ตอนที่ 25
ภายในประตูมิติมีแสงสีเขียวสลับแดงกะพริบไปมาจนทำให้สายตาพร่ามัว ความผิดปกติที่ไม่เคยประสบมาก่อนนี้บ่งบอกว่า พวกเขายังไม่ได้หลุดออกจากวังวนแห่งความทุกข์ทรมาน
อีวานทำได้เพียงแค่หรี่ตาลงแล้วมองหาทางที่จะนำพวกเขาออกไปอย่างเร่งรีบ
ท่ามกลางแสงอันเจิดจ้าที่ชวนให้แสบตารอบตัว ดวงตาสีฟ้าสว่างพลันเหลือบไปเห็นแสงสีขาวอันริบหรี่ที่อยู่ไม่ไกลนัก
อีวานคลี่ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจที่อย่างน้อยก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง
“ตรงนั้น ไปกันเถอะ!” อีวานชี้ไปยังตำแหน่งของแสงสีขาวอันริบหรี่ แล้วก้าวเท้ามุ่งไปยังจุดที่เขาคิดว่า น่าจะเป็ความหวังเดียวที่จะนำพวกเขาออกไป
“แซ็ก?” ความเงียบของแซ็กที่อยู่ด้านหลัง อีวานหันกลับไปมองด้วยความสงสัย
ภาพของกลุ่มควันอันดำมืดที่กำลังห่อหุ้มร่างของแซ็กเอาไว้ ทำให้ดวงตาของอีวานเบิกกว้าง
ในยามที่แซ็กส่งสายตามาบอกให้เขามุ่งตรงไปยังตำแหน่งของแสงสว่างเพียงลำพัง อีวานก็ตัดสินใจคว้าข้อมือของแซ็กเอาไว้แน่น จากนั้นก็ออกแรงดึงร่างที่ถูกกลุ่มควันโอบล้อมให้เดินไปยังตำแหน่งของแสงสีขาวด้วยกันอย่างสุดกำลัง
ดวงตาสีฟ้าสว่างที่เต็มไปด้วยรัศมีของความไม่ย่อท้อพลันเปล่งประกายออกมาอย่างมีความหวังเมื่อพบวลีอันคุ้นเคยสลักอยู่บนประตู
‘จะบนหรือล่างต่างก็สำคัญทั้งสิ้น’ ตัวอักษรที่สลักอยู่บนประตูค่อยๆ เปล่งแสงสีขาวอันเลือนรางออกมา
อีวานลากแซ็กมาหยุดอยู่ด้านหน้าประตูมิติ บานประตูโลหะสีเทาก็เลื่อนออกอย่างช้าๆ ขณะที่กลุ่มควันอันมืดมิดค่อยๆ ล่าถอยออกจากร่างของแซ็กด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจของมิติกึ่งกลาง
เมื่อพบว่ากลุ่มควันสลายไป อีวานก็จูงมือแซ็กก้าวเข้าไปในประตูมิติที่เต็มไปด้วยแสงสีขาวอันเจิดจ้าที่สุดแสนจะคุ้นเคยทันที
ภาพของเหล่าเ้าหน้าที่ภายในสำนักงานิญญาเดินสวนกันไปมาในโถงสีเทาอันคุ้นเคยทำให้อีวานถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ฝ่ามือสีขาวสว่างของเขาที่บีบฝ่ามือของแซ็กเอาไว้แน่นก็พลอยคลายลงไปด้วย
ในที่สุดพวกเขาก็หาทางกลับมาจนได้ อีวานมองภาพอันคุ้นเคยเบื้องหน้าด้วยความยินดี แม้ว่าเสื้อผ้าของเขากับแซ็กในเวลานี้จะหลุดลุ่ย ตามเนื้อตามตัวจะเต็มไปด้วยเศษฝุ่น ขณะที่ผมของพวกเขายุ่งเหยิงจนดูไม่เป็ทรงก็ตาม
“ไงพวก สภาพดูไม่จืดเลยนะ” ฟอร์เรสท์ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ที่อยู่ใกล้ๆ หันมาเอ่ยแซวด้วยความประหลาดใจกับสภาพที่ดูไม่ได้ของเพื่อนทั้งสอง
“ฉันต้องไปหาเซซีล…” แซ็กพยายามฝืนกำลังขอพบเซซีลเลียส แต่ผลสะท้อนของการข้ามมาจากวังวนแห่งความทรมาน บวกกับความเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งหนีตาย ทำให้ความอ่อนล้าแล่นเข้ามาจู่โจม พาให้เขาสลบไปทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยค
อีวานก้าวเข้าไปพยุงร่างอันสูงใหญ่ของแซ็กเอาไว้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะทรุดลงไปกองกับพื้น จากนั้นจึงสบสายตากับฟอร์เรสท์ด้วยท่าทีอันจริงจัง
“พวกเราพึ่งออกมาจากวังวนแห่งความทุกข์ทรมาน ช่วยเรียกท่านเซซีลเลียสให้ที” อีวานกระชับร่างของแซ็กในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นพลางเอ่ยเสียงขรึมไปด้วย
ท่าทางอันเคร่งเครียดของอีวานทำให้ฟอร์เรสท์พยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง จากนั้นก็ก้าวเข้าลิฟต์ไป
เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง อีวานก็ถอนหายใจออกมาอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง จากนั้นจึงพยุงแซ็กไปนั่งพักที่ม้านั่งใกล้ๆ
แม้ว่าเขาจะไม่โดนกลุ่มควันโอบล้อมจนเสียพลังกายไปจนหมดเหมือนกับแซ็ก แต่การลากใครอีกคนที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองก็กินแรงไปมาก ไหนจะผลกระทบของประตูมิติที่ทำให้ร่างกายของเขาอ่อนเพลียอีก พาให้อีวานต้องหลับตาลง
ชั่วเวลานั้นอีวานได้ยินเสียงฝีเท้าของเ้าหน้าที่ภายในสำนักงานิญญาเดินสวนกันไปมาอยู่ในห้องโถง จากนั้นเสียงรอบข้างก็ค่อยๆ หรี่ลงทีละน้อย
เมื่อรู้ตัวอีกทีชายหนุ่มก็ผล็อยหลับไปโดยมีแซ็กนั่งซบไหล่ของเขาอยู่ ขณะที่ฝ่ามือสีขาวสว่างของเขายังคงโอบประคองร่างอันใหญ่โตของเด็กหนุ่มในอ้อมแขนเอาไว้แน่น
ภาพแรกที่แซ็กเห็นเมื่อลืมตาขึ้นคือ หญิงวัยห้าสิบในชุดสูทสุดเนี้ยบสีเทาที่ยืนไพล่หลังอยู่เบื้องหน้า เด็กหนุ่มกะพริบตาเพื่อไล่ความง่วงงุนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาจึงรู้ตัวว่า ตอนนี้ตัวเองกำลังซบไหล่บางๆ ของอีวานอยู่ ด้วยเหตุนี้เองแซ็กจึงรีบดีดตัวขึ้นมานั่งตัวตรงอย่างเขินๆ พาให้อีวานที่กำลังหลับอยู่ถูกเขาปลุกไปด้วย
“ฉันได้ยินมาว่าพวกเธอกลับมาจากวังวนแห่งความทุกข์ทรมาน” เซซีลเลียสเอ่ยเสียงเครียด ดวงตาสีเขียวจางของเธอมีประกายของความเคร่งขรึมอันน่าพรั่นพรึงอยู่
ท่าทางตึงเครียดของเซซีลเลียส ทำให้แซ็กเตรียมจะยันกายลุกขึ้นมาจากม้านั่งเพื่อสนทนากับเธออย่างจริงจัง ทว่าเซซีลเลียสกลับยกมือขึ้นมาห้ามเสียก่อน
“ไม่ต้องลุก พวกเธอคงจะเหนื่อย” เซซีลเลียสเอ่ยเสียงขรึมพลางยกมือขึ้นมานวดหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อบรรเทาความเครียดที่อัดแน่นอยู่ภายใน
“วงเวทย์บูชาซาตานทำให้เราหลุดเข้าไป” แซ็กใช้เวลารวบรวมความคิดเพียงเสี้ยวนาที จากนั้นเขาก็สามารถหาข้อสรุปได้อย่างรวดเร็วเพราะทันทีที่วงเวทย์บูชาซาตานเปล่งแสง พวกเขาก็ถูกส่งไปยังวังวนแห่งความทุกข์ทรมานอย่างไม่อาจขัดขืนได้
คำตอบของแซ็กบวกกับท่าทีนิ่งเงียบของอีวานที่นั่งอยู่ด้านข้างๆ ทำให้ดวงตาของเซซีลเลียสเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความประหวั่น
เธอหวังมาโดยตลอดว่า ทุกอย่างจะไม่ดำเนินไปในทางนี้ แต่การคาดเดาของเธอมันกลับถูกต้อง
“วงเวทย์นั่นอีกแล้ว พวกเธอไปเจอมันที่ไหน?” ริมฝีปากบางที่ถูกแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงอิฐเม้มแน่น จากนั้นเธอจึงเอ่ยถามทั้งสองด้วยสุ้มเสียงอันเคร่งเครียด ขณะที่ดวงตาของเธอมองพวกเขาอย่างจริงจัง
“ที่บันไดดาดฟ้าโรงเรียนเก่าของพวกเราครับ ครั้งนี้ขนาดของมันใหญ่มาก จากนั้นมันก็เปล่งแสงสีแดงทำให้พวกเราหลุดเข้าไปในวังวนแห่งความทุกข์ทรมาน ผมพอจะจำได้ว่า มีสัญลักษณ์บางอย่างที่ถูกเขียนเพิ่มเข้าไปในวงเวทย์ แล้วยังมีกลุ่มควันสีดำที่ตามไล่ล่า…” อีวานที่นั่งฟังพวกเขาเงียบๆ มาโดยตลอดเอ่ยรายละเอียดทั้งหมดที่เขาจำได้ออกมาเสียงขรึม ขณะที่ฝ่ามือสีขาวสว่างของเขาเลื่อนไปััต้นแขนของแซ็กแล้วออกแรงบีบเบาๆ ราวกับว่า เขากำลังชั่งใจ
“ไล่ล่าพวกเธอ?” เซซีลเลียสสบตาอีวานแล้วเลิกคิ้วถามเสียงขรึม ชั่วขณะนั้นเธอมองเห็นความลังเลภายในดวงตาสีฟ้าสว่างของชายหนุ่ม
“....ไล่ล่าเขา” อีวานหลุบตาลงพลางเอ่ยเสียงเคร่ง ั้แ่ต้นจนจบเป้าหมายของกลุ่มควันปริศนานั่นคือแซ็กไม่ใช่เขา
อีวานยังจำชั่วนาทีสุดท้ายที่มันโอบล้อมร่างของแซ็กได้ดี ทั้งยังจดจำสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาให้เขาหนีออกมาเพียงลำพังของแซ็กได้อย่างแม่นยำ
“ฉัน?!” แซ็กหันไปสบตาอีวานพลางเลิกคิ้วขึ้น จากนั้นก็ชี้นิ้วใส่ตัวเองแล้วเอ่ยเสียงหลงอย่างไม่เชื่อหู
“ใช่ ั้แ่ต้นจนจบคนที่ถูกมันจู่โจมจริงๆ ก็คือนาย” อีวานเลื่อนสายตาไปสบกับดวงตาสีน้ำเงินเข้มของแซ็กแล้วยืนยันสิ่งที่เขาคิดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ให้ฉันเดานะ อักขระที่ถูกเพิ่มในวงเวทย์ คงจะเพื่อทำให้พวกเธอหลุดเข้าไปในวังวงแห่งความทุกข์ทรมาน ฉันบอกได้เลยว่า การที่มันตั้งเป้าหมายเป็แซ็กไม่ใช่เื่บังเอิญ ซึ่งอันที่จริงฉันภาวนาให้เื่ไม่ดำเนินไปในทางนี้มาโดยตลอด” เซซีลเลียสอธิบายสิ่งที่พอจะสรุปได้กับทั้งสองเสียงขรึม จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจที่ไม่อาจเลี่ยงหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
“หมายความว่ายังไง?” แซ็กขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเลื่อนไปมองใบหน้าอันเคร่งเครียดของเซซีลเลียสด้วยความสงสัยว่าตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับอะไรกันแน่
“วงเวทย์บูชาซาตานกับเธอเกี่ยวพันกันไอแซ็ก นี่คือข้อสันนิษฐานเดียวที่ฉันมี เอาล่ะเพื่อความปลอดภัย หลังจากนี้ฉันจะพักเื่การนำทางิญญาของพวกเธอเป็การชั่วคราว และ พวกเธอต้องไปหารือที่นรกพร้อมกับหน่วยชำระผู้พยาบาทเพื่อบอกรายละเอียดเื่ที่ไปเจอมากับพวกเขา ส่วนฉันจะขึ้นไปหารือกับ์ พ่อหนุ่มฉันบอกได้เลยว่า ตอนนี้พวกเรากำลังเจอกับภัยพิบัติระดับหายนะที่สุดในรอบพันปีเข้าให้แล้ว” เซซีลเลียสเอ่ยสรุปเสียงเคร่งโดยไม่เว้นช่องว่างให้ทั้งสองได้เอ่ยถามอะไรทั้งสิ้น จากนั้นเธอก็ดีดนิ้วหนึ่งที
ตุ๊บ
ขวดโพชั่นสีแดงขนาดกลางหล่นลงมาบนตักของพวกเขาพร้อมกันทันทีที่สิ้นเสียงดีดนิ้ว
“นี่คือ?” อีวานเอ่ยพลางหยิบขวดโพชั่นขึ้นมา เนื่องจากเขากับแซ็กเคยพลาดดื่มอะไรสัปดนเมื่อครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ชายหนุ่มจึงเพ่งดูของเหลวสีแดงเข้มที่อยู่ในขวดนานเป็พิเศษ
แซ็กหยิบขวดโพชั่นขึ้นมาเพ่งดูอย่างสนอกสนใจ ด้วยความที่เขาไม่ใช่คนละเอียดอ่อนอะไร จึงมองไม่เห็นว่าประกายสีแดงเข้มภายในของมันต่างจากประกายของโพชั่นที่พวกเขาดื่มเมื่อครั้งก่อน
“หมดเวลาพักผ่อนของพวกเธอแล้ว ดื่มมันแล้วก็ตามฉันมา เื่ด่วนแบบนี้ชักช้าไม่ได้” เซซีลเลียสที่ต้องเร่งขึ้นไปแจ้งเื่สำคัญกับสภา์ย่อมไม่ว่างพอที่จะอธิบายคุณสมบัติยาให้ทั้งสองฟัง ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงเอ่ยเร่งให้พวกเขารีบดื่มโพชั่น จากนั้นจึงก้าวเท้านำไปที่ลิฟต์ทันที
อีวานกับแซ็กสบตากันครู่หนึ่ง จากนั้นพวกเขาก็เปิดจุกที่ทำจากแก้วแล้วกระดกโพชั่นพร้อมกันจนหมดขวด
ชั่วพริบตาเดียวความเมื่อยล้าจากผลกระทบของประตูมิติก็ถูกแทนที่ด้วยความกระปรี้กระเปร่า ด้วยเหตุนี้เองทั้งสองจึงก้าวตามเซซีลเลียสไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงราวกับว่า พวกเขาพึ่งจะกลับมาจากการพักร้อนอันยาวนานอย่างไรอย่างนั้น
ภายในห้องโถงปูนเปลือยสีเทาหม่นมีตู้เก็บอาวุธประเภทต่างๆ ฝังอยู่บนผนังรอบห้อง แสงสีขาวจากตู้ช่วยขับเน้นให้อาวุธที่ถูกวางอย่างเป็ระเบียบเ่าั้ดูมีมนต์ขลัง ขณะที่แสงไฟจากเพดานส่องลงมาบนพื้นหินสีทึบเบื้องล่างทำให้บรรยากาศภายในดูแข็งแกร่งและสงบไปพร้อมกัน ซึ่งภายในห้องมีม้านั่งตัวยาวสีเทาบุนวมที่ดูแข็งทื่อราวกับหินแข็งๆ แต่ให้ัันุ่มนิ่มในยามที่นั่งซึ่งตั้งอยู่ตามมุมต่างๆ ของห้องโถงโดยมีโต๊ะประชุมสีเทาสว่างอันโดดเด่นที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางของห้อง
พวกเขากำลังยืนอยู่ในโถงหลักของหน่วยผู้ชำระผู้พยาบาทซึ่ง ในตอนนี้มีผู้ชำระความพยาบาทอยู่ภายในห้องโถงไม่มากนักเนื่องจากผู้ชำระความพยาบาทส่วนใหญ่กำลังออกไปปฏิบัติภารกิจกันที่โลกคนเป็จึงทำให้ห้องโถงสีทึบแห่งนี้ดูโอ่โถงขึ้นเป็เท่าตัว
“ดูแลพวกเขาให้ดีล่ะ ถ้าเป็ไปได้ก็สอนวิธีใช้ของพวกนี้ให้พวกเขาเอาไว้ป้องกันตัว” เซซีลเลียสเอ่ยกับชายวัยกลางคนเ้าของเส้นผมสีบลอนด์สว่าง ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มอันภูมิฐานซึ่งมีนามว่า เฮ็กส์เตอร์ เสียงเข้ม
“ครับท่าน” เฮ็กส์เตอร์รับคำเสียงขรึม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาในเวลานี้มีประกายอันหนักแน่นมั่นคงในแบบของคนที่จริงจังกับการทำงานปรากฏอยู่
เซซีลเลียสสนทนากับเฮ็กส์เตอร์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอจึงจากไป ขณะที่อีวานกำลังสอดส่องสายตาดูโถงของหน่วยชำระผู้พยาบาทด้วยความสนใจอยู่เงียบๆ ส่วนแซ็กซึ่งยืนอยู่ข้างกันกลับไม่ค่อยสนใจสภาพแวดล้อมโดยรอบเท่าไหร่ เนื่องจากในอดีตสมัยที่ยังทำงานนั่งโต๊ะอยู่ เขาเคยมาเยือนที่นี่เพื่อส่งเอกสารอยู่หลายครั้ง
“เฮ้ เคสเชอร์ดูแลเพื่อนของนายด้วย” ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอมแดงผู้มีนามว่าแฟร์หันไปเอ่ยเย้าเพื่อนร่วมงานอย่างอารมณ์ดี
ควับ
แซ็กรับโลหะเย็นๆ ที่เคสเชอร์โยนมาให้จากตู้เก็บอุปกรณ์ชำระิญญาด้านหลังได้อย่างแม่นยำ
“นั่นใช้ง่ายที่สุดแล้วสำหรับพวกนาย” เคสเชอร์ขยิบตาให้แซ็กด้วยท่าทางขี้เล่น จากนั้นเขาก็หยิบเอาสนับมืออีกอันมาจากชั้นล่างของตู้ก้าวไปส่งให้อีวานอย่างเป็มิตร
“ต้องมีมีดอีกสักเล่ม ของแบบนี้ต้องมีติดตัวเอาไว้” ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีแดงหม่นผู้มีผิวกายสีขาวซีดหยิบมีดมาจากชั้นวาง้าสุดส่งให้อีวานด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มอันเป็มิตร
“นี่คืออาวุธที่เอาไว้ชำระิญญา?” ขณะที่รับมีดมาจากมือของอีกฝ่าย อีวานก็เอ่ยถามด้วยความสนใจอยู่ไม่น้อย
“อันที่จริงมันเอาไว้ส่งิญญาไปอีกด้านหนึ่งของแท่นตัดสินชะตา” ชายหนุ่มรูปหล่อ เ้าของเส้นผมสีแดงหม่นผู้มีนามว่า เอ็ดวิน อธิบายยิ้มๆ พาให้บรรยากาศโดยรอบค่อยๆ แปรเปลี่ยนหวานละมุนจนทำให้แซ็กต้องกลอกตาด้วยความขุ่นเคือง
แหงล่ะ ว่าที่ภรรยาของเขากำลังโดนเ้าเอ็ดวินจอมเ้าชู้เต๊าะอยู่ต่อหน้าต่อตาแล้วเขาจะไม่หึงได้ไง!
“อีกด้านหนึ่ง?” อีวานเอียงคอเล็กน้อย ความน่าหลงใหลของชายหนุ่มเบื้องหน้าไม่ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่เขาสนใจมากในตอนนี้คืออีกด้านหนึ่งของแท่นตัดสินชะตาที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
บางทีอาจเป็เพราะเขายังอ่านหนังสือที่เก็บอยู่บนชั้นของแซ็กไม่หมดจึงไม่รู้เื่ของแท่นตัดสินชะตาละเอียดนัก
หากจะถามว่าทำไมไม่ค่อยว่างอ่านหนังสือย่อมเป็เพราะ…
…เื่ส่วนตัวพวกนี้ ชายหนุ่มไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึงเท่าไหร่
“เอาไว้ตัดสินิญญาที่มีพลังงานชั่วร้ายให้ลงไปชำระิญญาที่นรกน่ะ” สีหน้างุนงงของอีวาน ทำให้เอ็ดวินยิ้มขันเล็กน้อย จากนั้นเขาก็อธิบายให้ชายหนุ่มเ้าของดวงตาสีฟ้าสว่างคู่งามฟังด้วยสุ้มเสียงอันทรงเสน่ห์ พาให้แซ็กที่ยืนอยู่ไม่ไกลต้องวางอาวุธชำระิญญาไว้บนชั้นทันที
“ฟังดูน่าสนใจเนอะอีวาน!” แซ็กที่ทนเห็นการเกี้ยวพาของเอ็ดวินจอมเ้าชู้ไม่ไหว ก้าวเข้ามาโอบเอวของอีวานเอาไว้ แล้วเอ่ยออกมายิ้มๆ ด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตรเอาเสียเลย
เอ็ดวินหรี่ตามองคนขี้หึงแวบหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะขันออกมา พาให้อีวานต้องเงยหน้าขึ้นไปสบตากับแซ็กด้วยความมึนงงว่า ชายหนุ่มผมสีแดงหม่นที่ยืนหัวเราะอยู่เบื้องหน้ากำลังขำเื่อะไร
“ไปกันเถอะ พวกเขาตอบรับสาส์นขอเปิดประชุมด่วนของท่านเซซีลเลียสแล้ว” เฮ็กส์เตอร์หันมาเอ่ยกับพวกเขาด้วยท่าทางอันสุขุม จากนั้นก็เดินไปหยิบปืนกล็อคออกจากชั้นใกล้ๆ มาหนึ่งกระบอกไปเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วจึงก้าวเท้านำพวกเขาไปที่ประตู
เมื่อหัวหน้าหน่วยเดินนำไปแล้ว ผู้ชำระความพยาบาทที่ยังเหลืออยู่ในห้องไม่กี่คนก็หยิบอุปกรณ์ก้าวตามไป เคสเชอร์โยนมีดไปให้โซลเมทจอมเ้าชู้ของเขาจากนั้นจึงก้าวมาหาแซ็ก
“ไปนรกกันเถอะพวก!” เคสเชอร์เอ่ยกับทั้งสองด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบาน จากนั้นจึงเดินนำพวกเขาไปที่ประตูอีกคน
สิ่งที่เคสเชอร์เอ่ยออกมา ทำให้อีวานถึงกับพูดไม่ออก ขณะที่แซ็กกระตุกยิ้มขันให้กับความขี้เล่นของเคสเชอร์ จากนั้นจึงจูงมืออีวานเดินตามกลุ่มผู้ชำระความพยาบาทไป
ภาพของหอคอยหินสีดำทะมึนที่มีความสูงจรดท้องฟ้าสีแดงตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาสีอิฐซึ่งรายล้อมไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่ทำจากอิฐสีดำสนิทปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากประตูแห่งเปลวเพลิงซึ่งเป็ประตูมิติของแดนนรก
“ไม่ได้ร้อนอย่างที่คิดแฮะ” สายลมอันเย็นสบายทำให้แซ็กเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกเกินคาด โดยมีอีวานที่ยืนอยู่ข้างกันพยักหน้าเห็นด้วยเพราะจินตนาการเอาไว้ว่า นรกจะต้องร้อนระอุมากเป็แน่
“ปกติแล้วจะร้อนสำหรับดวงิญญาที่ถูกส่งมาจากแท่นตัดสินชะตา สวัสดีครับผมคาไลน์เป็ทูตนรกผู้เฝ้าประตูนรก เชิญทางนี้ครับ ท่านจ้าวนรกกำลังรอพวกคุณอยู่ที่หอประชุมหลัก” ชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านเ้าของเส้นผมสีน้ำตาลหม่นเหลือบเทาผู้มีดวงตาสีเขียวมรกตในชุดสูทสีดำสนิทเข้ารูปกับร่างอันผอมเพรียวก้าวมาหยุดอยู่ด้านหน้ากลุ่มของผู้ชำระความพยาบาทแล้วเอ่ยพลางผายมือเชิญพวกเขาให้เดินไปที่หอคอยสีดำทะมึนซึ่งตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองอย่างสุภาพ
ดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวานมองไปยังหอคอยที่สูงเสียดฟ้าโดยมีหมู่เมฆสีเทาปกคลุมอยู่บริเวณชั้นบนด้วยความรู้สึกแปลกตา คงเป็เพราะั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยเห็นสิ่งปลูกสร้างที่มีความสูงจรดผืนฟ้าอันน่ายำเกรงแบบนี้มาก่อนถึงได้รู้สึกแบบนั้น ขณะที่สองเท้าของเขายังคงมุ่งตรงไปยังจุดหมายพร้อมกับแซ็กและกลุ่มของผู้ชำระความพยาบาทโดยมียมทูตผู้มีนามว่าคาไลน์นำทาง
ติดตามตามอ่านได้ทุกวันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 277 (หน้า 282 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ