แสงไฟถูกจุดทั่วค่ายทหารฟรองเซ
ขุนศึกควบม้าผ่านแนวทหารรักษาการณ์ประตูค่ายด้วยฝีเท้าเร็วรี่ร้อนใจก่อนจะดึงบังเหียนคุมม้าชะงักหยุด ณ จุดหมาย
นายทหารไถลตัวลงจากอานม้าโดยไม่สนใจเกราะหนังเสียทรงไร้ระเบียบ รีบก้าวเร็วไวพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความหนักอกหนักใจเื่ในมือเมื่อถึงแนวราชองครักษ์ เขาก็ลืมแสดงความเคารพจนนายทหารยามยกด้ามหอกขึ้นสกัดกั้น
“แจ้งนามของเ้า”ทหารยามสั่งเสียงเข้ม
“เลตเตอรี่ นายกองลาดตระเวน”เขาถอนหายใจแรง ย่นหัวคิ้วจนขึ้นสันพาให้เห็นเส้นเืขึ้นสองขมับ “ขอเข้าพบท่านชาล์เดอฟรองเซ”คำกล่าวห้วนและลนเต็มไปด้วยโทสะ พร้อมโบกจดหมายตรากองลาดตระเวนใส่หน้าทหารยาม
ราชองครักษ์รับจดหมายหนังสกปรกมาเปิดอ่านเมื่อรู้ความใน เขาก็รีบนำพานายกองเข้าไปภายในตัวค่าย
ทั้งสองต่างเร่งฝีเท้าด้วยความร้อนใจ
เมื่อถึงหน้ากระโจมหนังราชองครักษ์ก็ทุบอกแสดงความเคารพ “รายงานท่านชาล์”
ชาล์ผู้ยิ่งใหญ่จ้องเขม็งมายังนายทหารทั้งสองการพยักหน้าเล็กน้อยคือคำอนุญาตให้ทั้งสองเข้ามาภายในกระโจม
“หน่วยลาดตระเวนพบกองกำลังศาสนขุนพลใกล้ปราสาทแห่งเบอร์กันดี”
ราชองครักษ์เดินไปหานายทหารข้างกายชาล์
เฟซอง (Fésance)ผู้อยู่ด้านซ้ายมือชาล์ จ้องคนทั้งสองด้วยดวงตาคมเขม็ง “กองทัพศาสนขุนพลเข้าไปภายในปราสาทหรือไม่”
“พวกเขาอยู่นอกวัง”นายกองลาดตระเวนรายงานอย่างมั่นใจ
“ศาสนขุนพลอาจจะเพียงเดินทางมาส่งสารให้แก่ชาล์เดอพรอว็องค์ก็เป็ได้ท่านชาล์โปรดวางใจก่อน” เฟซองลดเสียงลง เพราะทราบความเครียดในใจนายของตน
คาร์ล(Кал,Карл Фрон Се)กวาดสายตาผ่านสันคิ้วมองไปรอบกาย ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งและท่าทีขยับตัวมานั่งครึ่งก้นเตือนให้ชาล์เห็นว่าคนอื่นนั้นััได้ถึงความหวั่นไหวภายในจิตใจของเขาแล้ว
“เวลาไม่คอยท่า!”เขารีบคำรามทำลายภาพลักษณ์ไม่ดี
กระนั้นเขาก็ควบคุมตนเองได้ไม่ดีนักมือยกขึ้นลูบศีรษะของตนเองบ่อยจนต้องรีบเท้าแขนทั้งสองข้าง แล้วก้มลงมองแผนที่ตรงหน้าดึงความสนใจของผู้อื่น
ใน่เวลาแห่งความเป็ความตายผู้ใดจะหวั่นไหวไม่ได้ ความหวั่นไหวจะนำมาสู่ความพังพินาศในศึกตัดสิน
ตราม้าศึกวางประจำหน้าสะพานคิริออส(Кайри Ос)
สะพานเชื่อมเมืองเบอร์กันดีกับค่ายทหารฟรองเซเป็จุดตายอันน่ากังวล จนคาร์ลต้องจัดทหารม้าเข้าป้องกันแนวรบ
“เราไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะสำแดงอิทธิฤทธิ์อะไรอีกครั้ง”คาร์ลเตือนผู้อื่นให้ตื่นตัวระวังแผนการของดันเต้และกีเนเวีย
ความกลัวทำให้ชาล์ชี้มือไปยังป้ายไม้อันเป็ตัวแทนกองกำลังริมขอบแม่น้ำ
เฟซองเบิกตาโพลงแล้วขยับไหล่แตะต้นแขนนายของตนเขาส่ายหน้าทันทีที่หลุยส์เงยหน้าขึ้นมาสบตา “กองทหารม้ากลุ่มนี้คุ้มกันสะพานคิริออสหากถอนกำลังเพื่อบุกเบอร์กันดีทางใต้ก็เสี่ยงถูกโจมตีขนาบทั้งทิศเหนือและใต้”
“เทน้ำมันดินเราจะจุดไฟเผาสะพานคิริออส” คาร์ลเน้นเสียงอย่างมั่นใจ
แม่ทัพทุกคนจ้องดวงตาดุตรงหน้าต่างขมวดคิ้วทำทีปฏิเสธ
ชาล์จึงผลักตราทหารม้าไปยังทิศใต้ถือเป็คำสั่งเด็ดขาดไม่รับฟังคำโต้แย้งใด
เมื่อเห็นเช่นนั้นขุนศึกข้างตัวจึงทุบอก“ข้าจะรีบดำเนินการ” ส่วนเฟซองก้มหน้าเล็กน้อยเป็การรับคำ
“หมดเวลาเล่นแล้ว”คาร์ลสบตาเหล่าแม่ทัพร่วมศึก “เราจะสอนเ้าเด็กอวดดีให้รู้จักอำนาจแห่งฟรองเซ”
เมื่อเฟซองออกจากค่ายเขาก็สั่งทหารเตรียมน้ำมันดินไปหลายรถเกวียน
ทหารนับสิบคนจึงเริ่มเคลื่อนเกวียนล้อบรรทุกโถน้ำมันดินไปยังข้างแม่น้ำ
เหล่าคนงานช่วยกันทุบถังให้ของเหลวสีดำข้นไหลลงบนผิวน้ำตลอดแนวสะพานหินธรรมชาติคิริออสคราบดำเคลือบผิวน้ำกระจายตัวไปทั่วทะเลสาบ
รองแม่ทัพเดินตรวจตรางานในยามเย็นในมือของเฟซองถือคบเพลิงมาด้วย “แด่ฟรองเซ” เขาโยนคบเพลิงลอยลิ่วไปจากมือส่งผลให้เปลวไฟลุกท่วมแหล่งน้ำและลามไปจนถึงต้นไม้ตามชายขอบทะเลสาบ
เพลิงร้อนแผดเผาทุกชีวิตแม้แต่นกที่บินผ่าน
คร่าแม้แต่ชีวิตเหล่าปลาใต้ทะเลเพลิง
ยอดปราสาทเบอร์กันดี
กีเนเวียจับขอบหินแน่นเธอมองแสงไฟจากบนยอดหอคอยปราสาท
ควันสีดำลอยสูงราวกำแพงนรกมาตามเส้นทางแม่น้ำจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือจนถึงทิศตะวันตกเฉียงใต้
ราชินีสาวโอบกอดบุตรสาวในอ้อมอกดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำแห่งอารมณ์โศกเศร้าอาดูรจนหลั่งออกมานองพวงแก้ม ระหว่างนั้นแว่วเสียงนกร้องเป็จังหวะถี่แสนทรมานเสียงหมูป่าและกวางกำลังร้องระงมแสนเ็ป
ดันเต้โอบประคองภรรยาตนเองจากด้านหลัง
“พวกเขากำลังร้องขอความช่วยเหลือ”กีเนเวียอิงใบหน้ากับอกกว้าง
าาหนุ่มหอมบนกระหม่อมปลอบหญิงผู้เป็ที่รักดวงตาสีทองมองเปลวเพลิงแห่งา ไฟที่ไม่เพียงคร่าเพียงชีวิตมนุษย์แต่ยังพรากทั้งต้นไม้ สัตว์ป่า ผู้รับกรรมต่างต้องตายตกตามกัน
“ทุกอย่างเกินมือเราแล้ว”เขากระซิบเสียงอ่อนปลอบเธอ
กีเนเวียคลายมือจากราวหินมากุมฝ่ามือหนาเธอบีบส่งกระแสปลอบสามีกลับ “หวังว่าท่านอเล็กซานเดอร์จะจบเื่ครั้งนี้โดยเร็ว”ดวงตาสีน้ำเพชรมองกลุ่มควันดำที่ลอยคลุ้งไปทั่วฟ้า“าได้ทำลายทุกสิ่ง แม้แต่สะพานคิริออส”
สามีหอมกระหม่อมเธออีกครั้ง“ข้าจำวันแรกที่เราพบกันได้”
พระนางผงกศีรษะ“สะพานนั้นทำให้ข้าเห็นรอยยิ้มของท่านเสมอ”
“ใช่ ข้าหวังว่าจะสูญเสียสะพานนี้เป็สิ่งสุดท้าย”าาโอบพระชายาแน่น
“ใช่ คงไม่เหลืออีกแล้วสะพานแห่งความรักของสองเรา”
ค่ายฟรองเซ ประตูใต้
ขบวนศาสนขุนพลสวมเกราะเงินเงาเป็มันเหล่าทหารนำขบวนต่างชูธงขาวคาดแถบเส้นตัดสีน้ำเงินเคลื่อนพลมาถึงหน้าประตูค่าย
ธงตราดอกลิลลี่ทองคำพื้นแดงสดโบกสะบัดเป็ทิวพัดพลิ้วตามสายลมแรงตลอดแนวกำแพงค่ายฟรองเซทหารบนค่ายต่างหันคมหอกคมศรล้อมขบวนอย่างสงบแต่เต็มไปด้วยกระแสความตึงเครียด
รองขุนพลเกเบียลชักม้านำไปก้าวหนึ่ง“ทหาร! โปรดทูลท่านชาล์ว่าท่าน อเล็กซานเดอร์เดินทางมาจากคอนสแตนติโนเปิลเพื่อหารือ”
ไร้ซึ่งการตอบรับจากทหารผู้กระหายามีเพียงเสียงเอ็นธนูลั่นตึงถี่
อเล็กซานเดอร์ลงจากหลังม้าเขาเดินไปเบื้องหน้าสองสามก้าวเพื่อแสดงตัว ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นหอกสามเล่มก็พุ่งลงจากหอคอยประตูค่าย
ั์เครางามยืนนิ่งรอคมอาวุธแต่ทันใดนั้นหอกทั้งสามก็ถูกกระชากปัดเปลี่ยนทิศทาง ปักเรียงกันไปทางด้านขวามือของแม่ทัพศาสนขุนพล
กองทหารตื่นตระหนกต่างพากันขวัญกระเจิงเมื่อเผชิญการเคลื่อนไหวตอบโต้รวดเร็วเกินกว่าที่รูปร่างใหญ่โตจะสามารถทำได้
จากนั้นหอกนับสิบเล่มก็พุ่งตามลงมาอย่างต่อเนื่องพร้อมฝูงห่าดอกธนู
ดวงตายักษาเปล่งแสงสีทองเพียงชั่วพริบตาแล้วเวลารอบตัวก็เดินช้าลง
ราวกับสรรพสิ่งเริ่มหยุดนิ่งลอยค้างในอากาศมีเพียงั์ผู้เดียวที่สามารถหายใจเป็ปกติ แม้แต่หยาดเหงื่อของเหล่าทหารฟรองเซก็ไหลลงอย่างเชื่องช้า
ดอกธนูนับร้อยลอยค้างอยู่บนฟ้ามีทิศทางพุ่งตกลงมายังกองทัพศาสนขุนพล
เวลาอันเชื่องช้านั้นทำให้ยักษาเห็นการขยับของเหล่าดอกศรเข้ามาใกล้ทีละเส้น
จังหวะนั้นอเล็กซานเดอร์ก็คว้าหอกเล่มแรกที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดแล้วใช้ด้ามหอกกวัดแกว่งกวาดฝูงธนูชุดแรกลงบนพื้น ก่อนจะถอยหลบหอกอีกสามเล่ม
เวลาเดินกลับมาเป็ปกติพาเสียงเสียดจากคมหอกเฉียดเกราะเงินไปเพียงข้อนิ้ว
ดวงตาของศาสนขุนพลเปล่งประกายอีกครั้งเมื่อเขารับรู้ถึงฝูงธนูชุดที่สองคราวนี้เขาะโขึ้นเหยียบปลายด้ามหอกเหล็กที่ปักบนพื้น ใช้แรงดีดและขาถีบร่างลอยตัวขึ้นสูงไปบนอากาศมือทั้งสองคว้าหอกมาปัดทำลายฝูงดอกศร
เมื่อลอยถลาลงจากนภายักษาเคราทองก็คว้าหอกในอากาศทีละเล่มเขวี้ยงปักไปยังเสาไม้ค้ำป้อมถึงแปดครั้ง ก่อนจะถีบตัวลงบนแผ่นดินส่งร่างไปเหยียบเดินบนด้ามหอกทั้งแปดเป็บันไดขึ้นประชิดตัวนายกองผู้รักษาการณ์ประตูค่าย
ลมหายใจพ่นไอน้ำจากจมูกั์นำเวลาเดินเป็ปกติ
ทุกสายตามองค้างอยู่หน้าประตูจนไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติแต่เมื่อรู้ตัวต่างก็ตื่นตระหนกเงอะงะไม่รู้ว่าจะหันไปหานายกองหรือหน้าประตูค่าย
ดาบสีทองเล่มใหญ่นั้นยาวกว่าความสูงของนายทหารทั้งมวลบัดนี้กำลังแนบลงบนคอหอยนายทหาร ดึงสติทุกคนให้หันมาล้อมอเล็กซานเดอร์กับนายกอง
“ประสงค์ของเราคือความปลอดภัยของพวกท่าน”ั์ใหญ่กล่าวเสียงเข้ม
“อย่ายิง! อย่า!” นายกองลนลานสั่งลูกน้องเขาเจียนจะเสียสติเต็มที
อเล็กซานเดอร์คว้าคอเสื้อเพื่อให้นายกองสงบลง“แจ้งท่านชาล์ว่าเราเดินทางมาเพื่อหารือ” แม่ทัพั์รีบเข้าเื่ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้
ทันใดนั้น เสียงปรบมือก็ดังแว่วมาจากเบื้องล่าง