้าค่อยๆ ครุ่นคิดเสียเถิด’
ไข่นกกับไข่ไก่ยังแยกไม่ออกแล้วเ้าจะโทษคนอื่นได้หรือ?
ไม่นานนักโทษก็ต้องออกเดินทางภายใต้การเร่งเร้าของเหล่าผู้คุม
พวกหลินเสวี่ยจู๋นั้นเนื่องจาก‘สัมภาระ’ ค่อนข้างมาก จึงเดินอยู่ท้ายขบวนไปโดยปริยาย
วันนี้ถึงตาของลู่โม่ที่ต้องแบกหยวนซิวส่วนเหยียนต้ารับหน้าที่แบกของ เขาแบกสิ่งของต่างๆ ที่พวกเขาทำเมื่อคืนนี้ ทว่ามือเองก็ไม่ได้ว่างเอาแต่ถักเชือกป่านไม่หยุด
กลุ่มสานเสื่อฟางเปลี่ยนเป็กลุ่มสานรองเท้าบูทฟางภายใต้การนำของแม่นมหม่าทุกคนในกลุ่มล้วนเรียนรู้ทักษะการสานรองเท้าบูทฟางที่หลินเสวี่ยจู๋คิดค้นขึ้น
กลุ่มเก็บผักป่าและกลุ่มเก็บสมุนไพรต่างทำหน้าที่ของตนเองบางครั้งเมื่อเห็นต้นธูปฤาษีหรือเถาวัลย์ที่เหมาะสมระหว่างเดินทาง ก็มักเก็บมันขึ้นมา
สรุปได้ว่าทั้งครอบครัวสกุลหลินสายรองค่อยๆปรับตัวกับชีวิตการถูกเนรเทศ และทำงานอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
หลินเสวี่ยจู๋สังเกตเห็นว่าเว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่งต่างก็สวมรองเท้าแตะฟางที่เพิ่งทำเสร็จ
การกระทำนี้ถูกกัวซื่อหัวเราะเยาะแต่เว่ยหงเอ๋อร์ไม่สนใจนาง เพียงจดจ่ออยู่กับการสานรองเท้าแตะฟาง
ในเวลาเที่ยง ขบวนก็หยุดลง
ตามปกติผู้คุมจะแจกจ่ายขนมปังสีดำคนละชิ้นเมื่อได้รับขนมปังสีดำ หลินเสวี่ยจู๋ก็ได้กลิ่นเหม็นหืนเจือจางลอยมา
อากาศร้อน อาหารย่อมไม่สามารถเก็บไว้นานๆได้ ผลลัพธ์จึงออกมาเป็เช่นนี้
แม้ว่ามิติของนางจะปลดคุณสมบัติถนอมอาหารแล้วทั้งยังมีของกินมากมายให้เลือกกิน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่สะดวกที่จะนำของกินในมิติออกมา
มิฉะนั้นต้องทำให้เกิดความสงสัยเป็แน่
หลินเสวี่ยจู๋เก็บขนมปังสีดำของทั้งครอบครัวลงในตะกร้าใบเล็กจากนั้นหยิบกระต่ายป่าสองตัวที่ลู่โม่ย่างเมื่อเช้าออกมา กระต่ายป่าไม่อ้วนนักแต่เนื้อแน่น
ทั้งครอบครัวกินกันอย่างหิวโหยไม่มีผู้ใดพูดจา เพียงดื่มน้ำพุจิติญญาอึกๆ
เมื่อถุงใส่น้ำทั้งห้าใบว่างเปล่าหลินเสวี่ยจู๋ก็หอบถุงใส่น้ำไปที่ลำธาร แสร้งตักน้ำใส่ถุงตามปกติ
นางเห็นปลาขนาดเท่าฝ่ามือสองสามตัวในลำธารจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาทันที
เมื่อเติมน้ำพุจิติญญาลงในถุงใส่น้ำจนเต็มนางก็วิ่งกลับค่ายพักแรมอย่างลิงโลด แล้วหยิบหวายขึ้นมาสานอย่างรวดเร็ว
นางจดจ่อมากเกินไปจนไม่ทันสังเกตเห็นชายฉกรรจ์สามคนที่ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้นาง
หยวนซิวกับลู่โม่เห็นความผิดปกติพร้อมกัน
หยวนซิวไม่พูดไม่จา มือจับที่เอวอย่างเงียบงันตรงนั้นมีแท่งไม้ไผ่ที่เขาเหลาไว้แล้ว
ลู่โม่้าพุ่งไปหาหลินเสวี่ยจู๋แต่ทันทีที่ออกวิ่ง หยวนซิวที่อยู่บนหลังก็ดึงร่างเขาไว้ จึงทำได้เพียงส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก“พี่สะใภ้ระวัง!”
หลินเสวี่ยจู๋ที่จดจ่ออยู่กับการสานตะกร้าสะดุ้งด้วยความใเมื่อหันกลับไปเห็นชายฉกรรจ์สามคนยืนมองตนเองที่เป็เพียงหญิงสาวบอบบางก็เผยท่าทางหวาดหวั่นและประหลาดใจออกมา
หัวหน้าชายฉกรรจ์เกาศีรษะพลางเอ่ยอย่างเขินอายเล็กน้อย “หลินเหนียงจื่อใช่หรือไม่? ข้าได้ยินคนอื่นเรียกเช่นนี้”
เมื่อได้ยินว่าพวกเขา้าพบตนเองหลินเสวี่ยจู๋ก็โยนตะกร้าลงพื้นแล้วลุกขึ้นยืน
“มีเื่อันใดหรือ?” นางถามด้วยท่าทีสงบนิ่ง
น้ำเสียงห้าวหาญของลู่โม่ดังแว่วมาจากด้านหลัง“พี่สะใภ้ไม่ต้องกลัว ข้ารับมือกับพวกเขาทั้งสามได้”
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกจนใจอยากจะเคาะกะโหลกของลู่โม่เพื่อถามว่าเขาใช้ตาข้างไหนมองถึงเห็นว่านางกลัว
หัวหน้าชายฉกรรจ์เอ่ย“ข้ามีนามว่าหูอี้ถ่ง สองคนด้านหลังคือเอ้อร์ถ่งกับซานถ่งน้องชายของข้าหลินเหนียงจื่อไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงอยากถามหลินเหนียงจื่อว่าขนมปังที่ครอบครัวท่านไม่กินช่วยขายให้พวกเราจะได้หรือไม่?”
ขณะที่พูดเขาก็ย่อตัวลงหยิบแผ่นทองแดงสองแผ่นจากด้านในรองเท้าออกมาพลางเกาศีรษะเอ่ย “ไม่รู้ว่าเงินเท่านี้พอจะซื้อขนมปังสามชิ้นหรือไม่?”
เขายื่นมันออกไปหลินเสวี่ยจู๋ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
เงินที่มีที่มาที่ไปเช่นนี้นางไม่อยากได้นักดังนั้นนางจึงบอกให้อีกฝ่ายเก็บเงินกลับไปอย่างสุภาพ “ข้าให้ขนมปังสามชิ้นกับพวกท่านได้เพียงแต่ข้าไม่อยากได้เงิน ข้าอยากได้อย่างอื่น”
“ท่านอยากได้อันใด?” หูอี้ถ่งรีบเอ่ย เขาหิวแทบแย่แล้วเมื่อได้ยินว่าหลินเสวี่ยจู๋จะให้ขนมปังก็มองนางด้วยดวงตาเป็ประกาย
“ข้าอยากได้พวกท่านสามคน”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หูอี้ถ่งตัวสั่นสะท้านยื่นมือออกไปปกป้องน้องชายทั้งสองโดยไม่รู้ตัว ส่วนคนที่เหลือเมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็มองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยท่าทางซับซ้อน
หลินเสวี่ยจู๋รีบอธิบาย“ข้าหมายถึงหากพวกท่านเต็มใจติดตามพวกเรา ข้าจะมอบหมายงานให้พวกท่านทำ พวกเราจะมอบขนมปังให้วันละสามชิ้นแน่นอนว่าไม่ได้้าให้พวกท่านเป็บ่าวรับใช้ของพวกเรา เพียงเป็การว่าจ้างแบบชั่วคราวเท่านั้นเมื่อถึงชายแดนเหนือ การว่าจ้างก็จะสิ้นสุดลง หากพวกท่านตกลงก็สามารถรับขนมปังสามชิ้นได้ทุกวัน”
เมื่อเห็นว่าหลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้มีแผนการชั่วร้ายอะไรสามพี่น้องจึงตอบเป็เสียงเดียวกัน “พวกเราย่อมตกลงอย่างแน่นอน!”
หลินเสวี่ยจู๋หยิบขนมปังสามชิ้นส่งให้พวกเขาทันที
หลังจากสามพี่น้องกินอย่างมูมมามจนหมดหูอี้ถ่งก็เช็ดปากแล้วถาม “หลินเหนียงจื่อ พวกเราต้องทำงานอันใดหรือ?”
“พวกท่านไปรับคำสั่งจากลู่โม่เถิด”หลินเสวี่ยจู๋กล่าวพลางชี้ไปที่ลู่โม่แล้วนั่งลงสานตะกร้าต่อด้วยท่าทางเหมือนเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางทิ้งลู่โม่ที่มีสีหน้านิ่งอึ้งเอาไว้
พี่สะใภ้มอบลูกน้องสามคนให้เขาหรือ? กะทันหันถึงเพียงนี้เชียว?
หูอี้ถ่งเดินไปหาลู่โม่พลางเอ่ยปากถามทันที“น้องชายลู่โม่ เ้าอยากให้ข้าทำงานอันใด?”
“โอ้” ลู่โม่ได้สติกลับมาชี้ไปยังเหยียนต้าที่กำลังทำงานอยู่ด้านข้าง“ท่านลุงเหยียนต้าทำอันใดพวกท่านก็ทำอันนั้น”
“ตกลง”หูอี้ถ่งเบิกบานอย่างยิ่ง เดินนำน้องชายทั้งสองไปช่วยงานเหยียนต้าทันที
เมื่อเห็นเช่นนี้หลินเฉิงจางก็นั่งไม่ติดลากเหวินซิ่วชิงเดินไปหาหลินเสวี่ยจู๋
“ลูกสาว เมื่อคืนเ้าช่วยกู้เจินเหนียงไว้พ่อไม่ได้ว่าอันใด แต่สามคนนั้นในวันนี้คือเื่อันใดกัน?” หลินเฉิงจางมีสีหน้าเป็กังวล
เหวินซิ่วชิงเองก็เห็นด้วย“ใช่แล้วลูกสาว ภูมิหลังของสามคนนี้เ้ายังไม่รู้แน่ชัดก็รีบร้อนลากพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกเราแล้วหากพวกเขามีเจตนาไม่ดี...”
ตลอดทางมานี้ คู่สามีภรรยาหลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงออกตัวสนับสนุนทุกอย่างที่หลินเสวี่ยจู๋ทำถึงแม้จะตั้งคำถามเป็ครั้งคราว พอหลินเสวี่ยจู๋อธิบายเพียงเล็กน้อย ทั้งคู่ก็ไม่พูดจามากความอีก
คราวนี้พวกเขาไม่ได้ตั้งคำถามกับการตัดสินใจของนางทว่ากลับแสดงความเป็ห่วงเป็ใย ดังนั้นหลินเสวี่ยจู๋จึงเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าจริงจัง“ท่านพ่อ ท่านแม่ ไก่ขอทานของเมื่อคืน ไข่นกต้มของเมื่อเช้า แล้วก็กระต่ายป่าย่างของเมื่อครู่พวกท่านคิดว่าอร่อยหรือไม่เ้าคะ?”
.............................