ลานหน้ากู่ปรางค์มวลคลื่นมหาชน ผู้มารอท้าวเทศอัดแน่นเต็มบริเวณ
จัดแจงไหว้วานผ่านบักตุ้ย ช่วยส่งบักขอดกับบักจ่อยคืนบ้าน ลดจำนวนสมุนลงครึ่ง
นับรวมเหลือสิบสองคนสมัครใจ หลังจากบอกถึงภัยอันตราย
ซึ่งจะต้องประสบต่อไปภายภาคหน้า ไม่ง่ายเลยที่จะมาเสี่ยงด้วย
ดำรงยืนพื้นเป็สหายบักแปและจำปาคงเดิม
เพราะอยากไถ่บาปโดยพ่อ นายอนันต์ทำไว้
หญิงคนเดียวในกลุ่ม จึงยะลุยพร้อมคณะ พรางตนปนเป็เด็กชายระเหเร่ร่อน
สารฝากถึงมารดานางคำปง ทางบักอ้วนอาสาแจ้งข่าว
ให้ครอบครัวแต่ละคนรับทราบเื่จริง อันโหดร้าย
พอมันส่งบักจ่อยและบักขอดแล้ว จะหวนกลับมารวมพลจุดนัดพบกัน
แถวเสมาพิมาย ถิ่นหมายทางตะวันออกเฉียงเหนือนครโคราฆปุระ
อรุณรุ่งฟ้างามสีครามไร้เมฆ เสียงฆ้องเคาะตีรัว บานประตูอ้าเปิด
ท้าวเทศปรากฏตัวสง่า ท่อนบนกายเปิดลายสัก คล้องปะคำลูกปัดหนาพวงระย้า
นุ่งผ้ากระโจงมัดเหน็บริ้วภูษาผ้าผูกทบเอวแน่น
สวมเกือกหนังสาน เดินองอาจมาหยุดนั่งแท่นศิลา
“ท่านข้าหลวง ขอให้เจริญ ๆ ๆ”
กึกก้องเยินยอ ประชาหมอบกราบราบกับดิน
ขยายวงกว้างสารทิศ ผู้คนหลั่งไหลชื่นชมบารมี
แฝงในฝูงชนตาลุนกับผองเด็กเข้าไม่ถึงตัวได้แต่มองห่าง ๆ
“โตกู มาเยี่ยมยามถามสู”
เปล่งประโยค ท้าวเทศเอ่ยต่อปวงที่ห้อมล้อม
“แทนองค์พ่อหลวงเลอสรวงท่าน ซึ่งทรงฮักแพงพวกมึงทุกผู้ทุกคน”
ยายเฒ่ายากจนไม่มีผ้า แม้กระทั่งคัดเคียนนมเหี่ยวห้อยกระเตง
นั่งหลับหูหลับตาชูมือพนมท่วมหัว พร่ำสรรเสริญาาธิราช
“เ้าพระคุณ”
่จำปาเหลือบเห็น อดใจพูดไม่ได้พลั้งออกมาเอง
“คั่นเห็นควมมืด ซัว สิกราบไหว้ลงบ่น้อ”
คำเปรียบเปรยมาจากรู้เห็นเช่นชาติหมดแล้ว
สำหรับองค์เหนือหัว ผู้สั่งฆ่าตัดทอนคนบริสุทธิ์
“อย่าฮิเว้าไปหลาย จำปา”
ถัดมาเป็ลายสือ เลยกระซิบเกี่ยวกับคำพูดคำจา
“ฮ่วย! แนวมันอีหลีแมะ”จำปายังเถียงเก่ง
“ฮั่นผู้บ่ทันฮู้เฮืองกะมี เจ่าฮิฟังแหน่”บักแปฝ่ายประสานช่วยพูด
“เออ ๆ กูสูน เลยเว้าไปจังซั่นหละ บักหนิ”
พักหลังจำปาอ่อนลงให้กับบักแป จนสังเกตได้
“ซอมเบิ่ง ว่ายามได๋ท้าวเทศคืนนคร”
ตาลุนเอ่ยเปรย“สินำฮอยเฮา พ้อพ่ออยู่หัว”
หนแรกตาลุนยังไม่เชื่อเื่จำพวกนี้ เหตุอันใดต้องทำให้พระเกียรติมัวหมอง
จนปะติดปะต่อการลักพาตัวบักขอด ดูอีกเด็กชายอายุไล่เลี่ยที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์ขึ้น
เอามารวมกับปากคำของผู้ประสบภัย ในบรรดาที่รอดมาได้จากกองขบวนเกวียนสังหาร
จึงเห็นเค้าเงื่อนงำคล่ำมาถูกทาง ทั้งหมดจริงแท้แน่นอน
หวังอีกแรงช่วยให้บักลายสือยื่นทูล ยังเบื้องบาทถามหาความยุติธรรม
ใยถึงทารุณกรรมนักกับเด็กผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
คอยจนเบี้ยโปรยทานหว่านประเดิม ยายเฒ่าคว้าได้เป็กอบเป็กำ
“ไผมีหยัง ให้มาหากู!”
ถ้อยคำกล่าวของท้าวเทศ ก่อนลุกขึ้นจากแท่นศิลานั่ง
หลายร่างสละหมอบนอนยาวให้เหยียบหลังเป็มงคลกุศลหนา
ดั่งเป็ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับการมา แต่ละครั้งเ้าคนนายคน
...่สั้น ๆ ท้าวเทศเกณฑ์พล ปลูกตั้งโรงทาน
ประเภทอาหารทั้งน้ำท่าไม่ขาด สงเคราะห์ประชาชน
สิ่งของเมล็ดพืชผัก ถูกนำมาแจกจ่ายยังราษฎร
ซึ่งนโยบายผลักดันให้หันมาอยู่กันเป็ชุมชน
ส่งเสริมหลักพึ่งพาตัวเอง ไม่ใช่หลบแต่อยู่ในป่าเขา ลำเนาไพร
ยึดผีป่าบูชาไฟ ทำตัวไร้อารยะขัดขืนต่อระบบ
จบวาระท้าวเทศเดินเข้าบายน กั้นเขตบุคคลภายนอกห้ามเพ่นพ่าน
“ไสบักหาญ มีอีหยังมาฟ้องกู”
อารมณ์บูดจากสีหน้า เมื่อเสือหาญเข้ารายงาน
“เมือวานเกิดเฮืองขึ้น ท้าวท่านสิให้เฮ็ดจังได๋”
จมูกไวเหมือนมดไม่พ้นหู ตา ที่สอดส่องการวิวาทกัน
ของอันธพาลรุ่นใหญ่กับเด็กชายวัยกระทง บริเวณถนนทางเข้า
ลูกน้องปลายแถว บักลานกลายเป็คนบ้าวิ่งพล่านหนีตาย
ทั้งนางปอบบำเพ็ญ เมียมันยังแปรพักตร์ ทำความล่มจมแก่องค์กร
เผยเป้าให้พบเด็กชาย จำนวนถูกลักพาตัวตรงที่หลบซ่อน
ภารกิจเลยคงค้าง ล้มเหลวไม่มีสินค้าส่งถึงฝั่งซุ้มลำปาวมาตามเดิม
“สิยากหยัง เสกของเข้าท้องพวกมัน ให้ตายห่าตายโหงกันไปโลด”
ด้านท้าวเทศเอือมระอาอยู่เหมือนกัน กับบัญชาวิปริตกำจัดเสี้ยนหนาม
โองการเสื่อมของเบื้องสูง ตนต้องตกกระไดพลอยโจน ทำตามพระประสงค์โสมม
จำยอมเป็หุ่นเชิด จึงอยากให้เื่ผ่าน ๆ โดยรีบพูดให้เสือหาญจัดการกันเอาเอง
กิจวัตรทุ่มเทงานราชการ ท้าวเทศแทบกระดิกตนไปไหนไม่ได้
อันตระหนักสำนึกตั้งใจปฏิบัติเพื่อประชาชนล้วน ๆ
ส่วนสิ่งนอกเหนือคือการเยือนถิ่นทุรกันดาร กู่บ้านภารแอ่นใช้เป็เื่บังหน้า
แหล่งศรัทธาเรียกผู้คนทั่วสารทิศ มากระจุกรวมตัว
เปิดช่องทางให้คัดสรรลักพาเด็กชาย กลุ่มเป้าหมายได้สะดวกประการสำคัญ
“มันบ่ง่ายเด้อขอรับ ท้าวท่าน”
ขั้นเสือหาญออกปาก เพราะกิตติศักดิ์ตาลุน คู่ปะเก่าใช่ย่อยที่ไหน
หากยังมีสิ่งยากจะคาดเดากับเื่เล่าขานไม่ธรรมดาอีกคน
เหล่าชาวบ้านกล่าวในอิทธิฤทธิ์ อันสามารถเกินวัยวุฒิ
เป็ใครไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับปอบตาเดียวนัก หวั่นภัยจากผีสางนางเลี้ยงไว้
ก่อวินาศภัยกินตับกินไตของเข้า ตายไม่รู้ตัว
กลับกลายแพ้พ่ายต่อเด็กชาย ผู้สวมแหวนนิ้วชี้ลงอาญา
เสือหาญเอ่ยถึง มีพวกต่างถิ่นมาก่อกวนจนเสียแผน
“ไสว่าม่องนี่ มึงใหญ่กั่วหมู่”
ตัดสรุปท้าวเทศโยนให้เสือหาญแบกรับภาระ
“จังซั่นท้าวท่าน ถ่าเบิ่ง”
มาเฝ้าถ่ายทอดปัญหา บอกแล้วเสือหาญกราบลาทิ้งประโยคท้าย
ผลประโยชน์ต้องพึ่งพา พลอยให้ตกเป็เบี้ยล่าง
จากอดีตอิสระเคยปล้นฆ่าชิงทรัพย์ ตามหัวระแหงเขตรอยต่อดินแดน
ทางการเกรงจะตั้งตนเป็ผู้มีอิทธิพล จึงดึงเข้าพวก
เอาบั้งตำแหน่งล่อใช้ เพื่อเป็หูเป็ตาอีกอนุญาตให้รีดไถเก็บฤชาบ่อน
ส่งส่วยเข้ารัฐสร้างผลงาน ช่างแยบยลกลศาสตร์ปราบปรปักษ์
เมื่ออยู่เหนือกฎหมาย ขื่อแปบ้านเมืองอ่อนแอดุจเสือหาญติดปีก
อาณาเขตคุ้มครองซ่องสุมนักเลง คอยเลียแข้งเลียขาคนของหลวง
เผื่อไต่เต้าขึ้นสู่ชนชั้นปกครอง ตามปรารถนาคิดฝันไว้
...“ว่าแม่น สิได่ควม”
ลั่นพึมพำก้าวยาวข้ามกรอบศิลาแลง“อีหยัง กะบ่ม้มกูละหว่า”
พ้นกู่ออกมาเสือหาญเผลอพูดลับหลังท้าวเทศ ที่คอยแต่จะใช้สอยอย่างเดียว
บักโจกลูกน้องข้างกาย เห็นนายหงุดหงิด ทำได้แค่ตามน้ำ
“ข่อยอยากให้เจ่า ได่ตราตั้งไว ๆ หัวหน้า”ลักษณะพูดเป็การเอาใจ
กระนั้นทำให้เสือหาญ ระบายความกลัดกลุ้มสะสมข้างใน
“ฆ่าถิ่มแม่งให้เหมิดซะบ้อ พวกสันดานมีแต่ปาก บ่เอาถ่านขี้เมียงหยัง”
ประโยคพูดออกมา บักโจกต้องชะงักเหลียวรอบ ๆ ก่อนปลอบ
“เฮ็ดใจฮ่ม ๆ หัวหน้า”
มันกลัวลูกพี่ เสือหาญจะหมดความอดทน
“กูสิบ่ไหวแล้วเด้อ!”
ยังมีสิ่งคายบ่นข้ออึดอัด คล้ายถูกเอาเปรียบ
“พวกเฮาคืนไปปล้นคึเก่า กูกะว่าดีเด้หละบักโจก”
นิสัยเสือร้ายยังไงคงทิ้งลายชั่วยาก เอ่ยพูดขึ้นมา
“อดเอาสา ฮอดปานนี้แล้ว”
บักโจกลูกแกว*ชาวภิญอพยพ กระเสือกกระสนหนีการตามล่าอาณานิคม
ร่นถอยลงมาจากแผ่นดินใหญ่ อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามเขา
ครั้งเห็นพื้นที่กว้างเหมาะแก่ทำเกษตรอาชีพติดตัวบรรพบุรุษ
พ่อกับแม่และพี่ ป้า น้า อา เลือกลงหลักปักฐานแถบลุ่มโขง
ผิดที่ตัวบักโจกมักโดนดูถูกเื่เผ่าพันธุ์ มันจึงแสวงหาผู้คุมกะลาหัว
ถนัดนักแต่สร้างความเลวก่อเดือดร้อนผู้อื่น จับผลัดจับผลูเมื่อคนจังไรต้องอยู่รวมกัน
อัตถะชีวิตที่ผ่านมาประสบกับความลำบาก ตัวมันพอมีแววฉลาดเฉลียวเพื่อเอาตัวรอด
“แลงหนิ เล่นพวกมันโลดซะเป็หยังหัวหน้า”
เพิ่มแรงยุยงบักโจกชวนลูกพี่ ด่วนล้างผลาญให้สิ้นซาก
“ฟ้าว ๆ ซั่นหน่ะ”
เหมือนนึกได้เสือหาญเร่งรีบเดิน จะได้มีเวลาเตรียมของเซ่น*ผีกองกอย
...ชายป่าแนวต้นรังหนาทึบถูกใช้เป็ที่พักอาศัย ผูกอู่เปลนอนบนต้นไม้สูงป้องกันภัยจู่โจม
ผ่านสมรภูมิมามาก ตาลุนจำใส่สมองเอาความไม่ประมาท ฝึกเด็ก ๆ ไปในตัว
ผิดสังเกตมีคนหนึ่งกระมิดกะเมี้ยน คราวปวดหนักปวดเบา
มักชอบหลบลี้หลีกวิเวกต่างกับเพื่อนกับฝูงส่วนใหญ่
บักทั้งหลาย ๆ มันยืนควักริมทาง ฉี่เยี่ยวท้าสายตาอย่างไม่อาย
“ห๊า! ว่าจังได๋เกาะ”
นึกไม่ถึงตาลุนหูผึ่ง เมื่อลายสือลอบบอกตอนอยู่กันลำพัง
เหตุผลของจำปามาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต่อการกระทำของผู้เป็พ่อ
“แม่นตั๊ว เพิ่นเป็แม่ญิง”ชัดคำจากบักแปเข้าไปอีก
“มีแต่เจ่าถ่อนั่นเพิ่งสิฮู้ เฒ่าตาลุน”บักจ่อยหรือโมดย้ำบอก
เออออตาลุนแก้หน้า“กูกะมึนตึ๊บ อยู่แมะ”
รักษาน้ำใจกันไว้ ลายสือขอร้องตาลุนปฏิบัติต่อจำปาเฉกเช่นเคยทำปกติ
เนื่องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็หลัก ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มควรได้รับการคุ้มครอง
“สิเฮ็ดจังได๋น้อ พ่อเทวดา?”
เกริ่นเชิงปรึกษา ตาลุนนอนหงายดูดาวบนท้องฟ้า
สืบจนทราบอีกสองวันจะกลับของท้าวเทศ เลยรอขบวนเคลื่อน
“เก็บโตเงียบ ๆ มิดซีลีจังซี่ดีแล้ว”
ไม่กระโตกกระตาก บักลายสือคิดเห็น
เพราะเมื่อวานอันน่าจะมีคนโจษจัน ถึงเื่เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย
“อะ ๆ นอนสา บาดหนิ”
ร่ายมนต์สะกดรอบโคนต้นไม้ เสกให้บังตา
เป่าคาถาคลาดแคล้วรอบทิศ พอคลายใจฝ่ายตาลุนหลับพักผ่อนเอาแรง
...คืนค่ำยามผีออกหากิน ลางร้ายนกแสกบินข้ามหัว
ฟากกันไม่ไกลต้นประดู่ใหญ่ ตรงจำปาแขวนผ้าผูก
“จั๊กสิมาปวดอีหยัง ยามหนิ”
น้ำในกระบอกไผ่พร่อง ถูกยกดื่มจนหมดก่อนนอน
เกิดปวดท้องฉี่กลางดึก จึงไต่ลงมาจากต้นประดู่
แสงจันทร์สลัว จำปาหาพุ่มไม้พอหลบปลดเบา มัดเชือดหูรูดกางเกงเมื่อเสร็จกิจ
กะจะขยับกลับขึ้นต้นไม้ รู้สึกระแวงเลยะโ
“บักได๋ จอบหลอยเบิ่งกู”
ว่างเปล่าไร้ผู้แสดงตัวตนจนจะเอาเื่
“ออกมา!”
ยั่วโมโห จำปาขู่แช่งให้ตาบอด“ขอให้พวกสู ตาบ่เห็นฮุ่ง”
พลันกิ่งไม้แห้งถูกเหยียบหัก เสียงดังก๊อบแก๊บเป็ที่สงสัย
“กองกอย”
จังหวะหันมาเผชิญหน้ากับผีป่าคอยดักเหยื่อ ร่างกายไม่สมประกอบคล้ายเด็กแคระ
พุงป่อง ผิวคล้ำ ผมเผ้ารุงรัง จมูกบี้แบน สภาพผ่ายผอมสะอิดสะเอียน
เคลื่อนไหวขาเดียวเดินแต่ละทีต้องเขย่งะโ มือถือค้อนหินระดมใส่
ภาษาที่สื่อประหลาด จนจำปานึกว่าไม่ใช่มนุษย์
“ซอยแหน่!”
เตลิงขวัญหนีตีฝ่อ วิ่งหาคนช่วย
ระยะผูกเปลนอน ต้นไม้ชิดกันสะดุ้งโหยงทุกคนได้ยินเสียงโวยวาย
“อีจำปา ถึกหยังน้อ”
เท่านั้นบักปาดกับบักหมก รีบปีนลงจากต้นเต็ง
พวกมันยังช้ากว่าบักแป ที่ตามเสียงแหกปากร้อง
ถลาถึงตัวจำปาก่อนเพื่อน
“ซิ้ว ๆ ๆ ไปไกล ๆ”
มันขับไล่ด้วยท่อนไม้ ฟาดแกว่งสะเปะสะปะ
ไม่รู้เอาความกล้ามาจากไหน บักแปฮึดสู้ดูจากเงาสารรูป
สัดส่วนฝั่งตรงข้าม ขนาดพอฟัดพอเหวี่ยงจึงไม่กลัว
“กองกอย ๆ ๆ”
ดั่งส่งสัญญาณเรียกกันมาเป็โขยง หลายสิบตัวถาโถมหิวกระหาย
ฟันแหลมคมพร้อมกัดคอรวมทึ้ง ฝังดูดเืได้ทุกเมื่อถ้าพลาด
“ถอยไป ทางพุ่น”
ลายสือขัดตาทัพ ขณะอยู่ท่ามกลางวงล้อมบอกสหายหลบหลังต้นไม้
รู้ในสรรพคุณของวิเศษ งัดมาอธิษฐานจิตขออำนาจเอนกธำมรงค์
ต้านทานเดรัจฉานกึ่งปีศาจ ฝูงอันมุ่งเอาชีวิตสังเวย
ได้ผลวงแสงเรืองรองสว่างวาบ ขยายแผ่พระเพลิงพุ่งเผาร่างโสโครก
แทบทุกตัวดุจเชื้อโรคโดนความร้อน สาละวนปัดเปลวไฟทุรนทุราย
แตกกระเจิงหายไปในความมืด ชนิดหนีตาย
...บนปะรำพิธีกรรม เทียนแท่งประดิษฐ์ปั้นจากมวลเถ้าธุลีผีตายโหง
มอดม้วยดับพรึบลงกะทันหัน สะดุ้งเยือกมีลองของ
“บักหนิ สามหาวคัก”
เดือดแค้นเสือหาญลืมตาขึ้นพูด หลังจากส่งพวกผีกองกอยไปล้างบางไม่สำเร็จ
ถึงคราตะกรุดแกะสลักงาช้างตกมัน ออกอาละวาดข่มศัตรู
สวดอัญเชิญไสยเวทย์บทปรมาจารย์มอบให้ สาดถล่มระลอก
“เพี้ยง!”
ปลุกเสกปล่อยสสารไปไม่ถึงไหน ถูกสกัดกั้นยิ่งโกรธ
เสือหาญผุดลุกท้าปะทะ“มึงกับกู คึสิอยู่ฮ่วมกันยาก”
จบคำอาฆาต อมเขี้ยวพยัคฆ์กลายร่างเป็เสือสมิงพราย
กระโจนออกนอกหน้าต่าง ลอยลมถึงแหล่งต่อต้านอาคม
“มาหล่ะเบาะ? บักหาญ”
ขึ้นคำทักทายของตาลุนคู่ปะ ครั้งสมัยปวารณาฝากตัวรับใช้ฤาษีะกลางป่า
สองคนหวังได้ยอดวิชา จึงแข่งขันปรนนิบัติแก่งแย่งกันในท่าที
ลำดับขั้นนับตามวัย ตาลุนถือาุโกว่า
นอกนั้นแล้วแต่บุญพาวาสนา ความเพียรพยายาม
ติดตรงนี้ แม้เสือหาญเก่งกาจรอบด้านเพียงใด
ยังต้องเคารพรับฟังคำตักเตือนของศิษย์ผู้พี่ อยู่ดีนั่นเอง
ในเื่ไม่ยั้งคิด ใช้อาคมรังแกคนไปทั่วหัวระแหงวุ่นวาย
ประลองดวลมาแล้วหน ผลตัดสินเสมอฝีมือต่างเกรงขามซึ่งกัน
บัดนี้จุดชนวนเบิกชะตาคงชี้ขาด พบกันอีกรอบในวันพระจันทร์แดง.
*ชาวภิญ ปัจจุบันเป็กลุ่มชาติพันธุ์หลักของเวียดนาม
ประมาณร้อยละ 86 ของประชากร ที่อาศัยอยู่ในประเทศ
ถูกเรียกว่าแกวหรือญวน อพยพมาั้แ่ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย
โดยเฉพาะในพื้นที่นครพนม สกลนคร มุกดาหาร
*ผีกองกอยเป็ผีป่าชนิดหนึ่ง มีลักษณะรูปร่างไม่เป็ที่ปรากฏชัด
แต่โดยมากจะอธิบายว่าเป็ผีที่มีขาข้างเดียว เคลื่อนที่โดยการะโ
และส่งเสียงร้องเป็เอกลักษณ์ กองกอย ๆ อันเป็ที่มาของชื่อ
บ้างก็ว่ามีปากเป็ท่อเหมือนแมลงวัน บางถิ่นเชื่อว่ามีหน้าตาคล้ายลิงหรือค่าง
ภาษาชาวบ้านเรียกคือผีโป่งค่าง ซึ่งแตกต่างแต่ละพื้นที่
สันนิษฐานตามตำนานเก่าก่อนเป็ค่างแก่หน้าตาน่าเกลียด
ไม่สามารถปีนป่ายขึ้นต้นไม้ได้จึงอาศัยอยู่ในถ้ำโพรงหิน
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)