เวลาต่อมา
ที่ห้องตรวจของแพทย์หญิงพราวพิลาศ หรือ หมอพราว เพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมปลายของวีรนุช
“ปกติแล้ว ฉันจะไม่ทำเคสแบบนี้หรอกนะคะ” หมอพราวพูดต่อหน้าเควิ่นหลังเจาะเืเพื่อเก็บตัวอย่างจากเขาไปทดสอบโดยการเปรียบเทียบแบบแผนสารพันธุกรรมระหว่างเขาและไอคิโด้ว่า มีสารสืบทอดทางพันธุกรรมมาจากเขาหรือไม่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือไอคิโด้เป็เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและหยาดพิรุณหรือไม่ตามคำแนะนำของวีรนุช
“เห็นแก่ความเป็เพื่อนของฉันกับยัยวี ถึงได้ยอมเอาวิชาชีพของตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้” หมอพราวพูดกับเควิ่นพลางจ้องหน้าเขาอย่างเปิดเผย
“ขอบคุณมากครับ สรุปว่าผมต้องทำอะไรบ้าง” เควิ่นถามหมอพราวที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
“คุณต้องพาแม่เด็กออกไปจากห้อง เพื่อที่ฉันจะได้เข้าไปเก็บตัวอย่างเืได้อย่างสะดวก เพราะหากว่าเธออยู่ด้วยและไม่ยินยอมที่จะให้ตรวจ พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากคุณจะฟ้องร้องขอคำสั่งจากศาลเพื่อขอตรวจดีเอ็นเอมาแสดงเท่านั้น ทางโรงพยาบาลถึงจะยอมให้ตรวจ คุณคงจะเข้าใจในเื่นี้ดี” เควิ่นพยักหน้า ก่อนจะตอบตกลงรับคำหมอพราว ว่าตนจะเป็คนพาหยาดพิรุณออกไปจากห้องของไอคิโด้ หมอพราวพยักหน้าเพื่อให้เขารีบดำเนินการตามแผนที่วางไว้
ร่างใหญ่เดินมาที่หน้าวอร์ดเด็ก ก่อนจะตรงดิ่งเข้ามาที่เคาน์เตอร์โดยยังมีพยาบาลสาวคนเดิมที่ประจำเวรอยู่ด้านหน้า
“เด็กชายปีย์ชนิตว์พักอยู่ที่ห้อง 7601 ที่ชั้น 7 ตามที่คุณเค้าเรียบร้อยแล้วนะคะ” พยาบาลสาวคนดังกล่าวแจ้งกับเควิ่นตามที่เธอได้ทำตามความ้าของเขา ใบหน้าหล่อเหลาพยักหน้าพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องพักชั้น 7 ตามที่พยาบาลคนดังกล่าวแจ้งไว้
ก๊อก~ ก๊อก~ ก๊อก~
มือหนาเคาะที่หน้าประตูห้องติดๆ กันสองถึงสามครั้ง ก่อนที่ร่างระหงของหยาดพิรุณจะเดินออกมาเปิด เห็นร่างกำยำสูงใหญ่ยืนจ้องหน้านิ่งทำให้เธอขมวดคิ้วขึ้นอย่างสงสัยในท่าทางของเขา
“คุณกลับมาอีกทำไม นี่จะสามทุ่มแล้วนะคะ” หยาดพิรุณพูดกับคนตรงหน้าพร้อมกับหันไปหาร่างน้อยที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียง
“คิโด้เป็ยังไงบ้าง” เควิ่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผสมกับความเป็ห่วง ขณะคนที่ได้ฟังก็ยังรับรู้ได้
“ยังไม่ฟื้นเลยค่ะ หมอบอกว่าอาจจะเป็พรุ่งนี้่สายๆ หน่อย ถ้าคุณอยากมาเยี่ยม รบกวนเป็พรุ่งนี้จะดีกว่านะคะ” หยาดพิรุณพูดก่อนจะทำท่าปิดประตู แต่อีกฝ่ายกับใช้มือยันประตูไว้ไม่ยอมให้ปิดลงง่ายๆ
“คุณหิวมั้ย ทานอะไรหรือยัง” เควิ่นจ้องหน้าสบตากับเธอ แต่หยาดพิรุณกลับหลบสายตาไปเสียดื้อๆ
“ไม่ค่ะ ฉันยังไม่หิว” เธอตอบออกมาสั้นๆ
“คุณพูดว่าไม่หิวแบบนี้มาทั้งวันแล้วนะ”
“ก็ฉันไม่หิวจริงๆ นี่คะ คุณจะกลับไปได้หรือยัง ฉัน้าเวลาพักผ่อนค่ะ” เธอบอกพลางรั้งประตูเข้ามาปิดแต่มือหนากลับดันประตูค้างไว้
“ผมกลับแน่! แต่ต้องหลังจากที่คุณทานข้าวเสร็จก่อน ดูสิ! หน้าซีดเป็ไก่ต้มหมดแล้ว ปกติคุณสวยกว่านี้อีกนะ” ไม่พูดเปล่า คนมือไวอย่างเขาเอื้อมมาัับนใบหน้าเนียนสวยของเธออย่างถือดี หยาดพิรุณใสะบัดหน้าหนีอย่างอัตโนมัติ ก่อนจะพูดออกไปว่า
“ฉันไม่ได้เป็อะไร คุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันอยากพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ฉันต้องทำงาน”
“อะไรนะ! จริงสิ ถ้าคุณต้องทำงาน แล้วลูกคุณจะอยู่ยังไง” เขาถามเสียงเรียบ หยาดพิรุณเองก็ดูท่าจะสงสัยว่าทำไมเขาต้องมาใส่ใจและยุ่งวุ่นวายกับเื่ของเธอและลูกด้วย ในเมื่อเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอคิโด้เป็ลูกชายแท้ๆ ของเขาเอง เป็เพราะอะไรกันแน่ เธอได้แต่คิด
“ฉันคุยกับพยาบาลที่หน้าห้องแล้วค่ะ พวกเธอบอกว่าจะดูแลไอคิโด้ให้ แล้วฉันก็จะหาเวลาแวะบ้างมา ่ที่คิโด้ยังไม่ฟื้น ถึงฉันไม่อยู่ก็คงไม่เป็อะไร” หยาดพิรุณอธิบายให้เขาฟัง เควิ่นพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะบอกออกมาว่า
“จริงๆ ผมเองก็ลืมบอกคุณไปเลยว่า ผมคุยกับวีเื่ที่คุณจะขอลางานเพื่อมาดูแลคิโด้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว!”
“อะไรนะ! คุณทำแบบนี้ได้ยังไง นั่นมันงานของฉันนะ” หยาดพิรุณจ้องตาเขม็งใส่เขา ก่อนที่นิ้วเรียวยาวของอีกฝ่ายจะยกขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากอิ่มชมพูระเรื่อของเธอว่าไม่ให้ส่งเสียงรบกวนที่หน้าห้องนี้
“เบาๆ หน่อยสิคุณ ที่นี่โรงพยาบาลนะ ถ้าอยากคุยกับผม เราออกไปคุยกันข้างล่างจะดีกว่านะ” มือใหญ่คว้าเข้าที่ข้อมือบาง ก่อนจะลากเรียวแขนเล็กออกไปจากห้องพร้อมกับปิดประตูตามหลัง
“นี่คุณเค! จะพาฉันไปไหนคะ ฉันไม่ไปนะ!” หยาดพิรุณสะบัดข้อมือทิ้งแต่เขาก็เข้ามาคว้าตัวของเธอให้ไปที่หน้าลิฟต์จนได้
“ก็พาคุณไปทานข้าวไง ไม่ได้นะคุณ อดข้าวแบบนี้ผอมตายกันพอดี”
“ไม่ค่ะ ก็บอกว่าไม่หิวไง!” หยาดพิรุณชักสีหน้าอย่างไม่สบอารมณ์สุดๆ ที่ถูกเขาเ้ากี้เ้าการเื่ส่วนตัวของเธอจนเกินไป
“แต่คุณยังไม่ได้ทานอะไรเลยไม่ใช่เหรอ” เควิ่นหันมาจ้องมองเ้าของใบหน้าสวยหวานที่เขาโอบรัดเรือนร่างของเธอเอาไว้ ทำให้ทั้งเผลอคู่สบสายตากัน
“นี่มันสามทุ่มกว่าแล้ว ฉันไม่ทานหรอกค่ะ” เธอบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ใบหน้าตึงเครียด คิ้วโค้งเรียวสวยขมวดเข้าหากันยุ่งเหยิง ทำเขาอมยิ้มออกมาเล็กๆ เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ดูซีเรียสต่อเื่การกินซะขนาดนั้น
“อะไรกันคุณ นี่กลัวอ้วนด้วยเหรอ หุ่นแบบคุณเนี่ยะ กินเท่าไหร่ไม่อ้วนหรอกนะ มันไม่ลงพุงด้วย แต่ว่ามันขึ้นไปอัพในส่วนอื่น” เควิ่นไม่พูดอ้อมค้อม มองรูปร่างบอบบางที่เรียวเล็กไปซะหมด จะเว้นก็เสียแต่ หน้าอกอวบอิ่มของเธอที่เด่นจนเขาต้องเหลียวมองดูทุกครั้งที่จ้องหน้าเวลาพูดคุยกับเธอเสียทุกครั้ง
“รู้ได้ยังไงคะ ว่าไม่อ้วน!” หยาดพิรุณเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยสีหน้าที่ไม่ชอบใจนัก
“สี่ปีที่แล้วผมเห็นหุ่นของคุณเป็ยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็อย่างงั้นไม่เปลี่ยนไปเลย ขนาดคุณมีลูกมาแล้วนะ หุ่นก็ยังดูสวยอยู่เลย โดยเฉพาะ...” เควิ่นกวาดสายตามองเรือนร่างของเธอแล้วหยุดคำพูดเอาไว้แต่นั้น แต่สายตาและหัวสมองของเขากลับจินตนาการไปถึงเวลาที่เธอไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า มันช่างน่าเย้ายวนใจเขาเสียเหลือเกิน
หยาดพิรุณมองตามสายตาร้ายกาจที่มาหยุดอยู่ที่ร่องอก ภายใต้ชุดเดรสกระโปรงสีขาวบางเบาก็รีบผลักไสร่างกายแข็งแกร่งของเขาให้ออกห่างก่อนจะต่อว่าต่อขานเสียยกใหญ่
“คุณนี่มันเสียมารยาท...หยาบคายที่สุด! กี่ปีๆ คุณก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย” ฝ่ามือบางกำเข้าหากันแน่น อยากจะฟาดเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเสียจริง แต่ทว่าขืนทำแบบนั้นเธอก็จะเจ็บมือเสียเปล่าๆ เพราะคนแบบนี้หน้าหนาหน้าทนเสียยิ่งกว่าปูนซีเมนต์หรือถนนคอนกรีตเสียอีก
“ไปเถอะครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง คุณไม่ต้องกังวลใจไปหรอกนะ ไอคิโด้นอนหลับแบบนั้น ไม่มีใครพาหนีไปไหนหรอก”
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ” หยาดพิรุณถามอย่างสงสัย
“ผมก็พูดไปอย่างงั้นเอง ไปหาอะไรอร่อยๆ ลองท้องกันเถอะครับ” ว่าแล้วก็คว้าแขนของคนตัวเล็กกว่าไปที่ลิฟต์ หยาดพิรุณเดินตามอย่างเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ลิฟต์กำลังเปิดทั้งคู่ก็ได้พบกับหมอลี ที่กำลังจะลงไปด้านล่างพอดี
“คุณหมอลี!” หยาดพิรุณเอ่ย หมอลีเงยหน้าขึ้นมองหยาดพิรุณและเควิ่นที่เดินเข้ามาด้านในตัวลิฟต์
“อ้าว! หยาดพิรุณ กำลังจะไปไหนเหรอครับ” หมอลีขยับให้ทั้งสองคนเดินเข้ามาภายในลิฟต์
“กำลังจะลงไปหาอะไรทานลองท้องหน่อยค่ะ แล้วนี่คุณหมอขึ้นเวรเหรอคะ”
"ใช่ครับ ว่าแต่ทำไมถึงไม่โทรสั่งขึ้นมาล่ะครับสะดวกดี ทางโรงพยาบาลมีบริการอาหารสำหรับญาติผู้ป่วยด้วยอยู่แล้ว จริงสิ! คุณมาเยี่ยมใครเหรอครับ หมอเองก็ลืมถามไปเลย"
"อ๋อเปลาค่ะ ลูกชายของหยาดป่วยเป็ไข้เืออก เลยต้องมาเฝ้าค่ะ"
"ลูกชายคุณ เด็กชายปีย์ชนิตว์ใช่หรือเปล่าครับ" หมอลีเอ่ยถามพลางยิ้มออกมากว้างๆ
"ใช่ค่ะ คุณหมอจำได้ด้วยเหรอคะ" หยาดพิรุณถามด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม เขาพยักหน้าแล้วยิ้มตอบเธอเช่นกัน
“แล้วนี่ใครกันครับ ไม่เห็นหยาดแนะนำให้ผมรู้จักเลย” หมอลีหันมาหาคนที่ยืนหน้าบึ้งตึงระหว่างที่เขาพูดอยู่กับเธอ
“เอ่อคือ...นี่คุณเค เป็พะเพื่อ...เอ่อเพื่อน” หยาดพิรุณได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่รู้ว่าจะแนะเขาว่าเพื่อนหรืออะไรดี แต่คนปากไวอย่างเขาก็ไม่รอช้าชิงพูดขึ้นมาก่อนเช่นกัน
“ผมเควิ่นเป็สามีของหยาด คุณใช่มั้ยหมอลี ที่เป็คนทำคลอดคิโด้ลูกชายของผม!” อยู่ๆ เควิ่นก็แนะนำตัวเองออกไปโดยไม่แคร์ใคร หยาดพิรุณถึงกับตกตะลึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะที่ได้ยินคำพูดนั้นออกมาจากปากของเขา ไม่ต่างจากหมอลีเองที่ยืนตาค้างเช่นกัน
"นี่คุณพูดอะไร! " หยาดพิรุณหันมาจ้องหน้าคนตัวสูงกว่า แต่เขากลับตีเนียนดึงไหล่ของเธอเข้าไปโอบราวกับเป็เ้าข้าวเ้าของตัวเธอยังไงอย่างงั้น
“คุณเองเหรอ! ผู้ชายที่ทำเื่เลวทรามต่ำช้าแบบนั้น!” หมอลีพูดออกมาตรงๆ เพราะรู้ว่าผู้ชายที่เป็พ่อของไอคิโด้เคยทำอะไรไว้กับหยาดพิรุณบ้าง เพราะวันที่เขาเจอหยาดพิรุณครั้งแรก คือวันที่เธอเข้ามาฝากครรภ์ เธอแจ้งกับเขาว่าเธอถูกข่มขืน และหมอแนะนำว่าหากเธอไม่พร้อมสามารถที่จะเอาเด็กออกได้ แต่หยาดพิรุณกลับไม่ได้คิดว่าเด็กคนนี้เป็ภาระ เพราะเด็กคนนี้ไม่ได้มีความผิดอะไร ถ้าจะผิดก็ผิดที่ผู้ชายเลวๆ ที่ยัดเยียดตราบาปในครั้งนั้นให้แก่เธอ หมอลีกำมือแน่นพยายามควบคุมสติอารมรณ์เอาไว้ ในขณะที่เควิ่นเองก็รู้สึกเดือดพล่านกับคำพูดที่ออกจากปากของอีกฝ่ายเช่นกัน
“แกพูดแบบนี้หมายความว่าไง!” เควิ่นถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ก่อนจะเดินเข้าไปประจันหน้ากับหมอลีหุ่นล่ำที่หล่อสูสีไม่แพ้กับเขา แต่ถูกมือเล็กเหนี่ยวรั้งท่อนแขนของเขาเอาไว้
“ถ้าคุณคือพ่อของลูกชายเธอ ก็น่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรไว้กับเธอบ้าง! ยังกล้าเรียกตัวเองว่าพ่ออีกเหรอ” คำพูดของหมอลีทำให้เควิ่นหันมามองหน้าหยาดพิรุณตาเขม็ง เพราะเขาไม่รู้ว่าเธอเล่าเื่อะไรเกี่ยวกับเขาให้กับผู้ชายคนนี้ฟังบ้าง
“นี่พวกคุณพอได้แล้วค่ะ” หยาดพิรุณเริ่มจะหมดความอดทนที่ต้องมาฟังผู้ชายสองคนโต้เถียงกันไปมาภายในลิฟต์แคบๆ ทำให้เธออยากออกไปจากตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่อยู่ๆ ภาพตรงหน้าของเธอก็พร่ามัวทำให้ร่างบอบบางซวนเซจวนจะล้ม
“หยาด!” หมอลีและเควิ่นเห็นเข้าพร้อมกับทำให้ต่างฝ่ายต่างปรี่เข้ามาประคองร่างของเธอ แต่เควิ่นที่อยู่ใกล้กว่าจึงเป็คนรับร่างของเธอเอาไว้แล้วฉวยโอกาสอุ้มขึ้นมาไว้ที่แผงอกแกร่งของเขาในทันใด หมอลีมองตามอย่างไม่พอใจสุดๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“นี่คุณปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” หยาดพิรุณร้องสั่ง หมอลีทำท่าจะช่วย แต่ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ทำให้เขาพาร่างของเธอออกมาจากตัวลิฟต์อย่างทันควัน
“นี่คุณเคจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยฉันลงไปนะ!” เธอปราม แต่เขากลับไม่เชื่อฟัง อุ้มร่างของเธอมาที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน ทำร่างบางที่อยู่บนตัวต้องออกแรงดิ้นรนหนักยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก เมื่อรู้ตัวว่าจะต้องออกไปจากโรงพยาบาลกับเขา
“เห็นหรือยังผลของการไม่ยอมทานข้าว เป็ยังไง ยังกล้าอวดเก่งอยู่อีกมั้ย!” เควิ่นยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แต่หยาดพิรุณกลับเบือนหนี
“ที่ฉันเป็แบบนี้ ก็เพราะว่าพวกคุณมัวแต่เถียงกันอยู่นั่นแหละค่ะ ปล่อยฉันลงไปนะ ฉันจะกลับขึ้นไปข้างบน”
“คุณบอกเองใช่มั้ยว่าคิโด้จะฟื้นขึ้นมาพรุ่งนี้สายๆ ถ้างั้นตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงสินะ” เควิ่นพูดพร้อมกับอุ้มร่างเธอให้ไปที่รถ หยาดพิรุณพยายามดิ้นรนแต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากพันธนาการของเขาได้
"นี่ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ! พูดออกมาได้ไงว่าฉันเป็อะไรกับคุณ" หยาดพิรุณต่อว่า แต่เขากลับนิ่งเฉย แล้วพาเธอไปยังรถของเขา
“อย่าลงมานะ!” เควิ่นเปิดประตูวางร่างของเธอลงบนเบาะที่นั่งข้างคนขับก่อนจะปิดประตูล็อค แต่เธอไม่ยอมพยายามพาสังขารของตัวเองไปอยู่ที่เบาะคนขับ รอฉวยโอกาสตอนที่เขาเปิดประตูแล้วะโหนีลงไปจากรถ แต่เควิ่นรู้ทันรีบยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทำให้เธอต้องถอยหนีแล้วกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง