ไป๋ชิงหมกมุ่นอยู่ในห้องสมุนไพรทั้งวันทั้งคืน ข้าวปลาอาหารก็ให้บ่าวมาส่งในห้องสมุนไพร ไป๋ชิงคนเก่าก็เคยเป็เช่นนี้จึงไม่มีใครสงสัยอันใดเพราะคิดว่าเป็เื่ปกติ พอง่วงก็ให้บ่าวเตรียมน้ำอุ่นให้อาบแล้วก็หลับไปอย่างอ่อนเพลีย เช้าวันถัดมาก็ตื่นแต่เช้ามาห้องสมุนไพรเช่นเดิมไม่ไปรับอาหารเช้ากับครอบครัวมาหลายวันจนใกล้จะถึงวันหมั้นท่านพ่อท่านแม่จึงให้คนมาเตือนว่าให้นอนไวหน่อย พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาหน้าตาสดใสงดงามรอต้อนรับว่าที่คู่หมั้น พร้อมทั้งมีชุดที่ประณีตสวยงามสีชมพูอ่อนปักมุกและเลื่อมประดับตามขอบผ้างดงามและเครื่องประดับหลายชุดเตรียมไว้ให้เลือกใส่ในวันพรุ่งนี้เรียบร้อย
“คุณหนูตื่นได้แล้วเ้าค่ะ”
เซียงเซียงมาเขย่าเบาๆ ที่ข้างเตียง ไป๋ชิงก็สลึมสลือเงยหน้ามองพลางขยี้ตาเบาๆ
“ทำไมเช้าไวเช่นนี้ ข้ายังง่วงอยู่เลย”
ไป๋ชิงอยากล้มตัวนอนต่อแต่เซียงเซียงพยุงตัวไว้และบอกให้รีบแต่งตัวไม่อยากนั้นจะไม่ทันฤกษ์ที่ฝ่ายชายพาแม่สื่อมาสู่ขอและส่งสินสอด
ไป๋ชิงพยักหน้าแต่ตาก็ยังปรือๆ พร้อมค่อยๆ ลุกไปอาบน้ำที่บ่าวเตรียมไว้
ผ่านไปครู่ใหญ่ไป๋ชิงก็แต่งกายเรียบร้อยงดงาม ทำผมเรียบง่ายประดับปิ่นน้อยชิ้นแต่งดงามยิ่ง สวมหยกที่นำมาจากห้องสมบัติใส่แขนทั้ง 2 ข้างๆ ละวง ไป๋ชิงเคยชินกับการมีอาวุธพกติดกายจากโลกเก่าจึงนำกริชมาใส่ที่รองเท้าและเข็มขัดข้างเอวเช่นเดิมพร้อมด้วยถุงเข็มเงิน
ของเหล่านี้ั้แ่ได้มาก็พกติดตัวทุกวันจนเหมือนเครื่องประดับชิ้นหนึ่งไปแล้ว บ่าวรับใช้ก็ไม่ได้ถามอันใดเพราะคุณหนูมักชอบอะไรเป็พักๆ แล้วมักจะหวงแหนและพกพาของที่ชอบเสมอๆ จนบ่าวคุ้นชินกับนิสัยนี้ บางทีก็เปลี่ยนสิ่งของบ้าง พอสำรวจความเรียบร้อยแล้วไป๋ชิงก็เดินนำขบวนบ่าวไปห้องโถงหลักเพื่อรอว่าที่คู่หมั้นมาเยือน
แเื่ต่างทยอยมาร่วมยินดี รวมทั้งคุณหนูหลิวเหมยซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีแดงสดเหมือนชุดเ้าสาว จนแขกคนอื่นต่างมองอย่างสงสัยว่าเหตุใดจงใจใส่ชุดแดงมางานหมั้นผู้อื่นเช่นนี้ เหมือนตัวเองจะแต่งงานเอง หลายคนต่างส่ายหน้าเอือมระอากับนิสัยเอาแต่ใจของคุณหนูผู้นี้แต่ก็ไม่มีใครคิดจะไปทักท้วงเพราะรู้ว่าป่วยการ ต่างคนต่างไปนั่งยังโต๊ะที่เตรียมไว้ให้แเื่
สักพักหลิวเหมยมองเห็นไป๋ชิงเดินมาจะเข้าห้องโถงหลัก จึงทำทีเดินไปใกล้ๆ ให้เห็นว่านางแต่งกายงดงามเพียงใด ในใจพลันยิ้มหยันที่วันหมั้นเช่นนี้ไป๋ชิงกลับแต่งกายเรียบง่ายยิ่งนัก ไม่สมกับว่าที่คู่หมั้นของท่านรองแม่ทัพเลย หลิวเหมยคิดในใจสายตาก็มองสำรวจไป๋ชิงั้แ่หัวจรดเท้า
ไป๋ชิงรู้สึกถึงสายตาใครบางคนที่จ้องมองมาก็หันหน้าไปมองช้าๆ และยิ้งบางๆ ให้ แล้วเดินจากไป ไม่อยากจะใส่ใจคนเช่นนี้ ยิ่งเห็นสายตาที่มองมาคงอยากให้ผู้อื่นสนใจ ทั้งแต่งกายฉูดฉาดเช่นนั้น หากทำเป็ไม่สนใจคงอกแตกตายแน่ๆ ไปชิ่งอมยิ้มและเอามือบังมุมปากเล็กน้อย
พอไปถึงห้องโถงไป๋ชิงก็ไปนั่งข้างๆ ท่านพ่อท่านแม่และรอคู่หมั้นเข้ามาทำตามขั้นตอนพิธีการต่างๆ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ร่วมรับประทานอาหารดื่มกินกันพอเป็พิธี
ไป๋ชิงนั่งตรงข้ามกับฮั่วอี่ หลิวเหมยนั่งอยู่ด้านท้ายฝั่งเดียวกับไป๋ชิงแต่ก็จ้องมองท่านรองแม่ทัพไม่วางตา หลายคนพูดคุยกับทั้งท่านรองแม่ทัพและไป๋ชิงสอบถามว่าเหตุใดจึงหมั้นกะทันหันเช่นเหมือนเป็การหยอกล้อให้ขบขันกันเล่นๆ ในวงสนทนาแต่หลิวเหมยเบ้ปากและพูดลอยๆ
เสียงไม่เบาไม่ดังแต่ทุกคนที่ได้ยินต่างหันไปมองหลิวเหมย ไป๋ชิงได้ยินดังนั้นจึงตอบว่า
“ข้าไม่ได้กลัวไม่มีใครเอาหรอก แต่พี่ฮั่วอี่กลัวข้าไม่เอาเค้ามากกว่านะเ้าคะคุณหนูหลิว”
พูดจบก็ปิดปากหัวเราะเบาๆ ฮั่วอี่ได้ยินเช่นนั้นจึงพูดรับคำกล่าวของไป๋ชิง
"ข้าก็กลัวเ้าจะหาว่าข้าแก่น่ะสิถึงต้องรีบจองไว้ เ้าเองก็ต้องรีบโตไวๆ ข้าตั้งตารอให้เ้าถึงวัยปักปิ่นไวๆ แทบไม่ไหวแล้ว จะได้ออกเรือนมาดูแลข้าสักที ดีหรือไม่”
พูดไปพลางหน้าแดงไปพลาง ทุกคนที่นั่งในโถงหลักต่างพากันหัวเราะครื้นเครงกับการเหย้าแหย่ของคู่หมั้นคู่นี้
หลิวเหมยเม้มปากแน่น สายตาจ้องมองไป๋ชิงแทบจะกินเืกินเนื้อ พอกลับถึงจวนก็ทำลายข้าวของจนแตกกระจาย เพื่อหาที่ระบายอารมณ์
"เ้ากับข้าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้วไป๋ชิง หากไม่มีเ้าท่านรองแม่ทัพต้องเป็ของข้า”