บทที่ 33 จัดการกับเหล่าเด็กอันธพาล
เพียงไม่นานก็เจอเข้ากับเด็กสาวคนหนึ่งที่มีเด็กหนุ่มสามคนยืนรายล้อมเอาไว้ ยิ่งเห็นว่าเด็กทั้งสี่ยื้อแย่งตัวกัน จนเกิดเป็นเสียงโวยวายเล็ก ๆ ก็ทำให้หลิวไป๋ฮวาไม่รอช้าที่จะรีบวิ่งเข้าไปในสถานการณ์ที่ดูไม่ดีนั้น
“บอกว่าอย่ามายุ่ง ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรืออย่างไรกัน ไอ้พวกบ้านี่!” ใบหน้าของเด็กสาวยับยู่ บ่งบอกว่าไม่พอใจนักหนาที่อีกฝ่ายกล้ามาแตะเนื้อต้องตัวเธอโดยไร้มารยาทเช่นนี้ เด็กหนุ่มเหล่านี้พยายามที่จะไถ่เงินจากต้าหนิงจิน ทว่าเธอไม่ยินยอมจนกลายเป็นการฉุดกระชากกัน พยายามรั้งแขนที่ในมือกำเหรียญกำไว้แน่นให้หลุดออกจากการเกาะกุมของพวกอันธพาลที่ชอบอ้างตัวว่าเป็นลูกหลานของคนที่มีอำนาจในหมู่บ้าน
“พูดจาระวังหน่อยต้าหนิงจิน พวกฉันเป็นถึงรุ่นพี่นะ”
“รุ่นพี่ที่ทำตัวอันธพาลเช่นนี้มันน่านับถือหรืออย่างไร” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยขึ้นเป็นผลให้การยื้อยุดจบลงเพียงเท่านั้น ต้าหนิงจินรีบสะบัดมือออกจากการเกาะกุม แล้วรีบวิ่งไปหลบด้านหลังหลิวไป๋ฮวา ทว่าก็ยังชะโงกหน้าออกมาดูเหตุการณ์
“อันธพาลอย่างไรกัน พูดจาไม่เข้าหูเช่นนี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร!”
“ไม่รู้เหรอว่าพวกเราเป็นใคร ถึงได้เข้ามาทำตัววุ่นวายเช่นนี้” หนึ่งในเด็กอันธพาลเอ่ยขึ้น อีกทั้งยังทำสีหน้าและแววตาขึงขัง เต็มไปด้วยความไม่พอใจยิ่งยวดที่หลิวไป๋ฮวากล้าเข้าไปยุ่งวุ่นวาย ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองเลยแม้แต่น้อย
“พวกเธอยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร แล้วเหตุใดฉันจะต้องรู้ด้วย มาทำตัวอันธพาลเช่นนี้ หากให้เดาก็คงจะเป็นลูกหลานของพวกกุ๊ยขี้ยาข้างถนนใช่หรือไม่”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ!”
“ฉันเดาผิดไปหรือนี่” หญิงสาวชักสีหน้าราวกับแสนเสียดายออกมา ไล้สายตามองฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนที่เธอจะหยักยิ้มออกมา
“ถ้าเช่นนั้นก็คงจะเป็นลูกหลานพวกขี้คุก ที่ชอบลักขโมย รีดไถเงินชาวบ้านใช่หรือเปล่า ถึงว่าถอดเเบบพฤติกรรมกันมาได้เหมือนเลยทีเดียว” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ไม่มีท่าทีหวั่นเกรงต่ออีกฝ่ายที่เป็นเพียงแค่ยุวชนแต่ทำตัวไม่ต่างจากอันธพาลพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย
เด็กพวกนี้ข่มขู่ได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นแหละ หากเจอผู้ชายรุ่นเดียวกันก็คงสู้ไม่ได้จนต้องวิ่งหนีหางจุกตูดไปซบอกพ่อแม่นั่นแหละ
“คิดว่าเป็นผู้หญิงแล้วพวกเราจะไม่กล้าจัดการอย่างนั้นเหรอ!”
“หน้าตัวเมียอย่างพวกแก ก็ดีแต่รังแกเด็ก ผู้หญิง และก็คนแก่เท่านั้นแหละ” ต้าหนิงจินที่กอดกระเป๋าตัวเองเอาไว้แน่น ชะโงกหน้าออกมาด่าทออีกฝ่ายด้วยท่าทีที่โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก
“ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแต่กลับทำตัวอันธพาลนัก”
“ปากดีนักนะ หนิงจิน!” ดูเหมือนคำพูดของต้าหนิงจินจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต่างหมดความอดทน เพราะคล้ายจะเป็นคำพูดจี้ใจดำจนไม่อาจรับได้ เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มปรี่เข้ามาหมายจะคว้าลำแขนเล็กของเด็กสาว เพื่อพาไปสั่งสอนให้หลาบจำ ทว่ายังไม่ทันที่จะโดนตัวของต้าหนิงจิน ก็ถูกหลิวไป๋ฮวาปัดแขนออกด้วยความแรง และเข้าขวางอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยสีหน้าเอาเรื่อง
“เป็นสุภาพบุรุษหน่อย”
“หลีกไป! อย่ามายุ่ง!”
หลิวไป๋ฮวากอดมองสำรวจอีกฝ่ายก่อนพูด “หื้ม เรียนอยู่ฉางอันเหรอ?”
ยุวชนทั้งสามพลันชะงักในทันทีที่หลิวไป๋ฮวาเอ่ยเช่นนั้น
“กว่าจะเข้าเรียนที่นี่ได้ พ่อแม่คงจะใช้เงินไปเยอะพอสมควร ถ้าหากจู่ ๆ ก็ถูกให้ออกจากโรงเรียนกะทันหันเช่นนั้นมันจะเป็นอย่างไรกันนะ?” คล้ายจะเป็นเพียงการบ่นพึมพำ แต่ทว่ากลับทำให้ผู้ฟังมีท่าทีหวั่นกลัว
“พะ พูดจาอะไร ไร้สาระ!”
“หากเรียนที่นั่นก็คงจะได้ยินที่ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนฉางอันพูดถึงท่านผู้อำนวยการหลิวซุนเหว่ยอยู่บ่อย ๆ ใช่หรือเปล่าล่ะ”
“หรือไม่เคยได้ยิน ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้ความรู้ใหม่แก่พวกนายก็แล้วกัน…” หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะโน้มตัวลงไปแล้วเอ่ยกระซิบทำคล้ายกับว่าสิ่งที่เธอบอกอีกฝ่ายนั้นเป็นความลับ
“พวกเขาเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากเลยล่ะ แล้วอีกอย่างที่ควรรู้เลยก็คือ หลิวซุนเหว่ยน่ะ เขาเป็นพ่อของฉันเอง คราวนี้จะคิดว่ามันไร้สาระอยู่หรือเปล่าล่ะ?”
“หากผู้อำนวยการโรงเรียนฉางอันรู้ว่านักเรียนของตนเองไปทำให้ลูกสาวเพียงคนเดียวของเพื่อนรักไม่พอใจเข้า ถึงตอนนั้นจะเป็นอย่างไร คงไม่ต้องให้ฉันพูดหรอกใช่ไหม?”
เหล่าเด็กหนุ่มพลันดวงตาเบิกกว้างในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เด็กทั้งสามมีท่าทีอึกอัก แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็รีบวิ่งหนีแตกกระเจิงกันไป หลิวไป๋ฮวามองภาพตรงหน้าอีกทั้งยังยกยิ้มให้กับผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ ก่อร่างกายจะชะงักงันในตอนที่ได้ยินเสียงปรบมือดังแปะ ๆ มาจากด้านหลัง
“พี่สาวเก่งจังเลย จัดการอันธพาลพวกนั้นจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง หนิงจินพยายามหาวิธีจัดการมาหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลเลย” ทั้งสีหน้าและแววตาที่มองมาอย่างชื่นชม ทำให้หญิงสาวที่เห็นเช่นนั้นก็เขินอาย
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ชมกันเกินไปแล้ว”
“หนิงจินพูดจากใจจริง หากไม่ได้พี่สาวมาช่วยหนิงจินต้องลำบากแน่ ๆ ดูแล้วคนพวกนั้นคงไม่กล้ามาวุ่นวายกับหนิงจินอีกแล้วล่ะ” ต้าหนิงจินเอ่ยออกไปอย่างชื่นชม ทั้งริมฝีปากยังคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่ในที่สุดคนพวกนั้นก็ถูกจัดการ
“ว่าแต่พี่สาวชื่ออะไรเหรอ?” สีหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้เอ่ยถามออกมาด้วยรอยยิ้ม แววตาที่ส่องประกายความสดใสนั้น ทำให้หลิวไป๋ฮวามองอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู คล้ายกับว่าเธอเห็นเงาตัวเองในร่างของเด็กสาวตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น
“พี่ชื่อหลิวไป๋ฮวา จะเรียกว่าพี่ไป๋ฮวาเฉย ๆ ก็ได้นะ”
“หลิวไป๋ฮวาอย่างนั้นเหรอ เหมือนจะได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนมาก่อน” เรียวคิ้วขมวดเข้าหากัน อย่างพยายามนึก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ออกเสียที ทว่ากลับคุ้นเคยชื่อนี้มากจริง ๆ ต้าหนิงจินสะบัดหน้าไปมาเมื่อดูจะเสียเวลาไปมาก
“หนูชื่อต้าหนิงจินนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะพี่ไป๋ฮวา” เธอเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนที่เรียวคิ้วจะขมวดขึ้นเมื่อได้มีโอกาสจับจ้องดวงหน้าของบุคคลที่ช่วยเธอเอาไว้ให้รอดพ้นจากอันธพาลพวกนั้น รอยช้ำตรงมุมปากและแก้มคงจะเจ็บอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“นี่ก็เย็นแล้ว หากหนิงจินจะชวนพี่ไป๋ฮวาไปทานข้าวที่บ้าน พี่จะรังเกียจหรือเปล่า?”
“พี่จะไปรู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไรกัน” หลิวไป๋ฮวาตอบด้วยรอยยิ้ม
ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก ใบหน้าของต้าหนิงจินพลันดูเศร้าลงถนัดตา
“บ้านหนิงจินไม่ได้ร่ำรวยอะไรหรอก อีกทั้งยังดูจนด้วย พี่หลันฮวามักจะบอกอยู่เสมอว่าไม่เคยพบเจอบ้านหลังไหนที่ดูซอมซ่อเช่นนี้ หากเป็นไปได้ก็อย่าพาใครมาที่บ้านเพราะคงจะเป็นเรื่องน่าอับอายถ้าให้ใครมาเห็นว่าสภาพความเป็นอยู่นั้นเป็นเช่นไร”
“หนิงจินเลยไม่เคยชวนใครไปที่บ้านเลยสักครั้ง ได้ยินเช่นนี้แล้วหากพี่ไป๋ฮวารังเกียจจะไม่ไปก็ได้…” เสียงของเด็กสาวค่อย ๆ เบาลงจนคล้ายจะเป็นเสียงยุง